🍄"ข้าวยาคู" ขนมสะท้อนวัฒนธรรมและศาสนาที่หากินยาก
🥣
#ข้าวยาคู
เป็นขนมพื้นบ้านทำกินกันหลายพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าว แต่เดิมทำกินกันปีละครั้งในช่วงที่ต้นข้าวออกรวงหรือเรียกว่าระยะตั้งท้อง เต็มไปด้วยเมล็ดข้าวอ่อนหรือเรียกว่าข้าวระยะให้น้ำนม โดยเกี่ยวข้าวมาตำนวดทั้งรวง แล้วคั้นเอาน้ำนมข้าวมาเคี่ยวในกระทะ ใส่น้ำตาล จนได้เนื้อข้นเหนียวสีเขียวอ่อนถึงเข้ม เวลาจะกินก็ตักราดด้วยกะทิโรยงาขาวหรือธัญพืชตามชอบ ตัวขนมนั้นให้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากข้าว รสนุ่มนวลไม่หวานมากตัดเค็มนิดหน่อยจากกะทิ
เพื่อให้ขนมข้าวยาคูยังคงอยู่ ไม่สูญหายไปกับความหากินยาก ภายหลังจึงมีการปรับเปลี่ยนให้ทำกินได้ตลอดทั้งปีโดยใช้เมล็ดข้าวกับต้นอ่อนข้าวสับละเอียดมาคั้นเอาน้ำและนำมาเคี่ยวกับน้ำใบเตย แป้งข้าวเจ้า ได้สัมผัสไม่แตกต่างและยังคงความหอมอ่อนๆ จากข้าวกับต้นข้าวเอาไว้
ในอดีตข้าวยาคูจึงผูกพันกับวิถีชีวิตชาวนา รวมทั้งผู้นับถือศาสนาพุทธบางท้องที่ที่มีพิธีกวนข้าวยาคูเพื่อถวายขนมนี้แด่พระสงฆ์ในวันสำคัญทางศาสนาและยังคงสืบสานไว้ เพียงปรับเปลี่ยนวัตถุดิบบางชนิดให้เขากับบริบทปัจจุบัน แต่หัวใจสำคัญของการกวนข้าวยาคูถวายพระสงฆ์และแจกจ่ายให้กับผู้มาร่วมงานยังคงอยู่ คือความสมัครสมานสามัคคี และการถวายสิ่งดีมีประโยชน์แด่พระสงฆ์ ตามความเชื่อที่ปรากฏในพระไตรปิฎกที่กล่าวถึงที่มาของข้าวยาคูว่าพราหมณ์คนหนึ่งนำข้าวยาคูมาถวายพระพุทธเจ้า ผลบุญจึงส่งให้เป็นผู้รู้ธรรมองค์แรก
ชาวพุทธส่วนหนึ่งจึงเชื่อว่า อานิสงส์ของการให้ทานข้าวยาคูหรือให้ข้าวยาคูแก่ผู้อื่น คือการให้ อายุ วรรณะ สุข กำลัง และปฏิภาณผู้มีปัญญา อีกทั้งคุณประโยชน์ของข้าวยาคูยังช่วยบรรเทาความกระหาย อยู่ท้อง และยังช่วยย่อยอาหารจึงเป็นอาหารดีเหมาะถวายแด่พระสงฆ์ จึงมีประเพณีกวนข้าวยาคูในหลายพื้นที่ เช่นประเพณีกวนข้าวยาคู บ้านสีคิ้ว เป็นประเพณีหนึ่งของวัฒนธรรมไทย-ยวน ชาวบ้านสีคิ้วจะช่วยกันกวนข้าวยาคู ในวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 12 ของทุกปี ก่อนวันเทศมหาชาติหนึ่งวัน โดยนำรวงข้าวอ่อนมาคั้นเอาน้ำกวนกับใบเตย ใส่กะทิ น้ำตาลและนม เพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ในวันรุ่งขึ้นและแจกจ่ายให้กับทุกคนในงาน
ที่มา:krua.co
บทความ:สุริวัสสา กล่อมเดช
The Earthv.2
