🥤​ น้ำดื่มที่แพงที่สุดในญี่ปุ่นราคาหลักแสนบาทต่อขวด!!!

น้ำดื่มที่แพงที่สุดในญี่ปุ่นราคาหลักแสนบาทต่อขวด!!!

ถ้าพูดถึง "น้ำดื่มที่แพงที่สุดในญี่ปุ่น"  หลายคนคงคิดว่าราคาคงอยู่แถว ๆ หลักร้อยหรือหลักพันบาท แต่แบรนด์นี้พาคำว่า "น้ำเปล่า" ทะลุไปถึงขวดละหลักหมื่นเยน ไปจนถึงรุ่นพิเศษที่แตะหลักล้านเยน (หรือตั้งแต่ 3,000 ไปจนถึงหลักแสนบาทต่อขวด!)

นี่คือเรื่องราวของ Fillico Jewelry Water (フィリコ) แบรนด์น้ำดื่มสัญชาติญี่ปุ่นที่ฉีกทุกตำราการตลาด
เปลี่ยนสินค้าธรรมดา ๆ ที่หาซื้อได้ตามตู้กดน้ำ 100 เยน
ให้กลายเป็น "งานศิลปะและเครื่องบอกสถานะทางสังคม"
ที่คนรวยและสายปาร์ตี้ระดับท็อปยอมควักกระเป๋าจ่ายแบบไม่เสียดาย!
.
ต้องเล่าก่อนว่า ปกติเวลาเราพูดถึง "น้ำดื่มบรรจุขวด"
ภาพจำและสมรภูมิการแข่งขันคือ Red Ocean ที่ดุเดือดเลือดพล่านใช่ไหมครับ?

ไม่ว่าแบรนด์ไหนจะเคลมว่าน้ำมาจากธารน้ำแข็งขั้วโลก, ผ่านชั้นหินกี่ล้านปี, หรือมีค่าแร่ธาตุ pH เลอเลิศแค่ไหน สุดท้ายในสายตาผู้บริโภค มันก็คือ "น้ำเปล่าสำหรับแก้กระหาย" ที่คนส่วนใหญ่ตั้งเพดานราคาไว้ไม่เกินขวดละ 100–150 เยน ยิ่งขายก็ยิ่งติดกับดักสงครามราคา...
.
ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Fillico ในช่วงต้นยุค 2000 เค้าเลยตั้งคำถามกลับด้านแบบสุดโต่งว่า...
“ทำไมน้ำดื่มต้องแข่งกันแค่เรื่องดับกระหาย?”
“และทำไมน้ำเปล่าจะกลายเป็นสินค้าหรูหราระดับ Masterpiece ไม่ได้?”
.
เค้าเลยสร้างนิยามใหม่ของสินค้าขึ้นมา ไม่เรียกว่าน้ำแร่
แต่เรียกว่า Jewelry Water (น้ำดื่มอัญมณี) ภายใต้กลยุทธ์เปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ให้กลายเป็นของสะสมชั้นสูง (Veblen Good) ที่ยิ่งแพง คนยิ่งต้องการครอบครอง!
.
พอมาแกะรอยเส้นทางการพัฒนาและกลยุทธ์การตลาดของ Fillico บอกเลยว่าคมกริบและคิดมาลึกทุกมิติ

1. ผูกสตอรี่กับ "น้ำในตำนาน" แห่งเทือกเขาร็อคโกะ
ก่อนจะขายแพง สินค้าต้องมีที่มาที่ไปที่น่าเชื่อถือ Fillico เลือกใช้น้ำจากบ่อน้ำนูโนบิกิ (布引の水) ในเมืองโกเบ
จังหวัดเฮียวโงะ ซึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

