คุณเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ ไหม ฉันก็ไม่เชื่อจนกะทั่งเจอกับตัวเองนั่นแหละ
เช้าวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2565 ทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างปกติเหมือนเช่นทุกวัน
นี่เป็นวันที่สามแล้วที่ฉันมาเที่ยวภูเก็ต ตอนอยู่บนเครื่องไม่รู้ว่าฉันไปดูข่าวหรือดูหนังอะไรมาเมื่อเห็นทะเลฉันเผลอคิดไปว่าถ้าเกิดสึนามิหรือภัยพิบัติทางทะเลขึ้นมาพญานาคที่ฉันบูชาอยู่จะมาช่วยชีวิตฉันไว้นะคิดไปแล้วก็ตลกว่าทำไมตอนนั้นฉันถึงคิดถึงเรื่องนี้ทั้งๆที่กำลังจะมาเที่ยวทะเลกันนะ
วันนี้ฉันกับเพื่อนรวมเป็นสี่คนนัดกันไปเล่นน้ำที่หาดป่าตองตามเดิม เมื่อไปถึงชายหาด พวกเราเลือกนั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ ก่อนจะออกไปซื้ออาหารมานั่งทานด้วยกัน บทสนทนาลื่นไหลไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่เรื่องราวของ "พ่อ" ของแต่ละคน... พ่อของฉันเสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันอายุได้เพียง 3 ขวบ ตอนนี้ฉันกำลังจะอายุครบ 35 ปี ความทรงจำเกี่ยวกับท่านจึงเลือนรางเหลือเกิน มีเพียงคำบอกเล่าจากคนรอบข้างเท่านั้นที่ช่วยยืนยันถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่พ่อมีต่อฉัน
หลังจากทานอาหารและพูดคุยกันเสร็จ ฉันกับน้องอีกคนก็ชวนกันเดินหาจุดเล่นน้ำ โดยมีเพื่อนอีกสองคนนั่งชมวิวรออยู่ริมหาด ทีแรกเราว่าจะเล่นตรงบริเวณใกล้ๆ ที่นั่ง แต่ตรงนั้นมีเศษใบไม้ลอยอยู่เยอะเกินไป เราจึงขยับเดินห่างออกไปอีกหน่อย
ตรงจุดใหม่มี "ธงแดง" ปักอยู่ เพราะมีธงแดงปักเตือน คนจึงไม่ค่อยมี ฉันเลยถือโอกาสถ่ายรูปตรงนั้นจนได้รูปสวยๆ ตามที่ต้องการ จากนั้นพวกเราจึงเดินไปยังจุดที่มีคนเล่นน้ำกัน โดยไม่รู้เลยว่านั้นอาจจะเป็นรูปสุดท้ายในชีวิตของฉัน
เราย้ายไปเล่นในจุดที่มีคนเล่นและสามารถเล่นน้ำได้ เราเล่นน้ำกันอยู่พักใหญ่ แม้จะจำเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่จำได้ดีว่าคลื่นลมวันนั้นค่อนข้างแรง ฉันต้องคอยโต้คลื่นทรงตัวอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่ฉันว่ายน้ำไม่เป็น ระดับน้ำที่เล่นจึงไม่เคยเกินเอวเลย ระหว่างนั้นฉันได้พบกับชายหนุ่มชาวไอริชคนหนึ่ง เขามาเที่ยวคนเดียว เราทักทายกันเล็กน้อยตามประสา
ก่อนที่ฉันจะหันหลังให้ทะเล เพื่อหันไปบอกน้องว่า
"เรากลับขึ้นฝั่งกันเถอะ"
แต่วินาทีนั้นเอง... คลื่นยักษ์ลูกหนึ่งก็ซัดกระหน่ำมาจากทางด้านหลัง!
ฉันเสียการทรงตัวทันที ร่างกายไม่สามารถหยัดยืนบนผืนทรายได้อีกต่อไป คลื่นไม่ได้กดฉันลงจากด้านบน แต่มันม้วนหมุนลงล่างและดูดฉันจมหายไป น้องของฉันก็โดนคลื่นลูกนั้นเล่นงานเหมือนกัน แต่โชคดีที่หนุ่มไอริชช่วยดึงน้องไว้ได้ทัน ส่วนฉัน... ทำได้เพียงแค่แตะมือน้องไว้เบาๆ แล้วเอ่ยคำสุดท้ายออกมา
"แพร... มันดึง..."
