สนามวอลเลย์บอลกลางแจ้ง ถ้าต้องเลือกระหว่าง Acrylic กับ PU ควรดูอะไรบ้าง?
ช่วงนี้เห็นหลายที่ทำสนามกีฬาในโรงเรียน โรงงาน หมู่บ้าน หรือพื้นที่ของหน่วยงานต่าง ๆ แล้วมีคำถามหนึ่งที่เจอกันบ่อยคือ
“ถ้าจะทำสนามวอลเลย์บอลกลางแจ้ง ควรเลือก Acrylic หรือ PU ดีกว่ากัน?”
ถ้าถามแบบนี้ตรง ๆ ผมคิดว่ายังตอบไม่ได้ว่าแบบไหนดีกว่ากันครับ เพราะทั้ง Acrylic และ PU มีจุดเด่นคนละแบบ และที่สำคัญคือคำว่า “PU” เองก็ยังมีหลายระบบ ไม่ใช่ว่า PU ทุกชนิดจะเหมาะกับการใช้งานกลางแจ้งเหมือนกันหมด
ถ้าเป็นผม ก่อนเลือกวัสดุจะถามก่อนว่า
“สนามนี้จะใช้ทำอะไร ใช้หนักแค่ไหน อยู่กลางแจ้งจริงหรือมีหลังคา และพื้นเดิมเป็นอย่างไร?”
พอรู้ข้อมูลพวกนี้แล้ว การเลือกวัสดุจะง่ายขึ้นเยอะครับ
ถ้าเป็นสนามกลางแจ้งทั่วไป Acrylic มักเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่นึกถึง
ถ้าเป็นสนามโรงเรียน สนามในโรงงาน สนามชุมชน หรือสนามกีฬาอเนกประสงค์ที่อยู่กลางแจ้ง Acrylic เป็นระบบที่พบได้ค่อนข้างบ่อย
เหตุผลหนึ่งคือเหมาะกับงาน Outdoor และดูแลรักษาไม่ซับซ้อนมาก
ข้อดีอีกอย่างคือสามารถเลือกสีสนามได้หลายแบบ และถ้าเป็นสนามอเนกประสงค์ก็สามารถตีเส้นวอลเลย์บอลร่วมกับบาสเกตบอล ฟุตซอล หรือตะกร้อได้
แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า Acrylic แบบทั่วไปเป็นลักษณะ Hard Court
พูดง่าย ๆ คือพื้นค่อนข้างแข็ง
ถ้าเล่นเพื่อออกกำลังกายทั่วไปหรือใช้เป็นสนามอเนกประสงค์ ผมมองว่าใช้งานได้ดี แต่ถ้าเป็นสนามที่ซ้อมวอลเลย์บอลหนักมาก มีการกระโดดและลงน้ำหนักต่อเนื่อง และต้องการเรื่องความนุ่มหรือการรองรับแรงกระแทกมากขึ้น ก็อาจต้องมองระบบอื่นเพิ่มเติม
แล้ว PU ดีกว่าไหม?
ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นจุดที่หลายคนสับสน
เพราะเวลาพูดคำว่า “PU” หลายคนจะนึกถึงพื้นนุ่ม ๆ แบบสนามกีฬาในร่มทันที
PU แบบยืดหยุ่นมีข้อดีเรื่องความนุ่ม การรองรับแรงกระแทก และพื้นผิวไร้รอยต่อ เหมาะกับกีฬาที่มีการวิ่งและกระโดดเยอะอย่างวอลเลย์บอล
แต่ถ้าจะใช้กลางแจ้ง ต้องถามต่อว่า
PU ระบบนั้นถูกออกแบบมาสำหรับ Outdoor หรือเปล่า?
