++
"ความแก่ชราของคนเรา ไม่ได้มาจากการเสื่อมสภาพของเซลล์แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ประสบการณ์และความทรงจำที่ผ่านมาในชีวิต ก็ล้วนแล้วแต่เป็นตัวเร่งเร้าสังขารของคนเราได้เช่นกัน" อรุณกาล หนังร่วมทุนไทย - สิงคโปร์ จากปี 2024 ที่เพิ่งได้ฤกษ์ลงฉายโรงใหญ่ในปีนี้ สามารถเรียกได้ว่าเป็นหนังไทยทางเลือก หนังไทยสายประกวด หรือหนังไทยสายรางวัล อะไรก็ตามแต่ แต่ที่สำคัญ คือ หนังดูไม่ยาก แต่มีความลุ่มลึกในเนื้อหาและการเล่าเรื่อง ดูแล้ว จขกท. คิดถึงหนังเรื่อง Perfect Days (2023) ที่เล่าเรื่องแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ แต่พาคนดูเดินเข้าไปสู่ชีวิตของใครสักคน ที่เมื่อเกิดเป็นคนแล้วก็ต้องมีบทบาทและหน้าที่หลาย ๆ อย่างที่ต้องทำและทำให้ดีที่สุด เช่น เป็นลูกของพ่อแม่ เป็นนักเรียนของคุณครู เป็นสามีของภรรยา เป็นพ่อเป็นแม่ของลูก เป็นปู่ย่าตายายของหลาน ๆ เป็นต้น หนังเรื่องนี้เป็นงานกำกับของ ศิวโรจณ์ คงสกุล ผู้กำกับวัย 46 ปี เขาเคยมีผลงานหนังอย่างเรื่อง ที่รัก (2010) และงานซีรี่ย์อีกหลายเรื่อง...
++ สิ่งที่ จขกท. ได้รับจากหนังเรื่องนี้ คือ ความเรียบง่าย แต่ทรงพลัง หนังพาคนดูเข้าไปสำรวจชีวิตของชายสูงวัยคนหนึ่ง ชื่อว่า ยงค์ (สุรชัย จันทิมาธร / วัลลภ รุ่งกำจัด) ชายผู้มีอดีตเป็นนายทหารผ่านศึก ที่ปัจจุบันใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายด้วยทำสวนดอกกุหลาบเลี้ยงชีพในบั้นปลายชีวิต เขาอยู่กับ เซียง (มาชิดา สุทธิกุลพานิช) เด็กสาวที่เรียกเขาว่า "พ่อ" แต่ในความจริงแล้ว เขามีศักดิ์เป็น "ปู่" ของเด็ก รวมทั้งเจ้าหมาแก่สีดำแสนรู้ ชื่อว่า เจ้าโบ้ (ขอแจ้งข่าวว่าในชีวิตจริง เจ้าโบ้ มีชื่อจริง ๆ ว่า โอเลี้ยง และน้องกลับดาวไปแล้วตั้งแต่ปลายปีที่แล้วครับ) โดย เซียง เป็นเด็กฉลาด ร่าเริง มีความสามารถทางภาษา พูดได้ทั้ง ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส และ จีน โดยเธอได้รับการสนับสนุนจาก ครูแมรี่ ครูสาวลูกครึ่งที่เลือกมาสอนหนังสือในโรงเรียนชนบทห่างไกลแห่งนี้ ชีวิตของ ยงค์ และ เซียง ผ่านไปวัน ๆ แบบเรียบง่าย แต่มีความสุข หากแต่ภายใต้รอยยิ้มนั้น อดีตและความทรงจำที่ผ่านมา กลับกัดกร่อนตัวและจิตใจของ ยงค์ ไปไม่มากก็น้อย...
++ สิ่งที่ จขกท. ชอบมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ คือ มันเป็นหนังที่เสนอเรื่องราวชีวิตของคน ๆ นึง ที่เป็นคนธรรมดา ๆ เป็นปู่ เป็นตา เป็นลุงข้างบ้าน หรือแม้แต่เป็นตัวของเราเองก็ได้ หนังไม่มีจุดพีคอะไร เล่าเรื่องแบบ very slow burn ของชีวิตของคน ๆ นึง ที่ตื่นมาก็ทำกับข้าวให้หลานกิน แล้วก็ขับรถไปส่งหลานที่โรงเรียน จากนั้นก็กลับมาทำสวน ก่อนจะไปรับหลานที่โรงเรียน กลับมานั่งคุยกับหลาน กินข้าวเย็น แล้วก็นอน นอกจากนี้ก็ไปโรงพยาบาลไปหาหมอตามนัดบ้าง เพราะมีโรคประจำตัวจากการกินเหล้า สูบบุหรี่เยอะ ถ้ามีเวลาว่างก็ขับรถไปหาเพื่อน ไปคุยกับเพื่อน ไปไหว้กระดูกเพื่อนที่ตายไปแล้ว พาหลานไปเที่ยวบ้าง หนัง 2 ชั่วโมง เนื้อเรื่องวนอยู่แค่นี้ครับ ตอนดูก็ว่านี่มัน Perfect Days ชัด ๆ แต่ความทัชใจนั้นดีไม่ต่างกันเลยครับ เพราะหนังจะให้เราค่อย ๆ เข้าไปสำรวจความสัมพันธ์ของตัวละคร ไม่ใช่แค่ปู่กับหลาน พ่อกับลูก คนรักกับคนรัก หรือเพื่อนกับเพื่อน แต่คือองค์รวมของชีวิตทั้งหมด...