น่าแปลกตรงที่ฉันไม่ได้ยืนอยู่ริมสุดหรือถอยห่างจากผู้คนเลย ยังมีคนอีก 4-5 คนยืนถัดจากฉันออกไปแท้ๆ แต่คลื่นลูกนั้นกลับเลือกที่จะดูดฉันออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ฉันมั่นใจว่าตัวเองมีสติครบถ้วน พยายามตั้งหลักและยึดเท้ากับผืนทราย แต่มันกลับไร้ผล ฉันเริ่มขาดอากาศหายใจ คลื่นซัดพาร่างของฉันลอยออกไปไกลจนถึงบริเวณที่ปักธงแดง
ฉันพยายามตะเกียกตะกาย พลวดพุ่งขึ้นมาขอความช่วยเหลืออยู่ประมาณ 5-6 ครั้ง จนในครั้งที่ 7 ภาพตรงหน้าที่ฉันเห็นอย่างเลือนรางและห่างไกลออกไปทุกที คือภาพของน้องที่กำลังวิ่งขึ้นฝั่ง(ไปตามพี่กู้ภัยชายหาด) และหนุ่มไอริชที่ยืนมองมาจากไกลๆ
หลังจากผ่านการดิ้นรนอย่างทรมาน ฉันก็ตระหนักได้ในใจว่า...
ครั้งนี้ฉันคงต้องตายจริงๆ แล้วใช่ไหม?
ที่คิดแบบนี้ เพราะฉันเคยมีประสบการณ์จมน้ำมาแล้วครั้งหนึ่งตอนอายุ 19 ปี (ซึ่งไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังวันหลัง) แต่ครั้งนี้... มันทรมานเหลือเกินกับการที่ไม่สามารถหายใจได้ เมื่อคนเราดิ้นรนจนถึงที่สุด ร่างกายและจิตใจจะเริ่มเหนื่อยล้าถาโถมจนอยากจะพอ อยากจะพักแล้ว...
"เหนื่อยจัง" ความคิดสุดท้ายก่อนที่ฉันจะหยุดดิ้นรน ทุกอย่างรอบตัวค่อยๆ ดับลง เหมือนจอทีวีรุ่นเก่าที่แสงค่อยๆ วูบหายไป...
ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกกลืนกินจนมืดสนิท อยู่ๆ ภาพของแม่ก็ลอยเข้ามาในความคิด ภาพของแม่ในชุดสีดำ... แล้วสมองของฉันก็ดันนึกขึ้นมาได้ว่า
"เฮ้ย! เดือนนี้ยังไม่ได้โอนเงินให้แม่เลยนี่หว่า!" มันอาจฟังดูตลกแต่มันคือเรื่องจริง และหลังจากนั้นฉันก็มักจะโดนเพื่อนๆ แซวเสมอว่า
"กลัวโดนแม่ด่ามากกว่ากลัวตาย"
ทว่า เมื่อฉันรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกตอนนั้นคือตัวฉันยังคงจมอยู่ใต้ผืนน้ำ ท่าทางของฉันคู้ตัวเหมือนเด็กทารกในครรภ์ รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในลูกบอลฟองอากาศขนาดใหญ่ที่หมุนล้อมรอบตัวไว้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่หลังจากที่นึกกลัวแม่ด่าขึ้นมา ฉันก็ลองคิดในใจว่า
"ลองทำท่าปลาดาวดูหน่อยซิ"
ครั้งแรกที่ฉันพยายามพลิกตัวลอยเป็นท่าปลาดาว ร่างของฉันก็ลอยขึ้นเหนือผืนน้ำทันที! แต่ลอยอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาที คลื่นก็ซัดพาร่างฉันจมลงไปอีกครั้ง ครั้งนี้ฉันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี พยายามพลิกตัวเพื่อทำท่าปลาดาวอีกครั้ง และในจังหวะที่พลิกตัวสำเร็จนั้นเอง...
ข้อมือขวาของฉันก็ถูกกระชากอย่างแรง!
พี่กู้ภัยชายหาดที่ขี่เจ็ทสกีวนหาฉันได้คว้าตัวฉันไว้ได้ทัน ในชั่วพริบตา เขาก็พาร่างของฉันกลับเข้าสู่ชายฝั่ง เสียงผู้คนรอบข้างต่างร้องตะโกนด้วยความยินดี ฉันสำลักน้ำออกมาเองโดยที่ไม่ต้องมีใครช่วยปั๊มหัวใจหรือ CPR เลยด้วยซ้ำ
รุ่นน้องของฉันเดินร้องไห้เข้ามาหา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"พี่รู้ไหมว่าพี่หายไปนานแค่ไหน... เกือบ 10 นาทีเลยนะ!"
