ประเทศไทยมักถูกนิยามว่าเป็นหนึ่งในสังคมที่เปิดกว้างต่อความแตกต่างหลากหลาย และเป็นสังคมที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรมมาช้านาน โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนา แม้ว่าพลเมืองไทยกว่าร้อยละ 90 จะนับถือพุทธ แต่โบสถ์คริสต์หลากนิกาย มัสยิดหรือสุเหร่าของอิสลาม วัดซิกข์ที่พาหุรัด หรือวัดฮินดูบนถนนสีลม ล้วนเป็นภาพชินตาที่ไม่มีใครรู้สึกแปลกแยกในสังคมวงกว้าง การต่อต้านหรือความรุนแรงด้วยเหตุแห่งศาสนาไม่ใช่สิ่งที่คนไทยคุ้นชิน รวมไปถึงท่าทีของคนไทยที่มีต่อชาวต่างชาติก็มักเป็นไปในทางต้อนรับมากกว่าหวาดระแวงหรือขับไล่ไสส่ง
.
ทว่าปัจจุบัน บรรยากาศแห่งการประนีประนอมเหล่านั้นกำลังถูกท้าทายและตั้งคำถาม โดยเฉพาะหลังจากการหลั่งไหลเข้ามาของชาวยิวบางกลุ่มจากอิสราเอลที่แสวงหาพื้นที่ปลอดภัยจากพิษของไฟสงครามในตะวันออกกลาง จากจุดเริ่มต้นในฐานะนักท่องเที่ยว ปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้ได้เริ่มลงหลักปักฐาน ก่อร่างสร้างชุมชนเฉพาะกลุ่มที่มีทั้งโรงเรียนและศาสนสถานส่วนตัว นำไปสู่การเกิด ระบบเศรษฐกิจแบบปิด ที่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนต่อการทำมาหากินของคนท้องถิ่น มากไปกว่านั้นยังมีการรายงานถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่มีต่อคนไทย จุดกระแสความไม่พอใจและการต่อต้านของคนในพื้นที่ รวมไปถึงสังคมไทยในวงกว้าง
.
ไม่มีอะไรการันตี แต่ก็ปฏิเสธการตั้งคำถามไม่ได้ว่า เรื่องราวเหล่านี้อาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของการจัดระเบียบสังคมและพลิกโฉมกระดานการทูตการท่องเที่ยวของประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิงหรือไม่
.
ตามข้อเท็จจริง การเข้ามาของชาวยิวในประเทศไทยมีมานานแล้วเฉกเช่นเดียวกับกลุ่มชาวต่างชาติอื่นๆ แต่เหตุของการหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นในช่วงสองถึงสามปีมานี้ เป็นผลพวงจากสงครามอิสราเอล - ฮามาส ที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายปี 2566 อ้างอิงจากตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนสงครามเกิด ชาวอิสราเอลมาเที่ยวไทยปีละราวสองแสนคน - ปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกหลังสงครามปะทุ ตัวเลขขยับขึ้นเป็น 281,803 คน เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 ทั้งที่ปีเดียวกันนั้นชาวอิสราเอลเดินทางออกนอกประเทศน้อยลงกว่าหนึ่งในห้า พูดง่ายๆ คือคนอิสราเอลเที่ยวต่างประเทศน้อยลง แต่คนที่เที่ยวเลือกมาไทยมากขึ้น และในปี 2568 เพียงเก้าเดือนแรกก็แตะ 300,000 คนแล้ว และทั้งปีปิดที่ราว 420,000 คน ส่วนในปี 2569 นี้ ททท. คาดว่าจะเกิน 442,000 คน กล่าวโดยสรุป ในสามปีของสงคราม จำนวนชาวอิสราเอลที่หลั่งไหลเข้ามาในไทยเพิ่มจำนวนขึ้นกว่าเท่าตัว
หากโฟกัสเพียงแค่ตัวเลขและดูตามหน้ากระดาษกันอย่างผิวเผินอาจสรุปได้ว่าก็เป็นเรื่องดีที่มีนักท่องเที่ยวจากประเทศหนึ่งหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างไม่ขาดสาย ย่อมหมายถึงการสร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากการท่องเที่ยว แต่คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดถึงต้องเป็นประเทศไทย? ที่นี่มีอะไรที่ประเทศอื่นไม่มี และการหลั่งไหลเข้ามาของชาวยิวมากขนาดนี้ สร้างผลกระทบอะไรบ้าง และอาจนำไปสู่อะไร
.
