ประเด็น “ทำไมคนรู้สึก negative กับ AI และ Data Center”

คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
ประเด็น “ทำไมคนรู้สึก negative กับ AI และ Data Center” แบบละเอียด ตามคำพูดในบทสัมภาษณ์
ส่วนนี้เริ่มจากผู้สัมภาษณ์ชวนคุยเรื่อง sentiment ที่คนรู้สึกไม่ดีกับ AI โดยเฉพาะ data center แล้ว Zuckerberg ตอบยาวและละเอียด
ผู้สัมภาษณ์เปิดประเด็น
ผู้สัมภาษณ์พูดว่า มีการถกเถียงใน Silicon Valley อยู่ตลอดว่าทำไมคนถึงรู้สึก negative กับ AI ขนาดนี้ โดยเฉพาะเรื่อง data center และดูเหมือนว่าสาระสำคัญของข้อโต้แย้งของ Zuckerberg (จาก essay) คือ ถ้ากระจายเทคโนโลยีมากขึ้น ให้คนเข้าถึงสิ่งที่ตอนนี้ถูก gate ไว้โดย lab ชั้นนำ อาจช่วยแก้ความรู้สึกที่คนรู้สึกเหมือนถูกตัดสิทธิ์หรือ disenfranchised จากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับ AI
Zuckerberg ตอบว่ามีหลายชั้นมาก
เขาบอกว่ามีหลายชั้นจริง ๆ และนั่นคือเหตุผลที่ essay ยาวถึง 15 หน้า เพราะมีคำถามหลายอย่างที่ไม่เหมือนกัน:
คนมีคำถามเรื่องงานและเศรษฐกิจ
มีคำถามเรื่อง data center กับชุมชนท้องถิ่น ทั้งผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม
มีคำถามเรื่องคนอาจใช้ AI ในทางที่ผิด เช่น cyber risks และ bio risks ที่กำลังเกิดขึ้น
มีคำถามเรื่องการรักษาสังคมเสรี
มีคำถามเรื่องความเป็นผู้นำของอเมริกา
มีคำถามเรื่องการรักษาการควบคุมเทคโนโลยีเมื่อมันเก่งขึ้นเรื่อย ๆ
เขาเน้นว่าสำคัญที่จะไม่พูดเรื่องพวกนี้แบบทั่วไปในระดับสูง ๆ เพราะแต่ละเรื่องมี nuance ต่างกัน
แต่โดยรวม สิ่งที่ทุกเรื่องมีร่วมกันคือ ถ้าสร้าง broad-based prosperity ได้ และหนึ่งในวิธีที่ดีกว่าคือการทำให้มี balance of power ที่ถูกต้องว่าใครมี access ต่อเทคโนโลยี และโดยทั่วไปต้องทำให้ balance ส่วนใหญ่เอียงไปทางประชาชนทั่วไป มากกว่า insider หรือ stakeholder กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เรื่อง Data Center โดยเฉพาะ
Zuckerberg เล่าว่าสิ่งที่ Meta พบคือ เมื่อบริษัทอย่าง Meta เข้าไปในชุมชนและให้คำมั่นว่าจะลงทุนที่นั่นเป็นเวลาหลายทศวรรษ (ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเมื่อสร้าง data center) พวกเขาสามารถทำให้มันดีต่อชุมชนได้
ตัวอย่างที่เขายกคือใน Louisiana:
รายได้จากภาษีถูกนำไปใช้จ่ายโบนัสครูในชุมชนเป็นเงิน $50,000
พวกเขานำงานจำนวนมากเข้ามา
ลงทุนในชุมชนท้องถิ่นมาก
เขายังพูดถึงปัญหาของนักเก็งกำไร (speculators) ที่ไม่ได้วางแผนจะรัน data center จริง ๆ เป็นเวลาหลายทศวรรษ แต่แค่หาที่ดินแล้วพยายามขายต่อให้ lab ใหญ่ ๆ และไม่ค่อยสนใจชุมชนท้องถิ่นเท่าไหร่ เพราะไม่ได้ลงทุนระยะยาว ถ้าไม่สนใจทำให้มันทำงานได้กับชุมชนท้องถิ่น คนก็จะโกรธแค้นอยู่แล้ว