ไม่มีใครคิดว่าฉันจะรอดกลับขึ้นมาได้ เพราะจุดนั้นส่วนใหญ่ถ้าจมหายไป มักจะลอยกลับขึ้นมาเป็นศพเสียมากกว่า ฉันฟังน้องพูดด้วยความทึ่งแล้วตอบกลับไปว่า
"จะเป็นไปได้ยังไง คนเรากลั้นหายใจได้ไม่เกิน 5 นาทีหรอก ถ้าพี่หายไป 10 นาทีจริงๆ พี่จะกลับมานั่งปกติแบบนี้ได้ยังไง"
คุณป้าแม่ค้าขายของริมหาดเดินเอายาดมมาส่งให้ฉัน พร้อมกับบอกเล่าด้วยความตกใจว่า
"แปลกเหลือเกิน มหัศจรรย์จริงๆ หนูรู้ไหม ตอนหนูลอยขึ้นมา มันเหมือนมีใครบางคนคอยดันหลังชูหนูขึ้นมาเหนือน้ำเลย... ปีนี้หาดนี้ยังไม่มีใครตาย ปกติทะเลจะเอาชีวิตคนไปทุกปี ปาฏิหาริย์จริงๆ หนูเอ๋ย" คุณป้ายังคงย้ำถึงความเหลือเชื่อนั้นให้ฉันฟังไม่หยุด
ระหว่างที่ฉันนั่งพัก มีชายชาวต่างชาติ 3 คนเดินเข้ามาหา แล้วกล่าวขอโทษฉันด้วยความเสียใจแปลใจความได้ว่า
"พวกเราขอโทษนะที่ช่วยคุณไม่ได้ พวกเราพยายามกันแล้ว แต่คลื่นมันซัดพวกเรากลับเข้าฝั่งตลอด ไม่สามารถว่ายไปถึงตัวคุณได้เลย" ฉันขอบคุณพวกเขาจากใจจริง และบอกว่าไม่เป็นไรเลย ขอบคุณมากจริงๆ ที่พยายามช่วย
หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป ฉันและเพื่อนๆ ก็เดินทางกลับที่พัก แม้ภายนอกฉันจะดูปกติดีทุกอย่างและไม่มีบาดแผลใดๆ แต่ "อาการแพนิค" กลับเริ่มกัดกินหัวใจของฉัน ช่วงแรกๆ ฉันไม่สามารถสระผมได้เลย เพราะทันทีที่น้ำไหลผ่านปิดหน้า ความรู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ใต้ทะเลจะตีกลับมาทันที
จนถึงวันนี้ ผ่านมา 4 ปีแล้ว... ฉันยังไม่สามารถมองทะเลที่มีคลื่นแรงได้เลย แม้แต่แค่เอาขาไปจุ่มน้ำ แล้วมีคลื่นซัดเข้ามาเบาๆ หัวใจฉันจะเต้นรัว ความรู้สึกมันหวิวยืนไม่หยู่เหมือนสติจะหลุดทุกครั้ง
ฉันเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าวันนั้นรอดชีวิตมาได้อย่างไร... คลื่นวนที่เหมือนฟองอากาศที่ล้อมรอบตัวฉันในตอนนั้น เป็นอิทธิฤทธิ์ของพญานาคที่ฉันเคยเอ่ยขอไว้ไหม? หรือเป็นเพราะวิญญาณของพ่อมาช่วยเอาไว้? แต่สิ่งหนึ่งที่ดึงสติฉันขึ้นมาจากความมืดมิดในวินาทีสุดท้าย ก็คือ "แม่" ฉันจึงเชื่ออย่างหมดใจว่า ส่วนหนึ่งต้องเป็นเพราะบารมีและความรักของแม่แน่ๆ ที่ช่วยชีวิตฉันไว้
แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ คิดว่าการที่คนเราจมน้ำหายไปเกือบ 10 นาที แต่กลับขึ้นมาปลอดภัยและปกติทุกอย่าง เกิดจากอะไร? และเพื่อนๆ เคยมีประสบการณ์เฉียดตาย หรือเคยพบเจอ "ปาฏิหาริย์" ที่เกิดขึ้นกับตัวเองบ้างไหมคะ?