เหตุกระแสการหลั่งไหลเข้ามาในไทยของนักท่องเที่ยวอิสราเอล อธิบายได้ด้วยแรงผลักจากฝั่งอิสราเอลและแรงดึงจากฝั่งไทยที่เสริมกัน แรงผลักอันแรก สังคมอิสราเอลมีธรรมเนียมที่เรียกว่า post-army trip คนหนุ่มสาวที่เพิ่งปลดประจำการนับพันคนต่อปีจะออกเดินทางไกลอย่างน้อยหลายเดือน บางคนเป็นปีหรือสองปี และมีประเทศกับเส้นทางที่นิยมกันจนบางเมืองเล็กๆ กลางหุบเขากลายเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนพูดภาษาฮีบรู และสงครามที่ฉนวนกาซาทำให้ธรรมเนียมนี้ทวีคูณ เพราะกองทัพอิสราเอลเรียกกำลังพลสำรองหลายแสนคน และเมื่อทยอยปลดประจำการ คนเหล่านี้เลือกไทยเป็นที่ผ่อนคลาย เพราะในไทยไม่ค่อยมีกระแสต่อต้านชาวยิว และคนไทยมีประสบการณ์ที่ดีกับคนอิสราเอล ในปีที่ชาวอิสราเอลเดินทางออกนอกประเทศน้อยลง ไทยจึงได้ส่วนแบ่งมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่ยังรู้สึกว่าไปได้
.
ส่วนแรงดึงจากฝั่งไทย แม่เหล็กอันแรกคือราคา ที่พักในปายราคาคืนละไม่กี่ดอลลาร์ ผัดไทยจานละดอลลาร์ครึ่ง สำหรับคนหนุ่มสาว ที่เพิ่งออกจากกองทัพและต้องอยู่ให้ได้หลายเดือน ราคาคือทุกอย่าง แรงดึงที่สองคือนโยบาย กลางปี 2567 ไทยขยายฟรีวีซ่าให้ 93 ประเทศพำนักได้ 60 วัน เพียงพอสำหรับทริปที่ยาวเป็นเดือน แต่มาตรการนี้ถูกครม. ยกเลิกเมื่อกรกฎาคม 2569 ด้วยเหตุผลว่าถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ไปเรียบร้อย และสุดท้าย แม่เหล็กชิ้นสำคัญที่สุด คือโครงสร้างพื้นฐานของชาวยิวที่มีอยู่ก่อนแล้ว ในเว็บไซต์ Jewish Thailand ระบุว่าตั้งศูนย์ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุย ภูเก็ต พะงัน และลาว เพื่อเป็น "บ้านหลังที่สอง" ให้แบ็กแพ็กเกอร์โดยเฉพาะ มีร้านโคเชอร์ในราคาที่นักเดินทางงบน้อยจ่ายไหว มีมื้อชาบัดทุกศุกร์ และงานเลี้ยงปัสกาที่รับคนเป็นพัน เมื่อโครงสร้างตามคนมา คนก็ตามโครงสร้างมาอีกทอด และวงจรนี้เองที่เปลี่ยน "ทางผ่าน" ให้กลายเป็น "ที่อยู่"
เมื่อมีคนนอกพื้นที่อย่างชาวยิวเข้ามาอาศัยและตั้งถิ่นฐานมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อคนไทยในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวชาติอื่น ผลกระทบที่ตามมาปรากฏเป็นข่าวดังตามสื่อมากมาย
.
จุดเริ่มต้นคือที่ปาย เรื่องทั้งหมดเริ่มจากโพสต์ของแพทย์ในพื้นที่ที่บ่นว่าผู้ป่วยอิสราเอลด่าหมอ สูบบุหรี่ในโรงพยาบาล และเคยร้องเรียนแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยน ก่อนที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 นักท่องเที่ยวอิสราเอล 4 คนจะก่อความวุ่นวายในห้องฉุกเฉินขณะแพทย์กำลังรับตัวผู้บาดเจ็บ แม้เรื่องจะจบที่ค่าปรับคนละ 3,000 บาท การเพิกถอนวีซ่า และบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ แต่คดีนี้เพียงคดีเดียวก็พอให้กลายเป็นข่าวระดับชาติ และเป็นครั้งแรกที่คนไทยเริ่มถามว่าคนเหล่านี้เป็นใคร
.