เพราะ PU สำหรับสนาม Indoor กับระบบที่ใช้กลางแจ้งมีรายละเอียดต่างกัน ทั้งเรื่อง UV ความชื้น ชั้นเคลือบผิว และระบบวัสดุโดยรวม
จึงไม่ควรคิดว่า
“PU นุ่มกว่า = เอาไปทำกลางแจ้งได้เลย”
ถ้าสนใจ PU จริง ๆ ผมแนะนำให้ขอดู Technical Data ของระบบที่ผู้รับเหมาจะใช้ให้ชัดว่าเหมาะกับ Outdoor หรือไม่
ยังมี Cushion Acrylic อยู่ตรงกลางระหว่างสองทางเลือกนี้
บางคนอยากได้คุณสมบัติของ Acrylic เพราะเหมาะกับ Outdoor แต่รู้สึกว่า Acrylic แบบ Hard Court แข็งเกินไป
อีกทางเลือกหนึ่งคือ Cushion Acrylic
ระบบนี้ยังคงเป็น Acrylic แต่เพิ่มชั้น Cushion เข้าไป เพื่อให้พื้นมีความยืดหยุ่นมากกว่า Acrylic แบบปกติ
ข้อดีก็คือยังได้ลักษณะของสนาม Acrylic กลางแจ้ง แต่ช่วยเพิ่มความสบายในการใช้งานขึ้นอีกระดับ
แน่นอนว่าราคาก็จะสูงกว่า Acrylic แบบ Hard Court และจำนวนชั้นหรือความหนาของ Cushion แต่ละระบบก็ไม่เท่ากัน
ดังนั้นถ้าผู้รับเหมาบอกว่าเป็น “Cushion” ก็ควรถามต่อว่าระบบมีกี่ชั้น ใช้วัสดุอะไร และความหนาประมาณเท่าไร
ส่วน PU Coating Hard Court ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อีกคำที่เจอบ่อยคือ PU Coating
อันนี้อย่าสับสนกับ PU แบบนุ่มครับ
PU Coating Hard Court เน้นพื้นผิวแข็งและความทนทาน ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ความนุ่มแบบ Full PU หรือ PU Cushion
ถ้าเป็นพื้นที่ของโรงเรียนหรือโรงงานที่นอกจากใช้เล่นกีฬาแล้ว ยังใช้ทำกิจกรรมอื่นด้วย ระบบประเภทนี้ก็อาจเหมาะกับบางโครงการ
เพราะฉะนั้น เวลาได้ใบเสนอราคาแล้วเห็นคำว่า “PU” ควรดูให้ละเอียดว่าเป็น PU แบบไหน
ตรงนี้สำคัญกว่าชื่อวัสดุเสียอีกครับ
แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่า Acrylic หรือ PU คือ “พื้นเดิม”
มีหลายหน้างานที่เจ้าของพื้นที่สนใจเรื่องระบบสีมาก
แต่พอไปดูสนามจริง กลับพบว่าพื้นคอนกรีตเดิมมีรอยแตกร้าว มีแอ่ง หรือหลังฝนตกมีน้ำขัง
ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อให้เปลี่ยนจาก Acrylic ไปเป็น PU หรือใช้วัสดุราคาแพงขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะหายไป
เพราะวัสดุชั้นบนไม่ได้แก้ปัญหาระดับพื้นได้ทั้งหมด
ก่อนทำสนาม ผมจึงมองว่าควรตรวจอย่างน้อยเรื่องสภาพคอนกรีต รอยแตกร้าว ความเรียบ จุดน้ำขัง ความลาดเอียง และทางระบายน้ำออกจากสนาม
โดยเฉพาะสนาม Outdoor เรื่องน้ำสำคัญมาก
ฝนตกแล้วน้ำต้องมีทางออก
ถ้าพื้นมีแอ่ง น้ำจะขังซ้ำที่เดิม และในระยะยาวก็มีโอกาสเกิดคราบ ตะไคร่ ความลื่น หรือปัญหาอื่นตามมา
สนามโรงเรียนกับสนามซ้อมจริงจัง อาจไม่ควรเลือกเหมือนกัน
สมมติเป็นสนามโรงเรียนกลางแจ้ง ใช้วอลเลย์บอล บาส ตะกร้อ และกิจกรรมของโรงเรียนร่วมกัน
