ตอนที่แล้ว ดิฉันได้พูดถึง สมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ในรัชกาลที่ห้า
และเป็นพระมารดาในทูลกระหม่อมบริพัตร
https://pantip.com/topic/44217971
มาวันนี้ดิฉันก็อยากจะพูดถึงสมเด็จท่าน ให้คนไทยรุ่นหลังได้รับทราบ
ขออนุญาตใช้คำสามัญชนนะคะ หรือถ้าจะใช้ราชาศัพท์ ก็จะใช้ให้น้อยที่สุดค่ะ
สมเด็จท่านเป็นถึงลูกหลวง เป็นลูกรัชกาลที่สี่ ได้ถวายตัวมาเป็นพระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ห้า
ก่อนพระนางเรือล่ม พระนางสว่างวัฒนา และพระนางเสาวภาผ่องศรีด้วยซ้ำไป
แต่พระภรรยาเจ้าทั้งสามพระองค์หลังที่ว่า ตอนหลังก็ได้รับการสถาปนาเป็น พระอัครมเหสี สลับเวียนกันไป
มีพระนางสุขุมาลมารศรี เพียงพระองค์เดียว ที่ไม่ได้รับการสถาปนา ขึ้นเป็นสมเด็จ (ก็คงหนีไม่พ้นเหตุผลทางด้านการเมือง อีกตามเคย)
พระนางก็เคยพูดให้ทูลกระหม่อมบริพัตรฟังว่า
แม่นี้เป็นมนุษย์ที่อาภัพนัก ลูกหลวงองค์อื่นๆก็สลับกินตำแหน่งพระอัครมเหสี
มีแต่แม่คนเดียว ที่ไม่เคยขึ้นไปตรงจุดตรงนั้น
นั่นคือคำตัดพ้อ น้อยใจอย่างยิ่งยวด ในโชคชะตาที่พระนาง
ต้องแบกรับมันเอาไว้ตลอดทั้งรัชกาลที่ห้า แผ่นดินของพระบรมราชสวามี
สิ่งเดียวที่จะช่วยบรรเทาทุกข์ในใจได้ นั่นก็คือ คุณความความดีของทูลกระหม่อมบริพัตร
เมื่อตอนพระองค์ต้องประทับอยู่ต่างประเทศ เพื่อศึกษาทางด้านการทหาร ที่เยอรมนี
พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว ที่รักปานแก้วตาดวงใจ
พระนางสั่งสอนพระราชโอรส ให้ทำตัวดีๆ และต้องให้ควาเคารพ ทูลกระหม่อมโต
เพราะท่านคือองค์รัชทายาท ในเวลานั้น โดยดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร
เป็นตำแหน่งที่เกิดขึ้นครั้งแรก ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ในรัชกาลที่ห้านั่นเอง
ทูลกระหม่อมบริพัตร ก็เชื่อฟังคำสั่งสอน ของพระมารดามาโดยตลอด
ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง ไม่เคยประพฤติตน กดขี่ข่มเหงรังแกผู้อื่น
พระองค์ท่านน่ารักมาก ไม่เคยแสดงท่าที ว่าเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอกและไปทำตัวกร่าง ใส่ผู้อื่น ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทย หรือต่างประเทศ
พระองค์ตระหนักดี ที่พระมารดาของพระองค์ท่าน ไม่เคยได้รับกาสถาปนา เป็นสมเด็จ
ย่อมสร้างความเจ็บปวด ดังนั้นหนทางที่จะช่วยเยียวยา ก็คือพระองค์ท่าน ต้องเชื่อฟังคำสอนของพระมารดา อย่างเคร่งครัด
แม้นตอนผลัดแผ่นดิน มาในสมัยรัชกาลที่หก
พระนางสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม
แต่ในที่สุดสิ่งที่รอคอยมานานแสนนาน เรียกว่าเกือบพระชนม์ชีพ ก็สัมฤทธิ์ผล
นั่นก็คือ รัชที่กาลที่เจ็ด ทรงสถาปนา พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ขึ้นเป็น สมเด็จพระปิตุฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พรอัครรราชเทวี
เรียกว่าดีใจกันทั้งวังบางขุนพรหม กับสิ่งที่รอคอยมานานแสนนาน
การสถาปนาแบบนี้ เขาเรียกว่า พระมหากษัตริย์ ทรงนับญาติแล้ว
เพราะว่า ปิตุฉาเจ้า แปลว่า น้องสาวหรือพี่สาวพ่อ
นั่นก็คือรัชกาลที่เจ็ด ทรงนับถือเป็นญาติเป็นผู้ใหญ่ ที่พระองค์ท่านให้ความเคารพรัก
ในกรณีนี้คือ เป็นอาหญิงของรัชกาลที่เจ็ดนั่นเองค่ะ
และเมื่อขึ้นเป็นถึง สมเด็จพระอัครราชเทวีแล้ว ก็ต้องนับว่า สมเด็จท่าน ทรงเป็นพระอัครมเหสี พระองค์หนึ่งในรัชกาลที่ห้า
ถึงแม้นจะได้รับการสถาปนาภายหลัง ที่ล่วงเลยมาถึงสองรัชกาลแล้ว ก็ตามที
หลังจากนั้นคนในวังบางขุนพรหม ก็เรียก สมเด็จท่าน มาโดยตลอด
แต่คุณผู้อ่านคะ ความมสุขของราชสกุลบริพัตร ช่างสั้นเหลือเกิน
เพราะว่าเพียงสองปี หลังจากนั้น สมเด็จท่านก็เสด็จสู่สวรรคาลัย โดยดิฉันจะบรรยายคร่าวๆ ถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ให้ฟังด้านล่างค่ะ
วันที่ทูลกระหม่อมชายบริพัตร ต้องทรงร้องไห้เหมือนเด็กๆ ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว เกินกว่าคำใดจะบรรยายได้ (หงส์เหนือมังกร)
และเป็นพระมารดาในทูลกระหม่อมบริพัตร
https://pantip.com/topic/44217971
มาวันนี้ดิฉันก็อยากจะพูดถึงสมเด็จท่าน ให้คนไทยรุ่นหลังได้รับทราบ
ขออนุญาตใช้คำสามัญชนนะคะ หรือถ้าจะใช้ราชาศัพท์ ก็จะใช้ให้น้อยที่สุดค่ะ
สมเด็จท่านเป็นถึงลูกหลวง เป็นลูกรัชกาลที่สี่ ได้ถวายตัวมาเป็นพระภรรยาเจ้า ในรัชกาลที่ห้า
ก่อนพระนางเรือล่ม พระนางสว่างวัฒนา และพระนางเสาวภาผ่องศรีด้วยซ้ำไป
แต่พระภรรยาเจ้าทั้งสามพระองค์หลังที่ว่า ตอนหลังก็ได้รับการสถาปนาเป็น พระอัครมเหสี สลับเวียนกันไป
มีพระนางสุขุมาลมารศรี เพียงพระองค์เดียว ที่ไม่ได้รับการสถาปนา ขึ้นเป็นสมเด็จ (ก็คงหนีไม่พ้นเหตุผลทางด้านการเมือง อีกตามเคย)
พระนางก็เคยพูดให้ทูลกระหม่อมบริพัตรฟังว่า
แม่นี้เป็นมนุษย์ที่อาภัพนัก ลูกหลวงองค์อื่นๆก็สลับกินตำแหน่งพระอัครมเหสี
มีแต่แม่คนเดียว ที่ไม่เคยขึ้นไปตรงจุดตรงนั้น
นั่นคือคำตัดพ้อ น้อยใจอย่างยิ่งยวด ในโชคชะตาที่พระนาง
ต้องแบกรับมันเอาไว้ตลอดทั้งรัชกาลที่ห้า แผ่นดินของพระบรมราชสวามี