ตามมาด้วยที่เกาะพะงันและเกาะสมุย ปัญหาหลักคือเรื่องเงินและที่ดิน คลิปหญิงอิสราเอลที่ไม่ยอมถอดรองเท้าเข้าร้านอาหารพร้อมพูดประโยค "My money built your country" ทำให้ชื่อเกาะพะงันติดอยู่ในกระแสมาตั้งแต่กลางปี 2568 ตามด้วยแถลงการณ์ของตัวแทนชาวเกาะเมื่อตุลาคมว่าชาวอิสราเอลหลายร้อยครอบครัวเข้ามาตั้งรกราก กว้านซื้อที่ดิน จนค่าเช่าและข้าวของแพงขึ้นเรื่อยๆ และคนไทยเริ่มไม่มีที่อยู่ แม้ข้อกล่าวหานี้ยังพิสูจน์ในภาพรวมไม่ได้ แต่ทางราชการเห็นสัญญาณเดียวกัน ตำรวจพะงันมีคดีชาวอิสราเอลเปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก ทำทัวร์ และให้เช่ารถโดยไม่ได้รับอนุญาตในปี 2568 และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งบริษัทต้องสงสัยเป็นนอมินี 34 รายให้ตรวจสอบ ส่วนใหญ่เป็นอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยว โดยพบสัญญาณผิดปกติมากเป็นพิเศษที่พะงันและสมุย
.
ปฏิบัติการล้างบางเริ่มต้นจริงกลางปี 2569 กรกฎาคม เมื่อมีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม DSI บุกค้นห้าเป้าหมายในสมุย–พะงัน สามในนั้นเป็นบริษัทที่มีชาวอิสราเอลถือหุ้นหรือเป็นกรรมการ ตั้งแต่ที่พักบนพะงันที่โฆษณาเป็นศูนย์บำบัดโดยไม่มีใบอนุญาตโรงแรม ไปจนถึงโรงแรมบนสมุยที่มีสินทรัพย์กว่าสองพันล้านบาท และในเดือนสิงหาคม ที่ภูเก็ต มีการจับกุมผู้กระทำผิด 16 ราย รมช.มหาดไทยแถลงว่าพบโครงข่ายกว่าร้อยบริษัท รายได้กว่าห้าพันล้านบาท โยงถึงชาวอิสราเอลที่ถือสัญชาติไทย แต่ทั้งหมดยังอยู่ในชั้นสอบสวน ยังไม่มีคำพิพากษา และเป้าใหญ่ที่สุดที่ DSI ค้นพบในสมุยไม่ใช่ทุนอิสราเอล แต่เป็นทุนจีนที่ถือที่ดินเกือบร้อยไร่มูลค่ากว่าพันห้าร้อยล้านบาท นอมินีจึงเป็นปัญหาของทุนต่างชาติทุกสัญชาติ เพียงแต่ในสถานการณ์นี้ชื่อที่ถูกเรียกดังที่สุดคืออิสราเอล
.
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงเงาด้านกลับของการเติบโตด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของโครงสร้างสังคมไทย ในด้านหนึ่ง เราคือดินแดนแห่งความประนีประนอมที่โอบรับทุกความแตกต่างหลากหลาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ระบบนิเวศของชุมชนดั้งเดิม ทั้งอาชีพ ที่ดิน และวิถีชีวิต ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปล่อยให้กลืนไปแบบเงียบๆไม่ได้ ด้านทั้งสองนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ขัดกันตามธรรมชาติ แต่จะขัดกันทันทีเมื่อไม่มีใครออกแบบพื้นที่ตรงกลาง ท่ามกลางสภาวะโลกหันขวา กระแสชาตินิยมที่หลั่งไหลอย่างไม่หยุดหย่อน คำถามที่รัฐและสังคมต้องตอบร่วมกันไม่ใช่แค่การที่เราจะปิดประตูหรือไม่ หรือปิดประตูใส่ใคร แต่คือจะจัดการกับบ้านอย่างไรให้ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้มาเยือน โดยไม่ปล่อยให้คนต่างถิ่นบางกลุ่ม ใช้ความเปิดกว้างนั้นเบียดคนในพื้นที่ออกจากโอกาส ออกจากที่ยืน และออกจากความรู้สึกว่านี่คือบ้านของตนเอง
#MatichonTV
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ https://www.facebook.com/tvmatichon/photos/%E0%B8%A2%E0%B8%B4%E0%B8%A7-%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87/1098529789355383/?set=a.270897822118588
ยิว – ไทย : เมื่อผู้มาเยือน สร้างบ้านหลังที่สอง
.