พูดไปเรื่อย EP.2 วันนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฉัน(เกือบ)ตาย
เช้าวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2565 ทุกอย่างยังคงดำเนินไปอย่างปกติเหมือนเช่นทุกวัน
นี่เป็นวันที่สามแล้วที่ฉันมาเที่ยวภูเก็ต ตอนอยู่บนเครื่องไม่รู้ว่าฉันไปดูข่าวหรือดูหนังอะไรมาเมื่อเห็นทะเลฉันเผลอคิดไปว่าถ้าเกิดสึนามิหรือภัยพิบัติทางทะเลขึ้นมาพญานาคที่ฉันบูชาอยู่จะมาช่วยชีวิตฉันไว้นะคิดไปแล้วก็ตลกว่าทำไมตอนนั้นฉันถึงคิดถึงเรื่องนี้ทั้งๆที่กำลังจะมาเที่ยวทะเลกันนะ
วันนี้ฉันกับเพื่อนรวมเป็นสี่คนนัดกันไปเล่นน้ำที่หาดป่าตองตามเดิม เมื่อไปถึงชายหาด พวกเราเลือกนั่งพักผ่อนใต้ร่มไม้ ก่อนจะออกไปซื้ออาหารมานั่งทานด้วยกัน บทสนทนาลื่นไหลไปเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ที่เรื่องราวของ "พ่อ" ของแต่ละคน... พ่อของฉันเสียชีวิตไปตั้งแต่ฉันอายุได้เพียง 3 ขวบ ตอนนี้ฉันกำลังจะอายุครบ 35 ปี ความทรงจำเกี่ยวกับท่านจึงเลือนรางเหลือเกิน มีเพียงคำบอกเล่าจากคนรอบข้างเท่านั้นที่ช่วยยืนยันถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่พ่อมีต่อฉัน
หลังจากทานอาหารและพูดคุยกันเสร็จ ฉันกับน้องอีกคนก็ชวนกันเดินหาจุดเล่นน้ำ โดยมีเพื่อนอีกสองคนนั่งชมวิวรออยู่ริมหาด ทีแรกเราว่าจะเล่นตรงบริเวณใกล้ๆ ที่นั่ง แต่ตรงนั้นมีเศษใบไม้ลอยอยู่เยอะเกินไป เราจึงขยับเดินห่างออกไปอีกหน่อย
ตรงจุดใหม่มี "ธงแดง" ปักอยู่ เพราะมีธงแดงปักเตือน คนจึงไม่ค่อยมี ฉันเลยถือโอกาสถ่ายรูปตรงนั้นจนได้รูปสวยๆ ตามที่ต้องการ จากนั้นพวกเราจึงเดินไปยังจุดที่มีคนเล่นน้ำกัน โดยไม่รู้เลยว่านั้นอาจจะเป็นรูปสุดท้ายในชีวิตของฉัน
เราย้ายไปเล่นในจุดที่มีคนเล่นและสามารถเล่นน้ำได้ เราเล่นน้ำกันอยู่พักใหญ่ แม้จะจำเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่จำได้ดีว่าคลื่นลมวันนั้นค่อนข้างแรง ฉันต้องคอยโต้คลื่นทรงตัวอยู่ตลอดเวลา ด้วยความที่ฉันว่ายน้ำไม่เป็น ระดับน้ำที่เล่นจึงไม่เคยเกินเอวเลย ระหว่างนั้นฉันได้พบกับชายหนุ่มชาวไอริชคนหนึ่ง เขามาเที่ยวคนเดียว เราทักทายกันเล็กน้อยตามประสา
ก่อนที่ฉันจะหันหลังให้ทะเล เพื่อหันไปบอกน้องว่า "เรากลับขึ้นฝั่งกันเถอะ"
แต่วินาทีนั้นเอง... คลื่นยักษ์ลูกหนึ่งก็ซัดกระหน่ำมาจากทางด้านหลัง!
ฉันเสียการทรงตัวทันที ร่างกายไม่สามารถหยัดยืนบนผืนทรายได้อีกต่อไป คลื่นไม่ได้กดฉันลงจากด้านบน แต่มันม้วนหมุนลงล่างและดูดฉันจมหายไป น้องของฉันก็โดนคลื่นลูกนั้นเล่นงานเหมือนกัน แต่โชคดีที่หนุ่มไอริชช่วยดึงน้องไว้ได้ทัน ส่วนฉัน... ทำได้เพียงแค่แตะมือน้องไว้เบาๆ แล้วเอ่ยคำสุดท้ายออกมา
"แพร... มันดึง..."
