ดิฉันชอบอ่านแผนภาพที่เผยแพร่ความรู้จากพระไตรปิฎก เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การค้นคว้าเพิ่มเติม ตัวอย่างเช่น แผนภาพของมูลนิธิอุทยานธรรม
https://uttayarndham.org/dhama-daily ซึ่งเป็นป้ายบอกทางให้ค้นคว้าเกี่ยวกับกัลยาณสูตร ดังนี้
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีศีลงาม มีธรรมงาม มีปัญญางาม เรากล่าวว่า เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นบุรุษผู้สูงสุดในธรรมวินัยนี้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเป็นผู้มีศีลงามอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศีลงามอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีศีลงามด้วยประการ ดังนี้ ฯ
ภิกษุเป็นผู้มีธรรมงามอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการเนืองๆ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเป็นผู้มีธรรมงามอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีศีลงาม มีธรรมงาม ด้วยประการดังนี้ ฯ
ภิกษุเป็นผู้มีปัญญางามอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีปัญญางามอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีศีลงาม มีธรรมงาม มีปัญญางาม ด้วยประการดังนี้ เรากล่าวว่า เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นบุรุษสูงสุดในธรรมวินัยนี้ ฯ
ภิกษุใดไม่มีการทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวภิกษุผู้มีหิรินั้นแลว่า ผู้มีศีลงาม ภิกษุใดเจริญดีแล้ว ซึ่งธรรมทั้งหลายอันให้ถึงอริยมรรคญาณเป็นเครื่องตรัสรู้ดีที่ตนได้บรรลุแล้ว พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวภิกษุผู้ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นนั้นแลว่า ผู้มีธรรมอันงาม ภิกษุใดรู้ชัดซึ่งความสิ้นไปแห่งทุกข์ของตนในอัตภาพนี้แล พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวภิกษุผู้ไม่มีอาสวะ สมบูรณ์ด้วยธรรมเหล่านั้น ผู้ไม่มีทุกข์ ตัดความสงสัยได้แล้ว ไม่อาศัย ละกิเลสทั้งหมดในโลกทั้งปวงว่า ผู้มีปัญญางาม ฯ"
ที่มา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาตร ปัญจมวรรค กัลยาณสูตร
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=25&A=6423
ดิฉันสืบค้นลงรายละเอียดใน “ธรรมงาม : โพธิปักขิยธรรม” เพื่อให้มีความคุ้นชินกับหัวข้อธรรมสำคัญ ซึ่งควรนำไปพิจารณา ศึกษา ทำความเข้าใจ ให้ถ่องแท้เพิ่มขึ้น ดังนี้
“โพธิปักขิยธรรม
ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค มี 37 ประการคือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ในจำนวน 37 นี้
ถ้านับตัวสภาวธรรมแท้ๆ ตัดจำนวนที่ซ้ำออกไป มี 14 คือ สติ วิริยะ ฉันทะ จิตตะ ปัญญา สัทธา สมาธิ ปีติ ปัสสัทธิ อุเบกขา สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ (วิสุทฺธิ.ฏี. 3/600)”
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป อ ปยุตฺโต)
https://book.watnyanaves.net/dictionary/display/3209
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้"โพธิปักขิยธรรม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามัคคีธรรม มี 37 ประการคือ
1. สติปัฏฐาน ฐานเป็นที่กำหนดของสติ
1. การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย (กายานุปัสสนา)
2. การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา(เวทนานุปัสสนา)
3. การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต (จิตตานุปัสสนา)
4. การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรม (ธรรมานุปัสสนา)
2. สัมมัปปธาน หลักในการรักษากุศลธรรมไม่ให้เสื่อม
1. การเพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในตน (สังวรปธาน)
2. การเพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว (ปหานปธาน)
3. การเพียรสร้างกุศลให้เกิดขึ้นในตน (ภาวนาปธาน)
4. การเพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ให้เสื่อมไป (อนุรักขนาปธาน)
3. อิทธิบาท เป้าหมายของความเจริญ
1. ความชอบใจทำ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น (ฉันทะ)
2. ความแข็งใจทำ เพียรหมั่นประกอบในสิ่งนั้น (วิริยะ)
3. ความตั้งใจทำ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น ไม่ทอดทิ้งธุระ (จิตตะ)
4. ความเข้าใจทำ การใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองหาเหตุผลในสิ่งนั้น (วิมังสา)
4. อินทรีย์
1. ให้เกิดความเชื่อ (ศรัทธา) มีตถาคตโพธิศรัทธา