ทว่าปัจจุบัน บรรยากาศแห่งการประนีประนอมเหล่านั้นกำลังถูกท้าทายและตั้งคำถาม โดยเฉพาะหลังจากการหลั่งไหลเข้ามาของชาวยิวบางกลุ่มจากอิสราเอลที่แสวงหาพื้นที่ปลอดภัยจากพิษของไฟสงครามในตะวันออกกลาง จากจุดเริ่มต้นในฐานะนักท่องเที่ยว ปัจจุบันกลุ่มคนเหล่านี้ได้เริ่มลงหลักปักฐาน ก่อร่างสร้างชุมชนเฉพาะกลุ่มที่มีทั้งโรงเรียนและศาสนสถานส่วนตัว นำไปสู่การเกิด ระบบเศรษฐกิจแบบปิด ที่เริ่มส่งแรงสั่นสะเทือนต่อการทำมาหากินของคนท้องถิ่น มากไปกว่านั้นยังมีการรายงานถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวอิสราเอลที่มีต่อคนไทย จุดกระแสความไม่พอใจและการต่อต้านของคนในพื้นที่ รวมไปถึงสังคมไทยในวงกว้าง
.
ไม่มีอะไรการันตี แต่ก็ปฏิเสธการตั้งคำถามไม่ได้ว่า เรื่องราวเหล่านี้อาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญของการจัดระเบียบสังคมและพลิกโฉมกระดานการทูตการท่องเที่ยวของประเทศไทยไปอย่างสิ้นเชิงหรือไม่
.
ตามข้อเท็จจริง การเข้ามาของชาวยิวในประเทศไทยมีมานานแล้วเฉกเช่นเดียวกับกลุ่มชาวต่างชาติอื่นๆ แต่เหตุของการหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นในช่วงสองถึงสามปีมานี้ เป็นผลพวงจากสงครามอิสราเอล - ฮามาส ที่ปะทุขึ้นเมื่อปลายปี 2566 อ้างอิงจากตัวเลขของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก่อนสงครามเกิด ชาวอิสราเอลมาเที่ยวไทยปีละราวสองแสนคน - ปี 2567 ซึ่งเป็นปีแรกหลังสงครามปะทุ ตัวเลขขยับขึ้นเป็น 281,803 คน เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 ทั้งที่ปีเดียวกันนั้นชาวอิสราเอลเดินทางออกนอกประเทศน้อยลงกว่าหนึ่งในห้า พูดง่ายๆ คือคนอิสราเอลเที่ยวต่างประเทศน้อยลง แต่คนที่เที่ยวเลือกมาไทยมากขึ้น และในปี 2568 เพียงเก้าเดือนแรกก็แตะ 300,000 คนแล้ว และทั้งปีปิดที่ราว 420,000 คน ส่วนในปี 2569 นี้ ททท. คาดว่าจะเกิน 442,000 คน กล่าวโดยสรุป ในสามปีของสงคราม จำนวนชาวอิสราเอลที่หลั่งไหลเข้ามาในไทยเพิ่มจำนวนขึ้นกว่าเท่าตัว
หากโฟกัสเพียงแค่ตัวเลขและดูตามหน้ากระดาษกันอย่างผิวเผินอาจสรุปได้ว่าก็เป็นเรื่องดีที่มีนักท่องเที่ยวจากประเทศหนึ่งหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างไม่ขาดสาย ย่อมหมายถึงการสร้างเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากการท่องเที่ยว แต่คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดถึงต้องเป็นประเทศไทย? ที่นี่มีอะไรที่ประเทศอื่นไม่มี และการหลั่งไหลเข้ามาของชาวยิวมากขนาดนี้ สร้างผลกระทบอะไรบ้าง และอาจนำไปสู่อะไร
.