น่าแปลกตรงที่ฉันไม่ได้ยืนอยู่ริมสุดหรือถอยห่างจากผู้คนเลย ยังมีคนอีก 4-5 คนยืนถัดจากฉันออกไปแท้ๆ แต่คลื่นลูกนั้นกลับเลือกที่จะดูดฉันออกไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ฉันมั่นใจว่าตัวเองมีสติครบถ้วน พยายามตั้งหลักและยึดเท้ากับผืนทราย แต่มันกลับไร้ผล ฉันเริ่มขาดอากาศหายใจ คลื่นซัดพาร่างของฉันลอยออกไปไกลจนถึงบริเวณที่ปักธงแดง
ฉันพยายามตะเกียกตะกาย พลวดพุ่งขึ้นมาขอความช่วยเหลืออยู่ประมาณ 5-6 ครั้ง จนในครั้งที่ 7 ภาพตรงหน้าที่ฉันเห็นอย่างเลือนรางและห่างไกลออกไปทุกที คือภาพของน้องที่กำลังวิ่งขึ้นฝั่ง(ไปตามพี่กู้ภัยชายหาด) และหนุ่มไอริชที่ยืนมองมาจากไกลๆ
หลังจากผ่านการดิ้นรนอย่างทรมาน ฉันก็ตระหนักได้ในใจว่า... ครั้งนี้ฉันคงต้องตายจริงๆ แล้วใช่ไหม?
ที่คิดแบบนี้ เพราะฉันเคยมีประสบการณ์จมน้ำมาแล้วครั้งหนึ่งตอนอายุ 19 ปี (ซึ่งไว้มีโอกาสจะมาเล่าให้ฟังวันหลัง) แต่ครั้งนี้... มันทรมานเหลือเกินกับการที่ไม่สามารถหายใจได้ เมื่อคนเราดิ้นรนจนถึงที่สุด ร่างกายและจิตใจจะเริ่มเหนื่อยล้าถาโถมจนอยากจะพอ อยากจะพักแล้ว...
"เหนื่อยจัง" ความคิดสุดท้ายก่อนที่ฉันจะหยุดดิ้นรน ทุกอย่างรอบตัวค่อยๆ ดับลง เหมือนจอทีวีรุ่นเก่าที่แสงค่อยๆ วูบหายไป...
ท่ามกลางความมืดมิดที่ถูกกลืนกินจนมืดสนิท อยู่ๆ ภาพของแม่ก็ลอยเข้ามาในความคิด ภาพของแม่ในชุดสีดำ... แล้วสมองของฉันก็ดันนึกขึ้นมาได้ว่า "เฮ้ย! เดือนนี้ยังไม่ได้โอนเงินให้แม่เลยนี่หว่า!" มันอาจฟังดูตลกแต่มันคือเรื่องจริง และหลังจากนั้นฉันก็มักจะโดนเพื่อนๆ แซวเสมอว่า "กลัวโดนแม่ด่ามากกว่ากลัวตาย"
ทว่า เมื่อฉันรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง ความรู้สึกตอนนั้นคือตัวฉันยังคงจมอยู่ใต้ผืนน้ำ ท่าทางของฉันคู้ตัวเหมือนเด็กทารกในครรภ์ รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในลูกบอลฟองอากาศขนาดใหญ่ที่หมุนล้อมรอบตัวไว้
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน แต่หลังจากที่นึกกลัวแม่ด่าขึ้นมา ฉันก็ลองคิดในใจว่า "ลองทำท่าปลาดาวดูหน่อยซิ"
ครั้งแรกที่ฉันพยายามพลิกตัวลอยเป็นท่าปลาดาว ร่างของฉันก็ลอยขึ้นเหนือผืนน้ำทันที! แต่ลอยอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาที คลื่นก็ซัดพาร่างฉันจมลงไปอีกครั้ง ครั้งนี้ฉันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี พยายามพลิกตัวเพื่อทำท่าปลาดาวอีกครั้ง และในจังหวะที่พลิกตัวสำเร็จนั้นเอง... ข้อมือขวาของฉันก็ถูกกระชากอย่างแรง!
พี่กู้ภัยชายหาดที่ขี่เจ็ทสกีวนหาฉันได้คว้าตัวฉันไว้ได้ทัน ในชั่วพริบตา เขาก็พาร่างของฉันกลับเข้าสู่ชายฝั่ง เสียงผู้คนรอบข้างต่างร้องตะโกนด้วยความยินดี ฉันสำลักน้ำออกมาเองโดยที่ไม่ต้องมีใครช่วยปั๊มหัวใจหรือ CPR เลยด้วยซ้ำ
รุ่นน้องของฉันเดินร้องไห้เข้ามาหา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"พี่รู้ไหมว่าพี่หายไปนานแค่ไหน... เกือบ 10 นาทีเลยนะ!"