ผมจะให้น้ำหนักกับความทนทาน การดูแลง่าย และงบประมาณค่อนข้างมาก Acrylic จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
แต่ถ้าเป็นสนามที่ใช้ฝึกซ้อมวอลเลย์บอลจริงจังทุกวัน ผู้ใช้งานต้องกระโดดและลงน้ำหนักจำนวนมาก เรื่องความยืดหยุ่นของพื้นจะมีความสำคัญขึ้นมา
กรณีนี้อาจพิจารณา Cushion Acrylic หรือ PU ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมนั้นโดยเฉพาะ
ส่วนถ้าเป็นสนามในโรงงานที่ใช้ทั้งเล่นกีฬาและจัดกิจกรรมของพนักงาน ก็ควรมองภาพรวมการใช้งานทั้งหมดก่อนเลือกพื้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่ค่อยอยากตอบว่า
“Acrylic ดีกว่า PU”
หรือ
“PU ดีกว่า Acrylic”
เพราะมันขึ้นอยู่กับโจทย์ครับ
ขนาดสนามก็อย่าลืมคิดพื้นที่รอบสนาม
อีกเรื่องที่มักเข้าใจผิดคือสนามวอลเลย์บอลมาตรฐานมีขนาด 18 x 9 เมตร หลายคนเลยคิดว่าทำพื้นที่เท่านี้ก็พอ
จริง ๆ แล้ว 18 x 9 เมตรคือพื้นที่แข่งขันภายในเส้นสนาม
ยังต้องมีพื้นที่ว่างรอบสนามสำหรับผู้เล่นเคลื่อนที่ด้วย
สำหรับสนามทั่วไปจึงมักเห็นพื้นที่รวมประมาณ 24 x 15 เมตร หากเผื่อรอบสนามประมาณ 3 เมตร
ใครกำลังวางพื้นที่สนามอยู่ ผมแนะนำให้ดูรายละเอียดเรื่อง
ขนาดสนามวอลเลย์บอลมาตรฐาน ก่อนทำฐานคอนกรีต จะได้ไม่ต้องมาแก้ขนาดภายหลังครับ
ถ้าให้ผมเลือก ผมจะเริ่มจากถาม 5 เรื่องนี้ก่อน
ก่อนตัดสินใจว่าจะใช้ Acrylic หรือ PU ผมจะดู 5 เรื่องก่อน คือ สนามอยู่กลางแจ้งจริงหรือมีหลังคา ใช้เฉพาะวอลเลย์บอลหรือหลายกีฬา ต้องการความนุ่มมากแค่ไหน พื้นคอนกรีตเดิมมีปัญหาหรือไม่ และงบประมาณรวมงานฐานกับระบบพื้นอยู่ประมาณไหน
เมื่อรู้ 5 เรื่องนี้แล้ว ตัวเลือกจะเหลือน้อยลงเอง
ถ้าเป็น Outdoor ทั่วไปและต้องการความคุ้มค่า ก็เริ่มดู Acrylic
ถ้าต้องการนุ่มขึ้น ก็เปรียบเทียบ Cushion Acrylic
ถ้าจะใช้ PU ก็เช็กให้ชัดว่าเป็นระบบ Outdoor และมีคุณสมบัติตรงกับงาน
ส่วนสนามที่เป็นพื้นที่อเนกประสงค์มาก ๆ ก็อาจต้องพิจารณา PU Coating Hard Court หรือระบบอื่นประกอบด้วย
ใครอยากดูรายละเอียดของแต่ละระบบ รวมถึงเรื่องฐานพื้น ความลาดเอียง และการระบายน้ำ ผมรวบรวมไว้เพิ่มเติมที่
พื้นสนามวอลเลย์บอลกลางแจ้ง เลือกวัสดุอะไรดี?
สรุปจากมุมผม
ถ้าจะทำสนามวอลเลย์บอลกลางแจ้ง ผมไม่แนะนำให้เริ่มจากคำถามว่า
“ตารางเมตรละเท่าไร?”
หรือ
“Acrylic กับ PU อันไหนถูกกว่า?”
แต่ควรเริ่มจาก
“สนามนี้จะใช้งานอย่างไร?”
แล้วดูต่อว่าฐานพื้นพร้อมไหม น้ำระบายได้หรือเปล่า และต้องการคุณสมบัติของพื้นระดับไหน
เพราะถ้าเลือกวัสดุถูกกับลักษณะการใช้งานตั้งแต่แรก โอกาสต้องกลับมาแก้ปัญหาภายหลังก็น้อยลง
ใครเคยทำสนามวอลเลย์บอล Outdoor หรือเคยใช้ทั้งพื้น Acrylic กับ PU แล้ว รู้สึกว่าการใช้งานต่างกันอย่างไร มาแชร์ประสบการณ์กันได้ครับ
สนามวอลเลย์บอลกลางแจ้ง ถ้าต้องเลือกระหว่าง Acrylic กับ PU ควรดูอะไรบ้าง?