เหตุกระแสการหลั่งไหลเข้ามาในไทยของนักท่องเที่ยวอิสราเอล อธิบายได้ด้วยแรงผลักจากฝั่งอิสราเอลและแรงดึงจากฝั่งไทยที่เสริมกัน แรงผลักอันแรก สังคมอิสราเอลมีธรรมเนียมที่เรียกว่า post-army trip คนหนุ่มสาวที่เพิ่งปลดประจำการนับพันคนต่อปีจะออกเดินทางไกลอย่างน้อยหลายเดือน บางคนเป็นปีหรือสองปี และมีประเทศกับเส้นทางที่นิยมกันจนบางเมืองเล็กๆ กลางหุบเขากลายเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวแทบทุกคนพูดภาษาฮีบรู และสงครามที่ฉนวนกาซาทำให้ธรรมเนียมนี้ทวีคูณ เพราะกองทัพอิสราเอลเรียกกำลังพลสำรองหลายแสนคน และเมื่อทยอยปลดประจำการ คนเหล่านี้เลือกไทยเป็นที่ผ่อนคลาย เพราะในไทยไม่ค่อยมีกระแสต่อต้านชาวยิว และคนไทยมีประสบการณ์ที่ดีกับคนอิสราเอล ในปีที่ชาวอิสราเอลเดินทางออกนอกประเทศน้อยลง ไทยจึงได้ส่วนแบ่งมากขึ้น เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่ที่ที่ยังรู้สึกว่าไปได้
.
ส่วนแรงดึงจากฝั่งไทย แม่เหล็กอันแรกคือราคา ที่พักในปายราคาคืนละไม่กี่ดอลลาร์ ผัดไทยจานละดอลลาร์ครึ่ง สำหรับคนหนุ่มสาว ที่เพิ่งออกจากกองทัพและต้องอยู่ให้ได้หลายเดือน ราคาคือทุกอย่าง แรงดึงที่สองคือนโยบาย กลางปี 2567 ไทยขยายฟรีวีซ่าให้ 93 ประเทศพำนักได้ 60 วัน เพียงพอสำหรับทริปที่ยาวเป็นเดือน แต่มาตรการนี้ถูกครม. ยกเลิกเมื่อกรกฎาคม 2569 ด้วยเหตุผลว่าถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ไปเรียบร้อย และสุดท้าย แม่เหล็กชิ้นสำคัญที่สุด คือโครงสร้างพื้นฐานของชาวยิวที่มีอยู่ก่อนแล้ว ในเว็บไซต์ Jewish Thailand ระบุว่าตั้งศูนย์ในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ สมุย ภูเก็ต พะงัน และลาว เพื่อเป็น "บ้านหลังที่สอง" ให้แบ็กแพ็กเกอร์โดยเฉพาะ มีร้านโคเชอร์ในราคาที่นักเดินทางงบน้อยจ่ายไหว มีมื้อชาบัดทุกศุกร์ และงานเลี้ยงปัสกาที่รับคนเป็นพัน เมื่อโครงสร้างตามคนมา คนก็ตามโครงสร้างมาอีกทอด และวงจรนี้เองที่เปลี่ยน "ทางผ่าน" ให้กลายเป็น "ที่อยู่"
เมื่อมีคนนอกพื้นที่อย่างชาวยิวเข้ามาอาศัยและตั้งถิ่นฐานมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อคนไทยในพื้นที่ และนักท่องเที่ยวชาติอื่น ผลกระทบที่ตามมาปรากฏเป็นข่าวดังตามสื่อมากมาย
.
จุดเริ่มต้นคือที่ปาย เรื่องทั้งหมดเริ่มจากโพสต์ของแพทย์ในพื้นที่ที่บ่นว่าผู้ป่วยอิสราเอลด่าหมอ สูบบุหรี่ในโรงพยาบาล และเคยร้องเรียนแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยน ก่อนที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 นักท่องเที่ยวอิสราเอล 4 คนจะก่อความวุ่นวายในห้องฉุกเฉินขณะแพทย์กำลังรับตัวผู้บาดเจ็บ แม้เรื่องจะจบที่ค่าปรับคนละ 3,000 บาท การเพิกถอนวีซ่า และบัญชีดำห้ามเข้าประเทศ แต่คดีนี้เพียงคดีเดียวก็พอให้กลายเป็นข่าวระดับชาติ และเป็นครั้งแรกที่คนไทยเริ่มถามว่าคนเหล่านี้เป็นใคร
.