ไม่มีใครคิดว่าฉันจะรอดกลับขึ้นมาได้ เพราะจุดนั้นส่วนใหญ่ถ้าจมหายไป มักจะลอยกลับขึ้นมาเป็นศพเสียมากกว่า ฉันฟังน้องพูดด้วยความทึ่งแล้วตอบกลับไปว่า "จะเป็นไปได้ยังไง คนเรากลั้นหายใจได้ไม่เกิน 5 นาทีหรอก ถ้าพี่หายไป 10 นาทีจริงๆ พี่จะกลับมานั่งปกติแบบนี้ได้ยังไง"
คุณป้าแม่ค้าขายของริมหาดเดินเอายาดมมาส่งให้ฉัน พร้อมกับบอกเล่าด้วยความตกใจว่า
"แปลกเหลือเกิน มหัศจรรย์จริงๆ หนูรู้ไหม ตอนหนูลอยขึ้นมา มันเหมือนมีใครบางคนคอยดันหลังชูหนูขึ้นมาเหนือน้ำเลย... ปีนี้หาดนี้ยังไม่มีใครตาย ปกติทะเลจะเอาชีวิตคนไปทุกปี ปาฏิหาริย์จริงๆ หนูเอ๋ย" คุณป้ายังคงย้ำถึงความเหลือเชื่อนั้นให้ฉันฟังไม่หยุด
ระหว่างที่ฉันนั่งพัก มีชายชาวต่างชาติ 3 คนเดินเข้ามาหา แล้วกล่าวขอโทษฉันด้วยความเสียใจแปลใจความได้ว่า "พวกเราขอโทษนะที่ช่วยคุณไม่ได้ พวกเราพยายามกันแล้ว แต่คลื่นมันซัดพวกเรากลับเข้าฝั่งตลอด ไม่สามารถว่ายไปถึงตัวคุณได้เลย" ฉันขอบคุณพวกเขาจากใจจริง และบอกว่าไม่เป็นไรเลย ขอบคุณมากจริงๆ ที่พยายามช่วย
หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไป ฉันและเพื่อนๆ ก็เดินทางกลับที่พัก แม้ภายนอกฉันจะดูปกติดีทุกอย่างและไม่มีบาดแผลใดๆ แต่ "อาการแพนิค" กลับเริ่มกัดกินหัวใจของฉัน ช่วงแรกๆ ฉันไม่สามารถสระผมได้เลย เพราะทันทีที่น้ำไหลผ่านปิดหน้า ความรู้สึกเหมือนกำลังจมอยู่ใต้ทะเลจะตีกลับมาทันที
จนถึงวันนี้ ผ่านมา 4 ปีแล้ว... ฉันยังไม่สามารถมองทะเลที่มีคลื่นแรงได้เลย แม้แต่แค่เอาขาไปจุ่มน้ำ แล้วมีคลื่นซัดเข้ามาเบาๆ หัวใจฉันจะเต้นรัว ความรู้สึกมันหวิวยืนไม่หยู่เหมือนสติจะหลุดทุกครั้ง
ฉันเองก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่าวันนั้นรอดชีวิตมาได้อย่างไร... คลื่นวนที่เหมือนฟองอากาศที่ล้อมรอบตัวฉันในตอนนั้น เป็นอิทธิฤทธิ์ของพญานาคที่ฉันเคยเอ่ยขอไว้ไหม? หรือเป็นเพราะวิญญาณของพ่อมาช่วยเอาไว้? แต่สิ่งหนึ่งที่ดึงสติฉันขึ้นมาจากความมืดมิดในวินาทีสุดท้าย ก็คือ "แม่" ฉันจึงเชื่ออย่างหมดใจว่า ส่วนหนึ่งต้องเป็นเพราะบารมีและความรักของแม่แน่ๆ ที่ช่วยชีวิตฉันไว้
แล้วเพื่อนๆ ล่ะคะ คิดว่าการที่คนเราจมน้ำหายไปเกือบ 10 นาที แต่กลับขึ้นมาปลอดภัยและปกติทุกอย่าง เกิดจากอะไร? และเพื่อนๆ เคยมีประสบการณ์เฉียดตาย หรือเคยพบเจอ "ปาฏิหาริย์" ที่เกิดขึ้นกับตัวเองบ้างไหมคะ?