ช่วงนี้เห็นหลายที่ทำสนามกีฬาในโรงเรียน โรงงาน หมู่บ้าน หรือพื้นที่ของหน่วยงานต่าง ๆ แล้วมีคำถามหนึ่งที่เจอกันบ่อยคือ
“ถ้าจะทำสนามวอลเลย์บอลกลางแจ้ง ควรเลือก Acrylic หรือ PU ดีกว่ากัน?”
ถ้าถามแบบนี้ตรง ๆ ผมคิดว่ายังตอบไม่ได้ว่าแบบไหนดีกว่ากันครับ เพราะทั้ง Acrylic และ PU มีจุดเด่นคนละแบบ และที่สำคัญคือคำว่า “PU” เองก็ยังมีหลายระบบ ไม่ใช่ว่า PU ทุกชนิดจะเหมาะกับการใช้งานกลางแจ้งเหมือนกันหมด
ถ้าเป็นผม ก่อนเลือกวัสดุจะถามก่อนว่า
“สนามนี้จะใช้ทำอะไร ใช้หนักแค่ไหน อยู่กลางแจ้งจริงหรือมีหลังคา และพื้นเดิมเป็นอย่างไร?”
พอรู้ข้อมูลพวกนี้แล้ว การเลือกวัสดุจะง่ายขึ้นเยอะครับ
ถ้าเป็นสนามกลางแจ้งทั่วไป Acrylic มักเป็นตัวเลือกแรก ๆ ที่นึกถึง
ถ้าเป็นสนามโรงเรียน สนามในโรงงาน สนามชุมชน หรือสนามกีฬาอเนกประสงค์ที่อยู่กลางแจ้ง Acrylic เป็นระบบที่พบได้ค่อนข้างบ่อย
เหตุผลหนึ่งคือเหมาะกับงาน Outdoor และดูแลรักษาไม่ซับซ้อนมาก
ข้อดีอีกอย่างคือสามารถเลือกสีสนามได้หลายแบบ และถ้าเป็นสนามอเนกประสงค์ก็สามารถตีเส้นวอลเลย์บอลร่วมกับบาสเกตบอล ฟุตซอล หรือตะกร้อได้
แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า Acrylic แบบทั่วไปเป็นลักษณะ Hard Court
พูดง่าย ๆ คือพื้นค่อนข้างแข็ง
ถ้าเล่นเพื่อออกกำลังกายทั่วไปหรือใช้เป็นสนามอเนกประสงค์ ผมมองว่าใช้งานได้ดี แต่ถ้าเป็นสนามที่ซ้อมวอลเลย์บอลหนักมาก มีการกระโดดและลงน้ำหนักต่อเนื่อง และต้องการเรื่องความนุ่มหรือการรองรับแรงกระแทกมากขึ้น ก็อาจต้องมองระบบอื่นเพิ่มเติม
แล้ว PU ดีกว่าไหม?
ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นจุดที่หลายคนสับสน
เพราะเวลาพูดคำว่า “PU” หลายคนจะนึกถึงพื้นนุ่ม ๆ แบบสนามกีฬาในร่มทันที
PU แบบยืดหยุ่นมีข้อดีเรื่องความนุ่ม การรองรับแรงกระแทก และพื้นผิวไร้รอยต่อ เหมาะกับกีฬาที่มีการวิ่งและกระโดดเยอะอย่างวอลเลย์บอล
แต่ถ้าจะใช้กลางแจ้ง ต้องถามต่อว่า
PU ระบบนั้นถูกออกแบบมาสำหรับ Outdoor หรือเปล่า?