++
"คนจะแก่ได้ ไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ แต่มัน คือ การสั่งสมประสบการณ์ ความสุข ความทุกข์ ความรัก ความเกลียด ความสมหวัง ความผิดหวัง ต่าง ๆ นานาเอาไว้" หนังเลือกที่จะเดินช้า ๆ ผ่านภาพที่ค่อย ๆ ผ่านไปทีละเฟรม (แน่นอน! ซีนแช่กล้องต้องมี เยอะด้วย) ให้เราสัมผัสกับชีวิตชนบทที่เติมแต่งด้วยเสียงจากธรรมชาติ เสียงนก เสียงไม้ เสียงลม เสียงฟ้า เสียงฝน ที่มันไพเราะมาก ๆ ระหว่างที่ดู จขกท. รู้สึกว่าใจเรามันนิ่ง เย็น เหมือนเราได้ไปยืนอยู่ตรงนั้น แล้วค่อย ๆ สูดอากาศเบา ๆ เข้าไป ตรงนี้ขอชมเลยว่าการใช้ซาวด์ประกอบนั้น สุดยอดมาก ประกอบกับการย้อมสีภาพที่ดูอบอุ่น แต่ถ่ายภาพออกมาดีมาก หนังเรื่องนี้ถ่ายภาพได้ชัดมาก แล้ว composition ของแต่ละเฟรม คือ ดีสุด ๆ เป็นการถ่ายภาพเรื่องราวธรรมดา ๆ ให้มีมิติได้ ดูจากเครดิตมีการใช้แล็บและทีมงานของสิงคโปร์มาช่วยด้วย ต้องบอกว่างาน cinematography ของหนังเรื่องนี้โคตะระดี...
++ การแสดงของ น้าหงา คาราวาน นั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ดีขนาดนี้ มันไม่ใช่การแสดงของดาราที่เจนจัดเข้าถึงบทบาทอะไรแบบนั้น แต่น้าแกแสดงแบบคนธรรมดา เหมือนเรานั่งดูตาลุงแก่คนนึงที่เดินไปเดินมาทำโน่นทำนี่ แต่ไม่รู้ในใจแกคิดอะไร ซึ่งสิ่งนี้แหละ คือ หัวใจของหนังเรื่องนี้ การสำรวจชีวิตของคนธรรมดา ๆ ที่ค่อย ๆ เจาะลึกจากภายนอกเข้าไปสู่แกนกลางหัวใจ หัวใจที่มีความลึกลับซ่อนอยู่ ชีวิตของคนเราที่มีทุกอย่าง รอยยิ้ม คราบน้ำตา trauma ความเจ็บปวด คนที่เป็นคนจริง ๆ ไม่ใช่หุ่นยนต์ ในขณะเดียวกันน้องที่เล่นเป็น เซียง ก็มีความน่ารักสดใส เด็กน้อยที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของปู่ เด็กน้อยผู้เป็นดั่งความสดใสสวยงามของชายชราคนนี้ สมกับการเปรียบเทียบที่ว่าหนึ่งชีวิตกำลังเริ่มต้นใหม่ แต่หนึ่งชีวิตกำลังต้องจบลง พูดแล้วเศร้า แต่มันคือสัจธรรมของชีวิต สิ่งที่ไม่มีใครหลีกหนีพ้น...
