แต่ละจังหวัดน่าจะมีเว็บไซต์หรือเพจสาธารณะที่มีรายละเอียดของรถสาธารณะทุกสายในจังหวัดนั้นๆ ช่วยให้คนในจังหวัดและคนที่เดินทางมาจากจังหวัดอื่นสามารถเช็ครายละเอียดรถสาธารณะที่วิ่งอยู่ทุกเส้นทางในจังหวัดนั้นๆแบบรู้ข้อมูลได้ง่ายก่อนเดินทาง
เช่นว่า คนกรุงเทพจะเดินทางไปพิษณุโลก อ.วังทอง เปิดเว็บไซต์เช็คดู ก็มีข้อมูลบอกว่า รถที่เดินทางจากบขส.พิษณุโลกไปถึงวังทองมีช่วงเวลาไหนบ้าง ใช้เวลาเดินทางกี่นาที รถจอดรับส่งผู้โดยสารจุดไหนบ้างตลอดเส้นทาง แต่ละจุดจอดมีรถมาถึงเวลาประมาณเท่าไร ค่าโดยสารเท่าไร อย่างนี้เป็นต้น หรืออาจจะเป็นเพจก็ได้ เปิดเพจมา ก็มีปักหมุดที่ลงรายละเอียดว่า รถสาธารณะทุกสายของจังหวัดนี้มีวิ่งเส้นทางไหนบ้าง วิ่งออกจากท่ารถเวลากี่โมง รถสาธารณะแต่ละเส้นทางจอดรับส่งผู้โดยสารจุดไหนบ้าง แต่ละจุดจอดรถสาธารณะมีรถประจำเส้นทางมารับส่งคนประมาณเวลาประมาณเท่าไร ใช้เวลาเดินทางประมาณกี่นาที ค่าโดยสารเท่าไร ช่วยให้คนเดินทางทั้งในและนอกจังหวัดนั้นวางแผนการเดินทางได้ถูกและได้ดี
ตัวอย่างหนัาเว็บไซต์รถสาธารณะ
ตัวอย่างเพจรถสาธารณะ
เว็บไซต์และเพจรถสาธารณะของจังหวัดต้องมีการอัปเดตข้อมูลเป็นประจำ หากรถสายไหนเปลี่ยนแปลงข้อมูลการเดินทาง ก็ต้องแจ้งแก่ผู้ดูแล ถ้าไม่แจ้ง ผู้โดยสารก็สามารถร้องเรียนได้ เจอบทลงโทษได้ ผู้ดูแลก็อาจจะเป็นสำนักงานขนส่งในจังหวัดนั้น หรืออบจ.ก็แล้วแต่
คราวก่อนก็ได้พูดเรื่องป้ายรถเมล์แบบ e-paper ไป ซึ่งถ้าทำได้จริงก็ดี คงได้เห็นบ้างเป็นบางพื้นที่
ป้าย e-paper ถือว่าสะดวกสุด แต่ถ้าจะทำ ก็ขอให้มีคุณภาพจริง ไม่มีคุณภาพจริงก็ไม่ต้องทำ ป้ายที่ทำเชื่อมต่อรถแบบ real time ได้จริง ได้แม่นยำ ไม่เสียบ่อย ทนทาน
ส่วนการติดตั้ง gps กับตัวรถก็ไม่แพงมาก เหมาะกับงบท้องถิ่นอยู่ ซึ่งทำแล้วก็ช่วยให้รถสาธารณะน่าใช้บริการมากขึ้น คนติดตามรถได้สะดวก ทำให้คนใช้รถสาธารณะเพิ่มขึ้นได้
*ต้นทุนการติดตั้งต่อคัน (ประมาณการ)
• ค่าเครื่อง GPS + เครื่องรูดบัตรขับขี่ (มาตรฐานขนส่ง): ประมาณ 3,000 – 6,500 บาท / คัน (ชำระครั้งแรก)
• ค่าบริการสัญญาณ SIM + ระบบ Cloud (รายเดือน): ประมาณ 200 – 400 บาท / เดือน / คัน (หรือ ~3,000 – 4,500 บาท/ปี)
ข้อสังเกต: หากมองในระดับสายสัญจรหรือฟลีตรถ เช่น สองแถว 10 คัน ต้นทุนค่าเครื่องรวมติดตั้งจะตกอยู่แค่ราวๆ 30,000 – 60,000 บาท เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่สูงเกินไปเลยสำหรับงบประมาณระดับท้องถิ่น