สิ่งเดียวที่จะช่วยบรรเทาทุกข์ในใจได้ นั่นก็คือ คุณความความดีของทูลกระหม่อมบริพัตร
เมื่อตอนพระองค์ต้องประทับอยู่ต่างประเทศ เพื่อศึกษาทางด้านการทหาร ที่เยอรมนี
พระราชโอรสเพียงพระองค์เดียว ที่รักปานแก้วตาดวงใจ
พระนางสั่งสอนพระราชโอรส ให้ทำตัวดีๆ และต้องให้ควาเคารพ ทูลกระหม่อมโต
เพราะท่านคือองค์รัชทายาท ในเวลานั้น โดยดำรงตำแหน่ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร
เป็นตำแหน่งที่เกิดขึ้นครั้งแรก ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย ในรัชกาลที่ห้านั่นเอง
ทูลกระหม่อมบริพัตร ก็เชื่อฟังคำสั่งสอน ของพระมารดามาโดยตลอด
ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง ไม่เคยประพฤติตน กดขี่ข่มเหงรังแกผู้อื่น
พระองค์ท่านน่ารักมาก ไม่เคยแสดงท่าที ว่าเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอกและไปทำตัวกร่าง ใส่ผู้อื่น ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทย หรือต่างประเทศ
พระองค์ตระหนักดี ที่พระมารดาของพระองค์ท่าน ไม่เคยได้รับกาสถาปนา เป็นสมเด็จ
ย่อมสร้างความเจ็บปวด ดังนั้นหนทางที่จะช่วยเยียวยา ก็คือพระองค์ท่าน ต้องเชื่อฟังคำสอนของพระมารดา อย่างเคร่งครัด
แม้นตอนผลัดแผ่นดิน มาในสมัยรัชกาลที่หก
พระนางสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ก็ยังอยู่ในตำแหน่งเดิม
แต่ในที่สุดสิ่งที่รอคอยมานานแสนนาน เรียกว่าเกือบพระชนม์ชีพ ก็สัมฤทธิ์ผล
นั่นก็คือ รัชที่กาลที่เจ็ด ทรงสถาปนา พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ขึ้นเป็น สมเด็จพระปิตุฉาเจ้า สุขุมาลมารศรี พรอัครรราชเทวี
เรียกว่าดีใจกันทั้งวังบางขุนพรหม กับสิ่งที่รอคอยมานานแสนนาน
การสถาปนาแบบนี้ เขาเรียกว่า พระมหากษัตริย์ ทรงนับญาติแล้ว
เพราะว่า ปิตุฉาเจ้า แปลว่า น้องสาวหรือพี่สาวพ่อ
นั่นก็คือรัชกาลที่เจ็ด ทรงนับถือเป็นญาติเป็นผู้ใหญ่ ที่พระองค์ท่านให้ความเคารพรัก
ในกรณีนี้คือ เป็นอาหญิงของรัชกาลที่เจ็ดนั่นเองค่ะ
และเมื่อขึ้นเป็นถึง สมเด็จพระอัครราชเทวีแล้ว ก็ต้องนับว่า สมเด็จท่าน ทรงเป็นพระอัครมเหสี พระองค์หนึ่งในรัชกาลที่ห้า
ถึงแม้นจะได้รับการสถาปนาภายหลัง ที่ล่วงเลยมาถึงสองรัชกาลแล้ว ก็ตามที
หลังจากนั้นคนในวังบางขุนพรหม ก็เรียก สมเด็จท่าน มาโดยตลอด
แต่คุณผู้อ่านคะ ความมสุขของราชสกุลบริพัตร ช่างสั้นเหลือเกิน
เพราะว่าเพียงสองปี หลังจากนั้น สมเด็จท่านก็เสด็จสู่สวรรคาลัย โดยดิฉันจะบรรยายคร่าวๆ ถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ให้ฟังด้านล่างค่ะ