หากพูดถึง “วังหลัง” ในวันนี้ หลายคนคงนึกถึงตลาดของกิน ท่าเรือ โรงพยาบาลศิริราช และตรอกเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คน
แต่เคยสงสัยไหมว่า…วังหลัง คือวังของใคร? และเหตุใดจึงเรียกว่า “วังหลัง” ทั้งที่ตั้งอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา?
ย้อนกลับไปไกลกว่าการสร้างกรุงเทพมหานคร คำว่า
“วังหน้า-วังหลัง” มีรากมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องด้วยสัมพันธ์กับตำแหน่งที่ตั้งของวัง เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ทรงสร้างวังจันทรเกษม ซึ่งอยู่ด้านหน้าพระราชวังหลวง ให้แก่
“สมเด็จพระนเรศวร” จึงเรียกกันว่า
“วังหน้า”
ขณะที่วังสวนหลวง ซึ่งอยู่ด้านหลังพระราชวังหลวง เป็นที่ประทับของ
“สมเด็จพระเอกาทศรถ” จึงปรากฏเป็นคำเรียก
“วังหลัง” ขึ้นมา
จากจุดเริ่มต้นเพียงชื่อเรียกตามตำแหน่งของวัง ก็ค่อย ๆ เข้าไปสัมพันธ์กับโครงสร้างอำนาจของราชสำนัก เมื่อกาลเวลาพาเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์
กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท - กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
ภายหลังการสถาปนาราชธานี ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงตั้ง
กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ
“วังหน้า” ขึ้นตามธรรมเนียม (เดิม) โดยมี
สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยวังหน้ามีขอบเขตการปกครองครอบคลุมทางตอนเหนือของพระนคร
นอกจากนั้น รัชกาลที่ ๑ ยังทรงสถาปนาเจ้านายอีกหนึ่งพระองค์ขึ้นเป็น
“กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข” หรือที่เรียกกันว่า
“วังหลัง”
พระองค์นั้น คือ
สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า
“ทองอิน” พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี พระพี่นางในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ก่อนหน้านั้น พระองค์ทรงรับราชการเป็น พระยาสุริยอภัย และมีบทบาทมาตั้งแต่ช่วงรอยต่อระหว่างกรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อทรงได้รับสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข จึงมีการสร้างพระราชวัง อันเป็นที่ประทับและออกว่าราชการขึ้นมา บริเวณสวนลิ้นจี่ ปากคลองบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี ซึ่งครอบคลุมย่านศิริราช และสถานีรถไฟธนบุรี ณ ปัจจุบัน
ตรงนี้เองเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะด้วยลักษณะเชิงพื้นที่
“วังหลัง” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ได้ตั้งอยู่ด้านหลังของพระบรมมหาราชวัง เฉกเช่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา
เพราะหากยืนอยู่พระบรมมหาราชวัง แล้วมองข้ามเจ้าพระยา วังหลังกลับตั้งอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ
ดังนั้น “วังหลัง” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมิได้มีความหมายเพียงว่า “วังที่ตั้งอยู่ข้างหลัง” อีกต่อไป แต่เป็นชื่อของสถานที่ ซึ่งผูกอยู่กับพระอิสริยยศของผู้ครอบครองวัง คือ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
ที่สำคัญ ตำแหน่งนี้
ไม่ได้ดำรงอยู่ยาวนานเหมือน “วังหน้า”
เมื่อ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ก็ไม่มีการสถาปนาเจ้านายพระองค์ใหม่ขึ้นดำรงตำแหน่งวังหลังอีกเลยนับแต่นั้นมา
กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ จึงกลายเป็น “วังหลัง” พระองค์เดียวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ขณะที่ตำแหน่งวังหน้า ยังคงสืบต่อมาอีกหลายรัชกาล กระทั่งถูกยกเลิกไปในรัชกาลที่ ๕ และมีการสถาปนาตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารขึ้นมาแทน
สำหรับ “พระราชวังหลัง” เมื่อไม่มีผู้สืบตำแหน่ง พื้นที่ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ขณะที่เมืองเติบโตขึ้น วังก็หายไป พื้นที่ส่วนหนึ่งกลายเป็นศิริราช สถานีรถไฟ และชุมชน ขณะที่หลักฐานของอดีตที่ผ่านไป มิได้เหลือไว้ให้เห็นชัดเจนเหมือน
พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ
“วังหน้า” ตามที่มีการอนุรักษ์พื้นที่ส่วนหนึ่งเอาไว้ อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ส่วนชื่อ
“วังหลัง” นั้น ยังปรากฏอยู่ตามพื้นที่แห่งความทรงจำของชาวบ้านย่านบางกอกน้อย อาทิ
ตรอกวังหลัง ถนนวังหลัง ท่าเรือวังหลัง ตลาดวังหลัง ฯลฯ แม้จะไม่เหลือร่องรอยทางกายภาพใด ๆ ให้ปรากฏก็ตาม
เรื่อง: ศรรัก ปักจินดา
อ้างอิง:
• กรมศิลปากร, อธิบายคำว่า กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข - เป็นแหล่งสำคัญสำหรับศึกษาที่มาของคำว่า “วังหน้า-วังหลัง” และพัฒนาการของตำแหน่ง
• กรมศิลปากร, ข้อมูลโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) - สำหรับเปรียบเทียบระบบวังหน้าในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
• ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ฐานข้อมูลชุมชน “ตรอกวังหลัง” - ประวัติพื้นที่พระราชวังบวรสถานพิมุขและพัฒนาการของย่านวังหลัง
• ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดี “สถานีรถไฟธนบุรี (เดิม)” - สำหรับศึกษาพัฒนาการพื้นที่วังหลัง-บางกอกน้อย
#วังหลัง #กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข #วังหน้า #ประวัติศาสตร์ไทย #กรุงรัตนโกสินทร์ #บางกอกน้อย #ศิริราช #เจริญกรุง
ที่มา : facebook
เจริญกรุง
✨ “วังหลัง” ตำแหน่งสำคัญของราชสำนักแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยังปรากฏอยู่ตามพื้นที่แห่งความทรงจำของชาวบ้านย่านบางกอกน้อย ✨
ย้อนกลับไปไกลกว่าการสร้างกรุงเทพมหานคร คำว่า “วังหน้า-วังหลัง” มีรากมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เนื่องด้วยสัมพันธ์กับตำแหน่งที่ตั้งของวัง เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ทรงสร้างวังจันทรเกษม ซึ่งอยู่ด้านหน้าพระราชวังหลวง ให้แก่ “สมเด็จพระนเรศวร” จึงเรียกกันว่า “วังหน้า”
ขณะที่วังสวนหลวง ซึ่งอยู่ด้านหลังพระราชวังหลวง เป็นที่ประทับของ “สมเด็จพระเอกาทศรถ” จึงปรากฏเป็นคำเรียก “วังหลัง” ขึ้นมา
จากจุดเริ่มต้นเพียงชื่อเรียกตามตำแหน่งของวัง ก็ค่อย ๆ เข้าไปสัมพันธ์กับโครงสร้างอำนาจของราชสำนัก เมื่อกาลเวลาพาเข้าสู่กรุงรัตนโกสินทร์
ภายหลังการสถาปนาราชธานี ในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงตั้ง กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า” ขึ้นตามธรรมเนียม (เดิม) โดยมี สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยวังหน้ามีขอบเขตการปกครองครอบคลุมทางตอนเหนือของพระนคร
นอกจากนั้น รัชกาลที่ ๑ ยังทรงสถาปนาเจ้านายอีกหนึ่งพระองค์ขึ้นเป็น “กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข” หรือที่เรียกกันว่า “วังหลัง”