++ หลายซีนในหนัง จขกท. นั่งดูไปก็น้ำตาคลอไป พูดกับตัวเองว่า ถ้าเราดูหนังเรื่องนี้ตอนอายุ 20 ปี เราจะรู้สึกแบบนี้มั้ย เรายังจะอินกับหนังมั้ย เพราะในวัยที่ จขกท. อาศัยอยู่นี้ มันผ่านเรื่องราวอะไรมาเยอะ เหมือนจะเข้าถึงความรู้สึกของ ลุงยงค์ ได้เป็นอย่างดี บางทีหนังแบบนี้อาจจะทำงานกับคนที่มีประสบการณ์ใกล้เคียงกับตัวละครก็เป็นไปได้ แต่ถ้าคุณยังอายุน้อยอยู่ ลองวางตัวเองให้เป็น น้องเซียง ดูก็ได้ จขกท. เชื่อว่าหนังมันก็จะทำงานอีกแบบนึง อย่างไรก็ตาม จขกท. ชอบหนังสไตล์นี้ ชอบวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ ชอบหนังที่มีคนแก่และเด็ก เหมือนอย่างที่ตัวเองเคยเติบโตมากับปู่ย่าตายาย ที่แม้ในวันสุดท้าย บางอย่างในใจของท่าน เราก็ยังไม่มีวันได้รับรู้ เหมือนอย่างที่ลูกหลานของเรา ก็คงไม่ได้รับรู้ทุกอย่างในใจของเราเช่นกัน สุดท้ายที่อยากพูดถึง คือ น้องหมาเล่นเก่งมาก ฉลาดมาก น้องเก่งเลเวลเดียวกับ โกฮัง เลย ใครเป็นทาสน้องหมาอย่าลืมไปดูนะครับ...
[ รีวิวหนังดี ] อรุณกาล (2024)
++ "ความแก่ชราของคนเรา ไม่ได้มาจากการเสื่อมสภาพของเซลล์แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ประสบการณ์และความทรงจำที่ผ่านมาในชีวิต ก็ล้วนแล้วแต่เป็นตัวเร่งเร้าสังขารของคนเราได้เช่นกัน" อรุณกาล หนังร่วมทุนไทย - สิงคโปร์ จากปี 2024 ที่เพิ่งได้ฤกษ์ลงฉายโรงใหญ่ในปีนี้ สามารถเรียกได้ว่าเป็นหนังไทยทางเลือก หนังไทยสายประกวด หรือหนังไทยสายรางวัล อะไรก็ตามแต่ แต่ที่สำคัญ คือ หนังดูไม่ยาก แต่มีความลุ่มลึกในเนื้อหาและการเล่าเรื่อง ดูแล้ว จขกท. คิดถึงหนังเรื่อง Perfect Days (2023) ที่เล่าเรื่องแบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ แต่พาคนดูเดินเข้าไปสู่ชีวิตของใครสักคน ที่เมื่อเกิดเป็นคนแล้วก็ต้องมีบทบาทและหน้าที่หลาย ๆ อย่างที่ต้องทำและทำให้ดีที่สุด เช่น เป็นลูกของพ่อแม่ เป็นนักเรียนของคุณครู เป็นสามีของภรรยา เป็นพ่อเป็นแม่ของลูก เป็นปู่ย่าตายายของหลาน ๆ เป็นต้น หนังเรื่องนี้เป็นงานกำกับของ ศิวโรจณ์ คงสกุล ผู้กำกับวัย 46 ปี เขาเคยมีผลงานหนังอย่างเรื่อง ที่รัก (2010) และงานซีรี่ย์อีกหลายเรื่อง...
++ สิ่งที่ จขกท. ได้รับจากหนังเรื่องนี้ คือ ความเรียบง่าย แต่ทรงพลัง หนังพาคนดูเข้าไปสำรวจชีวิตของชายสูงวัยคนหนึ่ง ชื่อว่า ยงค์ (สุรชัย จันทิมาธร / วัลลภ รุ่งกำจัด) ชายผู้มีอดีตเป็นนายทหารผ่านศึก ที่ปัจจุบันใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายด้วยทำสวนดอกกุหลาบเลี้ยงชีพในบั้นปลายชีวิต เขาอยู่กับ เซียง (มาชิดา สุทธิกุลพานิช) เด็กสาวที่เรียกเขาว่า "พ่อ" แต่ในความจริงแล้ว เขามีศักดิ์เป็น "ปู่" ของเด็ก รวมทั้งเจ้าหมาแก่สีดำแสนรู้ ชื่อว่า เจ้าโบ้ (ขอแจ้งข่าวว่าในชีวิตจริง เจ้าโบ้ มีชื่อจริง ๆ ว่า โอเลี้ยง และน้องกลับดาวไปแล้วตั้งแต่ปลายปีที่แล้วครับ) โดย เซียง เป็นเด็กฉลาด ร่าเริง มีความสามารถทางภาษา พูดได้ทั้ง ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส และ จีน โดยเธอได้รับการสนับสนุนจาก ครูแมรี่ ครูสาวลูกครึ่งที่เลือกมาสอนหนังสือในโรงเรียนชนบทห่างไกลแห่งนี้ ชีวิตของ ยงค์ และ เซียง ผ่านไปวัน ๆ แบบเรียบง่าย แต่มีความสุข หากแต่ภายใต้รอยยิ้มนั้น อดีตและความทรงจำที่ผ่านมา กลับกัดกร่อนตัวและจิตใจของ ยงค์ ไปไม่มากก็น้อย...