เพราะ PU สำหรับสนาม Indoor กับระบบที่ใช้กลางแจ้งมีรายละเอียดต่างกัน ทั้งเรื่อง UV ความชื้น ชั้นเคลือบผิว และระบบวัสดุโดยรวม
จึงไม่ควรคิดว่า
“PU นุ่มกว่า = เอาไปทำกลางแจ้งได้เลย”
ถ้าสนใจ PU จริง ๆ ผมแนะนำให้ขอดู Technical Data ของระบบที่ผู้รับเหมาจะใช้ให้ชัดว่าเหมาะกับ Outdoor หรือไม่
ยังมี Cushion Acrylic อยู่ตรงกลางระหว่างสองทางเลือกนี้
บางคนอยากได้คุณสมบัติของ Acrylic เพราะเหมาะกับ Outdoor แต่รู้สึกว่า Acrylic แบบ Hard Court แข็งเกินไป
อีกทางเลือกหนึ่งคือ Cushion Acrylic
ระบบนี้ยังคงเป็น Acrylic แต่เพิ่มชั้น Cushion เข้าไป เพื่อให้พื้นมีความยืดหยุ่นมากกว่า Acrylic แบบปกติ
ข้อดีก็คือยังได้ลักษณะของสนาม Acrylic กลางแจ้ง แต่ช่วยเพิ่มความสบายในการใช้งานขึ้นอีกระดับ
แน่นอนว่าราคาก็จะสูงกว่า Acrylic แบบ Hard Court และจำนวนชั้นหรือความหนาของ Cushion แต่ละระบบก็ไม่เท่ากัน
ดังนั้นถ้าผู้รับเหมาบอกว่าเป็น “Cushion” ก็ควรถามต่อว่าระบบมีกี่ชั้น ใช้วัสดุอะไร และความหนาประมาณเท่าไร
ส่วน PU Coating Hard Court ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อีกคำที่เจอบ่อยคือ PU Coating
อันนี้อย่าสับสนกับ PU แบบนุ่มครับ
PU Coating Hard Court เน้นพื้นผิวแข็งและความทนทาน ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ความนุ่มแบบ Full PU หรือ PU Cushion
ถ้าเป็นพื้นที่ของโรงเรียนหรือโรงงานที่นอกจากใช้เล่นกีฬาแล้ว ยังใช้ทำกิจกรรมอื่นด้วย ระบบประเภทนี้ก็อาจเหมาะกับบางโครงการ
เพราะฉะนั้น เวลาได้ใบเสนอราคาแล้วเห็นคำว่า “PU” ควรดูให้ละเอียดว่าเป็น PU แบบไหน
ตรงนี้สำคัญกว่าชื่อวัสดุเสียอีกครับ
แต่สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญกว่า Acrylic หรือ PU คือ “พื้นเดิม”
มีหลายหน้างานที่เจ้าของพื้นที่สนใจเรื่องระบบสีมาก
แต่พอไปดูสนามจริง กลับพบว่าพื้นคอนกรีตเดิมมีรอยแตกร้าว มีแอ่ง หรือหลังฝนตกมีน้ำขัง
ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อให้เปลี่ยนจาก Acrylic ไปเป็น PU หรือใช้วัสดุราคาแพงขึ้น ก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาจะหายไป
เพราะวัสดุชั้นบนไม่ได้แก้ปัญหาระดับพื้นได้ทั้งหมด
ก่อนทำสนาม ผมจึงมองว่าควรตรวจอย่างน้อยเรื่องสภาพคอนกรีต รอยแตกร้าว ความเรียบ จุดน้ำขัง ความลาดเอียง และทางระบายน้ำออกจากสนาม
โดยเฉพาะสนาม Outdoor เรื่องน้ำสำคัญมาก
ฝนตกแล้วน้ำต้องมีทางออก
ถ้าพื้นมีแอ่ง น้ำจะขังซ้ำที่เดิม และในระยะยาวก็มีโอกาสเกิดคราบ ตะไคร่ ความลื่น หรือปัญหาอื่นตามมา
สนามโรงเรียนกับสนามซ้อมจริงจัง อาจไม่ควรเลือกเหมือนกัน
สมมติเป็นสนามโรงเรียนกลางแจ้ง ใช้วอลเลย์บอล บาส ตะกร้อ และกิจกรรมของโรงเรียนร่วมกัน