#อาหาร #ขนม
🍄"ข้าวยาคู" ขนมสะท้อนวัฒนธรรมและศาสนาที่หากินยาก 🥣
🥣
#ข้าวยาคู
เป็นขนมพื้นบ้านทำกินกันหลายพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าว แต่เดิมทำกินกันปีละครั้งในช่วงที่ต้นข้าวออกรวงหรือเรียกว่าระยะตั้งท้อง เต็มไปด้วยเมล็ดข้าวอ่อนหรือเรียกว่าข้าวระยะให้น้ำนม โดยเกี่ยวข้าวมาตำนวดทั้งรวง แล้วคั้นเอาน้ำนมข้าวมาเคี่ยวในกระทะ ใส่น้ำตาล จนได้เนื้อข้นเหนียวสีเขียวอ่อนถึงเข้ม เวลาจะกินก็ตักราดด้วยกะทิโรยงาขาวหรือธัญพืชตามชอบ ตัวขนมนั้นให้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากข้าว รสนุ่มนวลไม่หวานมากตัดเค็มนิดหน่อยจากกะทิ
เพื่อให้ขนมข้าวยาคูยังคงอยู่ ไม่สูญหายไปกับความหากินยาก ภายหลังจึงมีการปรับเปลี่ยนให้ทำกินได้ตลอดทั้งปีโดยใช้เมล็ดข้าวกับต้นอ่อนข้าวสับละเอียดมาคั้นเอาน้ำและนำมาเคี่ยวกับน้ำใบเตย แป้งข้าวเจ้า ได้สัมผัสไม่แตกต่างและยังคงความหอมอ่อนๆ จากข้าวกับต้นข้าวเอาไว้
ในอดีตข้าวยาคูจึงผูกพันกับวิถีชีวิตชาวนา รวมทั้งผู้นับถือศาสนาพุทธบางท้องที่ที่มีพิธีกวนข้าวยาคูเพื่อถวายขนมนี้แด่พระสงฆ์ในวันสำคัญทางศาสนาและยังคงสืบสานไว้ เพียงปรับเปลี่ยนวัตถุดิบบางชนิดให้เขากับบริบทปัจจุบัน แต่หัวใจสำคัญของการกวนข้าวยาคูถวายพระสงฆ์และแจกจ่ายให้กับผู้มาร่วมงานยังคงอยู่ คือความสมัครสมานสามัคคี และการถวายสิ่งดีมีประโยชน์แด่พระสงฆ์ ตามความเชื่อที่ปรากฏในพระไตรปิฎกที่กล่าวถึงที่มาของข้าวยาคูว่าพราหมณ์คนหนึ่งนำข้าวยาคูมาถวายพระพุทธเจ้า ผลบุญจึงส่งให้เป็นผู้รู้ธรรมองค์แรก
ชาวพุทธส่วนหนึ่งจึงเชื่อว่า อานิสงส์ของการให้ทานข้าวยาคูหรือให้ข้าวยาคูแก่ผู้อื่น คือการให้ อายุ วรรณะ สุข กำลัง และปฏิภาณผู้มีปัญญา อีกทั้งคุณประโยชน์ของข้าวยาคูยังช่วยบรรเทาความกระหาย อยู่ท้อง และยังช่วยย่อยอาหารจึงเป็นอาหารดีเหมาะถวายแด่พระสงฆ์ จึงมีประเพณีกวนข้าวยาคูในหลายพื้นที่ เช่นประเพณีกวนข้าวยาคู บ้านสีคิ้ว เป็นประเพณีหนึ่งของวัฒนธรรมไทย-ยวน ชาวบ้านสีคิ้วจะช่วยกันกวนข้าวยาคู ในวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 12 ของทุกปี ก่อนวันเทศมหาชาติหนึ่งวัน โดยนำรวงข้าวอ่อนมาคั้นเอาน้ำกวนกับใบเตย ใส่กะทิ น้ำตาลและนม เพื่อนำไปถวายพระสงฆ์ในวันรุ่งขึ้นและแจกจ่ายให้กับทุกคนในงาน
ที่มา:krua.co
บทความ:สุริวัสสา กล่อมเดช
The Earthv.2
#อาหาร #ขนม