เชียร์ให้มีทุกอย่าง เว็บไซต์ เพจรถสาธารณะ ป้าย e-paper แต่ดูแล้ว เพจเกิดง่ายสุด
น่าจะมีเว็บไซต์และเพจขนส่งสาธารณะประจำจังหวัด อยู่จังหวัดไหนก็รู้เส้นทางและเวลาเดินทางได้ง่าย
เช่นว่า คนกรุงเทพจะเดินทางไปพิษณุโลก อ.วังทอง เปิดเว็บไซต์เช็คดู ก็มีข้อมูลบอกว่า รถที่เดินทางจากบขส.พิษณุโลกไปถึงวังทองมีช่วงเวลาไหนบ้าง ใช้เวลาเดินทางกี่นาที รถจอดรับส่งผู้โดยสารจุดไหนบ้างตลอดเส้นทาง แต่ละจุดจอดมีรถมาถึงเวลาประมาณเท่าไร ค่าโดยสารเท่าไร อย่างนี้เป็นต้น หรืออาจจะเป็นเพจก็ได้ เปิดเพจมา ก็มีปักหมุดที่ลงรายละเอียดว่า รถสาธารณะทุกสายของจังหวัดนี้มีวิ่งเส้นทางไหนบ้าง วิ่งออกจากท่ารถเวลากี่โมง รถสาธารณะแต่ละเส้นทางจอดรับส่งผู้โดยสารจุดไหนบ้าง แต่ละจุดจอดรถสาธารณะมีรถประจำเส้นทางมารับส่งคนประมาณเวลาประมาณเท่าไร ใช้เวลาเดินทางประมาณกี่นาที ค่าโดยสารเท่าไร ช่วยให้คนเดินทางทั้งในและนอกจังหวัดนั้นวางแผนการเดินทางได้ถูกและได้ดี
ตัวอย่างหนัาเว็บไซต์รถสาธารณะ
ตัวอย่างเพจรถสาธารณะ
เว็บไซต์และเพจรถสาธารณะของจังหวัดต้องมีการอัปเดตข้อมูลเป็นประจำ หากรถสายไหนเปลี่ยนแปลงข้อมูลการเดินทาง ก็ต้องแจ้งแก่ผู้ดูแล ถ้าไม่แจ้ง ผู้โดยสารก็สามารถร้องเรียนได้ เจอบทลงโทษได้ ผู้ดูแลก็อาจจะเป็นสำนักงานขนส่งในจังหวัดนั้น หรืออบจ.ก็แล้วแต่
คราวก่อนก็ได้พูดเรื่องป้ายรถเมล์แบบ e-paper ไป ซึ่งถ้าทำได้จริงก็ดี คงได้เห็นบ้างเป็นบางพื้นที่
ป้าย e-paper ถือว่าสะดวกสุด แต่ถ้าจะทำ ก็ขอให้มีคุณภาพจริง ไม่มีคุณภาพจริงก็ไม่ต้องทำ ป้ายที่ทำเชื่อมต่อรถแบบ real time ได้จริง ได้แม่นยำ ไม่เสียบ่อย ทนทาน
ส่วนการติดตั้ง gps กับตัวรถก็ไม่แพงมาก เหมาะกับงบท้องถิ่นอยู่ ซึ่งทำแล้วก็ช่วยให้รถสาธารณะน่าใช้บริการมากขึ้น คนติดตามรถได้สะดวก ทำให้คนใช้รถสาธารณะเพิ่มขึ้นได้
*ต้นทุนการติดตั้งต่อคัน (ประมาณการ)
• ค่าเครื่อง GPS + เครื่องรูดบัตรขับขี่ (มาตรฐานขนส่ง): ประมาณ 3,000 – 6,500 บาท / คัน (ชำระครั้งแรก)
• ค่าบริการสัญญาณ SIM + ระบบ Cloud (รายเดือน): ประมาณ 200 – 400 บาท / เดือน / คัน (หรือ ~3,000 – 4,500 บาท/ปี)
ข้อสังเกต: หากมองในระดับสายสัญจรหรือฟลีตรถ เช่น สองแถว 10 คัน ต้นทุนค่าเครื่องรวมติดตั้งจะตกอยู่แค่ราวๆ 30,000 – 60,000 บาท เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่สูงเกินไปเลยสำหรับงบประมาณระดับท้องถิ่น
เชียร์ให้มีทุกอย่าง เว็บไซต์ เพจรถสาธารณะ ป้าย e-paper แต่ดูแล้ว เพจเกิดง่ายสุด