พระองค์นั้น คือ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า “ทองอิน” พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี พระพี่นางในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ก่อนหน้านั้น พระองค์ทรงรับราชการเป็น พระยาสุริยอภัย และมีบทบาทมาตั้งแต่ช่วงรอยต่อระหว่างกรุงธนบุรี จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อทรงได้รับสถาปนาเป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข จึงมีการสร้างพระราชวัง อันเป็นที่ประทับและออกว่าราชการขึ้นมา บริเวณสวนลิ้นจี่ ปากคลองบางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี ซึ่งครอบคลุมย่านศิริราช และสถานีรถไฟธนบุรี ณ ปัจจุบัน
ตรงนี้เองเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะด้วยลักษณะเชิงพื้นที่ “วังหลัง” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ไม่ได้ตั้งอยู่ด้านหลังของพระบรมมหาราชวัง เฉกเช่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา
เพราะหากยืนอยู่พระบรมมหาราชวัง แล้วมองข้ามเจ้าพระยา วังหลังกลับตั้งอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ
ดังนั้น “วังหลัง” แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงมิได้มีความหมายเพียงว่า “วังที่ตั้งอยู่ข้างหลัง” อีกต่อไป แต่เป็นชื่อของสถานที่ ซึ่งผูกอยู่กับพระอิสริยยศของผู้ครอบครองวัง คือ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข
ที่สำคัญ ตำแหน่งนี้
ไม่ได้ดำรงอยู่ยาวนานเหมือน “วังหน้า”
เมื่อ กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข สิ้นพระชนม์ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ก็ไม่มีการสถาปนาเจ้านายพระองค์ใหม่ขึ้นดำรงตำแหน่งวังหลังอีกเลยนับแต่นั้นมา
กรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ จึงกลายเป็น “วังหลัง” พระองค์เดียวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ขณะที่ตำแหน่งวังหน้า ยังคงสืบต่อมาอีกหลายรัชกาล กระทั่งถูกยกเลิกไปในรัชกาลที่ ๕ และมีการสถาปนาตำแหน่งสยามมกุฎราชกุมารขึ้นมาแทน
สำหรับ “พระราชวังหลัง” เมื่อไม่มีผู้สืบตำแหน่ง พื้นที่ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
ขณะที่เมืองเติบโตขึ้น วังก็หายไป พื้นที่ส่วนหนึ่งกลายเป็นศิริราช สถานีรถไฟ และชุมชน ขณะที่หลักฐานของอดีตที่ผ่านไป มิได้เหลือไว้ให้เห็นชัดเจนเหมือนพระราชวังบวรสถานมงคล หรือ “วังหน้า” ตามที่มีการอนุรักษ์พื้นที่ส่วนหนึ่งเอาไว้ อยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ส่วนชื่อ “วังหลัง” นั้น ยังปรากฏอยู่ตามพื้นที่แห่งความทรงจำของชาวบ้านย่านบางกอกน้อย อาทิ ตรอกวังหลัง ถนนวังหลัง ท่าเรือวังหลัง ตลาดวังหลัง ฯลฯ แม้จะไม่เหลือร่องรอยทางกายภาพใด ๆ ให้ปรากฏก็ตาม
เรื่อง: ศรรัก ปักจินดา
อ้างอิง:
• กรมศิลปากร, อธิบายคำว่า กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข - เป็นแหล่งสำคัญสำหรับศึกษาที่มาของคำว่า “วังหน้า-วังหลัง” และพัฒนาการของตำแหน่ง
• กรมศิลปากร, ข้อมูลโครงการอนุรักษ์และพัฒนาพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) - สำหรับเปรียบเทียบระบบวังหน้าในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
• ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), ฐานข้อมูลชุมชน “ตรอกวังหลัง” - ประวัติพื้นที่พระราชวังบวรสถานพิมุขและพัฒนาการของย่านวังหลัง
• ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดี “สถานีรถไฟธนบุรี (เดิม)” - สำหรับศึกษาพัฒนาการพื้นที่วังหลัง-บางกอกน้อย
#วังหลัง #กรมพระราชวังบวรสถานพิมุข #วังหน้า #ประวัติศาสตร์ไทย #กรุงรัตนโกสินทร์ #บางกอกน้อย #ศิริราช #เจริญกรุง
ที่มา : facebook เจริญกรุง