2. ให้เกิดความเพียร (วิริยะ) มุ่งไปที่การจัดการ"กุศล" คือ ทาน ศีล ภาวนา
3. ให้เกิดความระลึกได้ (สติ) มีอุปการะมาก
4. ให้เกิดความตั้งมั่น (สมาธิ) สภาพอ่อนควรแก่การงาน มีผรณาปีติบ่งชี้เบื้องต้น
5. ให้เกิดความรอบรู้ (ปัญญา)
5. พละ กำลัง
1. ความเชื่อ (ศรัทธา)
2. ความเพียร (วิริยะ)
3. ความระลึกได้ (สติ)
4. ความตั้งมั่น (สมาธิ)
5. ความรอบรู้ (ปัญญา)
6. โพชฌงค์ องค์แห่งการตรัสรู้
1. มีความระลึกได้ (สติ)
2. มีความพิจารณาในธรรม (ธัมมวิจยะ)
3. มีความเพียร (วิริยะ)
4. มีความอิ่มใจ (ปีติ)
5. มีความสงบสบายใจ (ปัสสัทธิ)
6. มีความตั้งมั่น (สมาธิ)
7. มีความวางเฉย (อุเบกขา)
7. มรรค หนทางดับทุกข์
1. ใช้เพื่อเห็นชอบ คือ เห็นอริยสัจ (สัมมาทิฏฐิ)
2. ใช้เพื่อดำริชอบ คือ ดำริละเว้นในอกุศลวิตก (สัมมาสังกัปปะ)
3. ใช้เพื่อเจรจาชอบ คือ เว้นจากวจีทุจริต (สัมมาวาจา)
4. ใช้เพื่อทำการงานชอบ คือเว้นจากกายทุจริต (สัมมากัมมันตะ)
5. ใช้เพื่อทำอาชีพชอบ คือ เว้นจาก การเลี้ยงชีพในทางที่ผิด (สัมมาอาชีวะ)
6. ใช้เพื่อเพียรชอบ คือ สัมมัปปธาน (สัมมาวายามะ)
7. ใช้เพื่อระลึกชอบ คือ ระลึกในสติปัฏฐาน 4 (สัมมาสติ)
8. ใช้เพื่อตั้งใจมั่นชอบ คือ เจริญฌานทั้ง 4 และวิปัสสนา (สัมมาสมาธิ)"
ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/โพธิปักขิยธรรม

ภิกษุเป็นผู้มีศีลงาม ธรรมงาม ปัญญางามอย่างไร : กัลยาณสูตร
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้มีศีลงาม มีธรรมงาม มีปัญญางาม เรากล่าวว่า เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นบุรุษผู้สูงสุดในธรรมวินัยนี้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
ภิกษุเป็นผู้มีศีลงามอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศีล สำรวมแล้วด้วยความสำรวมในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษมีประมาณน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีศีลงามอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีศีลงามด้วยประการ ดังนี้ ฯ
ภิกษุเป็นผู้มีธรรมงามอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ประกอบด้วยความเพียรในการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการเนืองๆ ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุเป็นผู้มีธรรมงามอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีศีลงาม มีธรรมงาม ด้วยประการดังนี้ ฯ
ภิกษุเป็นผู้มีปัญญางามอย่างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้มีปัญญางามอย่างนี้แล ภิกษุเป็นผู้มีศีลงาม มีธรรมงาม มีปัญญางาม ด้วยประการดังนี้ เรากล่าวว่า เป็นพระอรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เป็นบุรุษสูงสุดในธรรมวินัยนี้ ฯ
ภิกษุใดไม่มีการทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวภิกษุผู้มีหิรินั้นแลว่า ผู้มีศีลงาม ภิกษุใดเจริญดีแล้ว ซึ่งธรรมทั้งหลายอันให้ถึงอริยมรรคญาณเป็นเครื่องตรัสรู้ดีที่ตนได้บรรลุแล้ว พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวภิกษุผู้ไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นนั้นแลว่า ผู้มีธรรมอันงาม ภิกษุใดรู้ชัดซึ่งความสิ้นไปแห่งทุกข์ของตนในอัตภาพนี้แล พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวภิกษุผู้ไม่มีอาสวะ สมบูรณ์ด้วยธรรมเหล่านั้น ผู้ไม่มีทุกข์ ตัดความสงสัยได้แล้ว ไม่อาศัย ละกิเลสทั้งหมดในโลกทั้งปวงว่า ผู้มีปัญญางาม ฯ"
ที่มา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาตร ปัญจมวรรค กัลยาณสูตร
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=25&A=6423
ดิฉันสืบค้นลงรายละเอียดใน “ธรรมงาม : โพธิปักขิยธรรม” เพื่อให้มีความคุ้นชินกับหัวข้อธรรมสำคัญ ซึ่งควรนำไปพิจารณา ศึกษา ทำความเข้าใจ ให้ถ่องแท้เพิ่มขึ้น ดังนี้
“โพธิปักขิยธรรม
ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ ธรรมที่เกื้อหนุนแก่อริยมรรค มี 37 ประการคือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ในจำนวน 37 นี้ ถ้านับตัวสภาวธรรมแท้ๆ ตัดจำนวนที่ซ้ำออกไป มี 14 คือ สติ วิริยะ ฉันทะ จิตตะ ปัญญา สัทธา สมาธิ ปีติ ปัสสัทธิ อุเบกขา สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ (วิสุทฺธิ.ฏี. 3/600)”
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป อ ปยุตฺโต)
https://book.watnyanaves.net/dictionary/display/3209
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้