นี่คือน้ำที่ขึ้นชื่อเรื่องความบริสุทธิ์สูงมากในหมู่กะลาสีเรือยุคโบราณ เพราะมีคำเล่าลือว่า "บรรทุกข้ามเส้นศูนย์สูตรไปนานแค่ไหน น้ำก็ยังคงใสบริสุทธิ์ไม่เน่าเสีย"
แถมยังเป็นแหล่งน้ำเดียวกับที่โรงกลั่นสาเกชั้นยอดของญี่ปุ่นใช้หมักสาเกมาหลายร้อยปี เป็นการปูพื้นฐานความพรีเมียมของตัวน้ำไว้แน่นหนาตั้งแต่ก้าวแรก
.
2. เปลี่ยนขวดแก้วให้กลายเป็น "อัญมณีที่ดื่มได้"
Fillico ปฏิวัติวงการบรรจุภัณฑ์ด้วยการออกแบบขวดแก้วทรงเพรียวที่ได้แรงบันดาลใจจากตัวหมากรุก (King & Queen) ผสมผสานสรีระของรูปปั้นกรีกโบราณ
-ประดับด้วย คริสตัลแท้จาก Swarovski ด้วยมือทีละเม็ด
-ฝาขวดทำขึ้นรูปเป็น "มงกุฎกษัตริย์" หรือ "มงกุฎราชินี" ชุบทองคำหรือเงินแท้ พร้อมปีกนางฟ้าประดับข้างขวด
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดมิติใหม่ที่ว่า "น้ำดื่มหมดไป แต่ขวดไม่มีวันถูกทิ้ง" ผู้ซื้อจะเก็บขวดไว้ตั้งโชว์ในตู้กระจกเหมือนของสะสมล้ำค่า บรรจุภัณฑ์จึงกลายเป็นตัวโปรดักต์หลักไปโดยปริยาย
.
3. กลยุทธ์เจาะตลาด "โลกกลางคืนและโฮสต์คลับ"
นี่คือท่าไม้ตายที่ทำให้ Fillico ทำกำไรมหาศาลและแจ้งเกิดอย่างแท้จริง! ในย่านท่องเที่ยวยามค่ำคืนอย่างกินซ่าหรือคาบูกิโจ ธรรมเนียมหลักของโฮสต์คลับหรูคือการเปิดแชมเปญราคาแพงเพื่อแสดงบารมีและทำยอดให้โฮสต์ แต่เกิด Pain Point สองข้อใหญ่
-ลูกค้าบางคนไม่ดื่มแอลกอฮอล์
-โฮสต์ต้องดื่มเหล้ากับลูกค้าหลายโต๊ะจนตับพัง ดื่มต่อไม่ไหว

แต่ครั้นจะสั่ง "น้ำเปล่าธรรมดา" มาวางบนโต๊ะ VIP ก็เสียหน้า เสียศักดิ์ศรี.. Fillico เข้ามาอุดรูรั่วนี้ได้เป๊ะ 100%!
แขกสามารถสั่ง "ทาวเวอร์น้ำดื่ม Fillico" ขนาดยักษ์
ประดับคริสตัลระยิบระยับขึ้นโต๊ะได้ในราคาขวดละหลายหมื่นถึงหลักแสนเยน ได้ทั้งโชว์ความรวย เปย์โฮสต์อย่างสมเกียรติ โดยไม่มีใครต้องเมาหัวราน้ำหรือเข้าโรงพยาบาล
.
4. ปักหมุดในวัฒนธรรมของขวัญชั้นสูง
คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการมอบของขวัญในโอกาสสำคัญมาก (เช่น ของขวัญแต่งงาน หรือของขวัญขอบคุณผู้มีพระคุณ) Fillico วางตำแหน่งสินค้าเป็นของขวัญมงคล
-เซต King & Queen มอบเป็นของขวัญแต่งงาน สื่อถึงชีวิตคู่ที่สูงส่ง
-รุ่นปีกนางฟ้า มอบรับขวัญเด็กแรกเกิด สื่อถึงความบริสุทธิ์ผุดผ่อง
กลายเป็นของขวัญระดับพรีเมียมที่ผู้รับเห็นแล้วต้องตื่นตะลึง
.
5. ลิมิเต็ดคอลแลปส์ ดึงดูดนักสะสมทั่วโลก
Fillico ไม่หยุดแค่รุ่นมาตรฐาน แต่ขยันออกขวดรุ่น 12 นักษัตรประจำปี และจับมือ Collaboration กับไอคอนิกดังระดับโลก เช่น Sanrio (Hello Kitty), ซีรีส์อนิเมะระดับตำนาน, ไปจนถึงแบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์ ทำให้เกิดตลาดรอง (Resale Market) ที่มีนักสะสมคอยตามเก็บทุกคอลเลกชัน
.
บทเรียนการตลาดสุดล้ำจากกรณีนี้คือ
ถ้าคุณขาย "ฟังก์ชัน" ของน้ำเปล่า
คุณจะได้ราคาของน้ำเปล่า... แต่ถ้าคุณเปลี่ยนไปขาย "สถานะทางสังคม ความภาคภูมิใจ และความรู้สึกเหนือระดับ" เพดานราคาจะหายไปทันที

Fillico พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ต่อให้สินค้าตั้งต้นจะเป็นสิ่งที่เรียบง่ายและหาได้ทั่วไปที่สุดในโลกอย่าง "น้ำเปล่า"
แต่ถ้ามองเห็น Pain Point ของตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) แล้วนำความคิดสร้างสรรค์กับงานฝีมือมาห่อหุ้ม
คุณค่าของมันก็สามารถก้าวกระโดดจากหลักสิบเยน
สู่หลักล้านเยนได้อย่างเหลือเชื่อครับ!

ปล.แต่ผมคิดว่าผมไม่กล้าซื้อนะ เสียดาย 55555
Boom JapanSalaryman
https://www.facebook.com/share/p/19dPbky36X/

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่