เขายังพูดว่าไม่รู้จะเรียกสถานการณ์นี้ว่า bubble หรือไม่ (เพราะคำว่า bubble หมายความว่า overvalued) แต่แน่นอนว่ามี boom ซึ่งนำไปสู่แรงจูงใจแบบคิดระยะสั้นที่ไม่ช่วยทุก stakeholder ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ยั่งยืนในระยะยาว
ท้ายที่สุด ถ้าสร้างเทคโนโลยีที่ไม่ได้สร้างงาน หรือไม่ได้สร้างความเจริญแบบกว้างขวาง หรือโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างไม่ได้ช่วยชุมชนท้องถิ่น มันจะไม่ถูกอนุญาตให้ดำเนินต่อไป ต้องออกแบบให้ช่วยคนในทุกด้านเหล่านี้ได้
สำหรับคนที่สงสัยหรือรู้สึก doom มาก เขาคิดว่า ถ้าไม่ได้สร้างมันในทางที่เป็นบวก มันก็จะเกิดไม่ได้จริง ๆ การสร้าง checks and balances ที่ถูกต้องและการกระจายผลประโยชน์อย่างกว้างขวาง จึงเป็นเหมือน precondition สำหรับการ scale ในทางที่ดีที่สุดต่อสังคมในระยะยาว
ผู้สัมภาษณ์ถามต่อ
ผู้สัมภาษณ์บอกว่ายังไม่เคยได้ยิน tech คนอื่นในตำแหน่งแบบเขาพูดถึง data center ในมุม “การลงทุนระยะยาว” แบบนี้ และถามว่าเขาคิดแบบนี้มาตลอดหรือเพิ่งมี clarity มากขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้
Zuckerberg อธิบายเพิ่มเติม
เขาบอกว่ามี anti-data center sentiment เยอะตามที่ผู้สัมภาษณ์พูดถึง พวกเขาจึงไปขุดคุ้ยเพราะอยากเข้าใจว่าทำไมโครงการของ Meta เองถึงไม่เจอปัญหานี้มากเท่าไหร่
เมื่อถามคนจำนวนมาก พบว่ามี dichotomy ค่อนข้างชัดระหว่าง:
นักเก็งกำไร (speculators)
บริษัทที่โฟกัสระยะยาว
มันก็สมเหตุสมผลเมื่อคิดตาม
หนึ่งในสิ่งที่ Meta ทำคือโครงการ America’s Workforce Academy:
พวกเขากำลังสร้าง data center จำนวนมากและจะทำต่อไปอีกนาน
แต่จำนวนช่างฝีมือที่มีทักษะไม่พอ (fiber technicians, electricians, advanced carpentry ฯลฯ)
ต้องการคนเพิ่มอีกหลายแสนคน อาจถึงหลายล้านคน
คนยังไม่ได้รับการฝึกในทักษะเหล่านี้
ดังนั้น Meta จึงสร้างโปรแกรมฝึกอบรม และรับประกันงานให้คนที่ผ่านการฝึกที่สถานที่ซึ่งทำงานสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ Meta
เขาเน้นว่านี่ไม่ใช่การกุศล (philanthropy) แต่เป็นเพราะพวกเขาต้องการคนที่มีทักษะเหล่านี้จริง ๆ เป็น win-win และเป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลถ้าคิดระยะยาวหลายทศวรรษ แต่ไม่ใช่สิ่งที่คนจะทำถ้าสร้างแค่ที่เดียวแล้วตั้งใจขายต่อให้บริษัทอื่น
เขาเชื่อว่าปัญหาหลายอย่างในโลกจะถูกแก้โดยการ align แรงจูงใจเมื่อคิดระยะยาว
ส่วนหนึ่งของวิธีคิดของเขาคือ ไม่มีทางที่โลกจะยอมให้ lab เพียงไม่กี่แห่งควบคุมเทคโนโลยีที่สำคัญและทรงพลังขนาดนี้ และสะสมความมั่งคั่งไว้กับตัวเอง มันต้องเป็นเรื่อง broad-based ทั้งทางเทคโนโลยีและทางสังคม และสองอย่างนี้ต้องไปด้วยกัน

สรุปสั้น ๆ จากส่วนนี้ตามคำพูดของเขา:

คนรู้สึก negative เพราะมีหลายปัญหาซ้อนกัน (งาน, ชุมชน, ความเสี่ยง, อำนาจ) และการแก้ที่ยั่งยืนคือกระจายผลประโยชน์และอำนาจไปยังคนทั่วไป พร้อมกับการลงทุนระยะยาวที่จริงจังในชุมชน ไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่