ตามมาด้วยที่เกาะพะงันและเกาะสมุย ปัญหาหลักคือเรื่องเงินและที่ดิน คลิปหญิงอิสราเอลที่ไม่ยอมถอดรองเท้าเข้าร้านอาหารพร้อมพูดประโยค "My money built your country" ทำให้ชื่อเกาะพะงันติดอยู่ในกระแสมาตั้งแต่กลางปี 2568 ตามด้วยแถลงการณ์ของตัวแทนชาวเกาะเมื่อตุลาคมว่าชาวอิสราเอลหลายร้อยครอบครัวเข้ามาตั้งรกราก กว้านซื้อที่ดิน จนค่าเช่าและข้าวของแพงขึ้นเรื่อยๆ และคนไทยเริ่มไม่มีที่อยู่ แม้ข้อกล่าวหานี้ยังพิสูจน์ในภาพรวมไม่ได้ แต่ทางราชการเห็นสัญญาณเดียวกัน ตำรวจพะงันมีคดีชาวอิสราเอลเปิดสถานรับเลี้ยงเด็ก ทำทัวร์ และให้เช่ารถโดยไม่ได้รับอนุญาตในปี 2568 และ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งบริษัทต้องสงสัยเป็นนอมินี 34 รายให้ตรวจสอบ ส่วนใหญ่เป็นอสังหาริมทรัพย์และท่องเที่ยว โดยพบสัญญาณผิดปกติมากเป็นพิเศษที่พะงันและสมุย
.
ปฏิบัติการล้างบางเริ่มต้นจริงกลางปี 2569 กรกฎาคม เมื่อมีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม DSI บุกค้นห้าเป้าหมายในสมุย–พะงัน สามในนั้นเป็นบริษัทที่มีชาวอิสราเอลถือหุ้นหรือเป็นกรรมการ ตั้งแต่ที่พักบนพะงันที่โฆษณาเป็นศูนย์บำบัดโดยไม่มีใบอนุญาตโรงแรม ไปจนถึงโรงแรมบนสมุยที่มีสินทรัพย์กว่าสองพันล้านบาท และในเดือนสิงหาคม ที่ภูเก็ต มีการจับกุมผู้กระทำผิด 16 ราย รมช.มหาดไทยแถลงว่าพบโครงข่ายกว่าร้อยบริษัท รายได้กว่าห้าพันล้านบาท โยงถึงชาวอิสราเอลที่ถือสัญชาติไทย แต่ทั้งหมดยังอยู่ในชั้นสอบสวน ยังไม่มีคำพิพากษา และเป้าใหญ่ที่สุดที่ DSI ค้นพบในสมุยไม่ใช่ทุนอิสราเอล แต่เป็นทุนจีนที่ถือที่ดินเกือบร้อยไร่มูลค่ากว่าพันห้าร้อยล้านบาท นอมินีจึงเป็นปัญหาของทุนต่างชาติทุกสัญชาติ เพียงแต่ในสถานการณ์นี้ชื่อที่ถูกเรียกดังที่สุดคืออิสราเอล
.
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้จึงไม่ใช่เพียงเงาด้านกลับของการเติบโตด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของโครงสร้างสังคมไทย ในด้านหนึ่ง เราคือดินแดนแห่งความประนีประนอมที่โอบรับทุกความแตกต่างหลากหลาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง ระบบนิเวศของชุมชนดั้งเดิม ทั้งอาชีพ ที่ดิน และวิถีชีวิต ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกปล่อยให้กลืนไปแบบเงียบๆไม่ได้ ด้านทั้งสองนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ขัดกันตามธรรมชาติ แต่จะขัดกันทันทีเมื่อไม่มีใครออกแบบพื้นที่ตรงกลาง ท่ามกลางสภาวะโลกหันขวา กระแสชาตินิยมที่หลั่งไหลอย่างไม่หยุดหย่อน คำถามที่รัฐและสังคมต้องตอบร่วมกันไม่ใช่แค่การที่เราจะปิดประตูหรือไม่ หรือปิดประตูใส่ใคร แต่คือจะจัดการกับบ้านอย่างไรให้ยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับผู้มาเยือน โดยไม่ปล่อยให้คนต่างถิ่นบางกลุ่ม ใช้ความเปิดกว้างนั้นเบียดคนในพื้นที่ออกจากโอกาส ออกจากที่ยืน และออกจากความรู้สึกว่านี่คือบ้านของตนเอง
#MatichonTV
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้