ผมจะให้น้ำหนักกับความทนทาน การดูแลง่าย และงบประมาณค่อนข้างมาก Acrylic จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
แต่ถ้าเป็นสนามที่ใช้ฝึกซ้อมวอลเลย์บอลจริงจังทุกวัน ผู้ใช้งานต้องกระโดดและลงน้ำหนักจำนวนมาก เรื่องความยืดหยุ่นของพื้นจะมีความสำคัญขึ้นมา
กรณีนี้อาจพิจารณา Cushion Acrylic หรือ PU ที่เหมาะกับสภาพแวดล้อมนั้นโดยเฉพาะ
ส่วนถ้าเป็นสนามในโรงงานที่ใช้ทั้งเล่นกีฬาและจัดกิจกรรมของพนักงาน ก็ควรมองภาพรวมการใช้งานทั้งหมดก่อนเลือกพื้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมไม่ค่อยอยากตอบว่า
“Acrylic ดีกว่า PU”
หรือ
“PU ดีกว่า Acrylic”
เพราะมันขึ้นอยู่กับโจทย์ครับ
ขนาดสนามก็อย่าลืมคิดพื้นที่รอบสนาม
อีกเรื่องที่มักเข้าใจผิดคือสนามวอลเลย์บอลมาตรฐานมีขนาด 18 x 9 เมตร หลายคนเลยคิดว่าทำพื้นที่เท่านี้ก็พอ
จริง ๆ แล้ว 18 x 9 เมตรคือพื้นที่แข่งขันภายในเส้นสนาม
ยังต้องมีพื้นที่ว่างรอบสนามสำหรับผู้เล่นเคลื่อนที่ด้วย
สำหรับสนามทั่วไปจึงมักเห็นพื้นที่รวมประมาณ 24 x 15 เมตร หากเผื่อรอบสนามประมาณ 3 เมตร
ใครกำลังวางพื้นที่สนามอยู่ ผมแนะนำให้ดูรายละเอียดเรื่อง ขนาดสนามวอลเลย์บอลมาตรฐาน ก่อนทำฐานคอนกรีต จะได้ไม่ต้องมาแก้ขนาดภายหลังครับ
ถ้าให้ผมเลือก ผมจะเริ่มจากถาม 5 เรื่องนี้ก่อน
ก่อนตัดสินใจว่าจะใช้ Acrylic หรือ PU ผมจะดู 5 เรื่องก่อน คือ สนามอยู่กลางแจ้งจริงหรือมีหลังคา ใช้เฉพาะวอลเลย์บอลหรือหลายกีฬา ต้องการความนุ่มมากแค่ไหน พื้นคอนกรีตเดิมมีปัญหาหรือไม่ และงบประมาณรวมงานฐานกับระบบพื้นอยู่ประมาณไหน
เมื่อรู้ 5 เรื่องนี้แล้ว ตัวเลือกจะเหลือน้อยลงเอง
ถ้าเป็น Outdoor ทั่วไปและต้องการความคุ้มค่า ก็เริ่มดู Acrylic
ถ้าต้องการนุ่มขึ้น ก็เปรียบเทียบ Cushion Acrylic
ถ้าจะใช้ PU ก็เช็กให้ชัดว่าเป็นระบบ Outdoor และมีคุณสมบัติตรงกับงาน
ส่วนสนามที่เป็นพื้นที่อเนกประสงค์มาก ๆ ก็อาจต้องพิจารณา PU Coating Hard Court หรือระบบอื่นประกอบด้วย
ใครอยากดูรายละเอียดของแต่ละระบบ รวมถึงเรื่องฐานพื้น ความลาดเอียง และการระบายน้ำ ผมรวบรวมไว้เพิ่มเติมที่ พื้นสนามวอลเลย์บอลกลางแจ้ง เลือกวัสดุอะไรดี?
สรุปจากมุมผม
ถ้าจะทำสนามวอลเลย์บอลกลางแจ้ง ผมไม่แนะนำให้เริ่มจากคำถามว่า
“ตารางเมตรละเท่าไร?”
หรือ
“Acrylic กับ PU อันไหนถูกกว่า?”
แต่ควรเริ่มจาก
“สนามนี้จะใช้งานอย่างไร?”
แล้วดูต่อว่าฐานพื้นพร้อมไหม น้ำระบายได้หรือเปล่า และต้องการคุณสมบัติของพื้นระดับไหน
เพราะถ้าเลือกวัสดุถูกกับลักษณะการใช้งานตั้งแต่แรก โอกาสต้องกลับมาแก้ปัญหาภายหลังก็น้อยลง
ใครเคยทำสนามวอลเลย์บอล Outdoor หรือเคยใช้ทั้งพื้น Acrylic กับ PU แล้ว รู้สึกว่าการใช้งานต่างกันอย่างไร มาแชร์ประสบการณ์กันได้ครับ