++ สิ่งที่ จขกท. ชอบมาก ๆ ในหนังเรื่องนี้ คือ มันเป็นหนังที่เสนอเรื่องราวชีวิตของคน ๆ นึง ที่เป็นคนธรรมดา ๆ เป็นปู่ เป็นตา เป็นลุงข้างบ้าน หรือแม้แต่เป็นตัวของเราเองก็ได้ หนังไม่มีจุดพีคอะไร เล่าเรื่องแบบ very slow burn ของชีวิตของคน ๆ นึง ที่ตื่นมาก็ทำกับข้าวให้หลานกิน แล้วก็ขับรถไปส่งหลานที่โรงเรียน จากนั้นก็กลับมาทำสวน ก่อนจะไปรับหลานที่โรงเรียน กลับมานั่งคุยกับหลาน กินข้าวเย็น แล้วก็นอน นอกจากนี้ก็ไปโรงพยาบาลไปหาหมอตามนัดบ้าง เพราะมีโรคประจำตัวจากการกินเหล้า สูบบุหรี่เยอะ ถ้ามีเวลาว่างก็ขับรถไปหาเพื่อน ไปคุยกับเพื่อน ไปไหว้กระดูกเพื่อนที่ตายไปแล้ว พาหลานไปเที่ยวบ้าง หนัง 2 ชั่วโมง เนื้อเรื่องวนอยู่แค่นี้ครับ ตอนดูก็ว่านี่มัน Perfect Days ชัด ๆ แต่ความทัชใจนั้นดีไม่ต่างกันเลยครับ เพราะหนังจะให้เราค่อย ๆ เข้าไปสำรวจความสัมพันธ์ของตัวละคร ไม่ใช่แค่ปู่กับหลาน พ่อกับลูก คนรักกับคนรัก หรือเพื่อนกับเพื่อน แต่คือองค์รวมของชีวิตทั้งหมด...
++ "คนจะแก่ได้ ไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ แต่มัน คือ การสั่งสมประสบการณ์ ความสุข ความทุกข์ ความรัก ความเกลียด ความสมหวัง ความผิดหวัง ต่าง ๆ นานาเอาไว้" หนังเลือกที่จะเดินช้า ๆ ผ่านภาพที่ค่อย ๆ ผ่านไปทีละเฟรม (แน่นอน! ซีนแช่กล้องต้องมี เยอะด้วย) ให้เราสัมผัสกับชีวิตชนบทที่เติมแต่งด้วยเสียงจากธรรมชาติ เสียงนก เสียงไม้ เสียงลม เสียงฟ้า เสียงฝน ที่มันไพเราะมาก ๆ ระหว่างที่ดู จขกท. รู้สึกว่าใจเรามันนิ่ง เย็น เหมือนเราได้ไปยืนอยู่ตรงนั้น แล้วค่อย ๆ สูดอากาศเบา ๆ เข้าไป ตรงนี้ขอชมเลยว่าการใช้ซาวด์ประกอบนั้น สุดยอดมาก ประกอบกับการย้อมสีภาพที่ดูอบอุ่น แต่ถ่ายภาพออกมาดีมาก หนังเรื่องนี้ถ่ายภาพได้ชัดมาก แล้ว composition ของแต่ละเฟรม คือ ดีสุด ๆ เป็นการถ่ายภาพเรื่องราวธรรมดา ๆ ให้มีมิติได้ ดูจากเครดิตมีการใช้แล็บและทีมงานของสิงคโปร์มาช่วยด้วย ต้องบอกว่างาน cinematography ของหนังเรื่องนี้โคตะระดี...
++ การแสดงของ น้าหงา คาราวาน นั้น ไม่น่าเชื่อว่าจะทำได้ดีขนาดนี้ มันไม่ใช่การแสดงของดาราที่เจนจัดเข้าถึงบทบาทอะไรแบบนั้น แต่น้าแกแสดงแบบคนธรรมดา เหมือนเรานั่งดูตาลุงแก่คนนึงที่เดินไปเดินมาทำโน่นทำนี่ แต่ไม่รู้ในใจแกคิดอะไร ซึ่งสิ่งนี้แหละ คือ หัวใจของหนังเรื่องนี้ การสำรวจชีวิตของคนธรรมดา ๆ ที่ค่อย ๆ เจาะลึกจากภายนอกเข้าไปสู่แกนกลางหัวใจ หัวใจที่มีความลึกลับซ่อนอยู่ ชีวิตของคนเราที่มีทุกอย่าง รอยยิ้ม คราบน้ำตา trauma ความเจ็บปวด คนที่เป็นคนจริง ๆ ไม่ใช่หุ่นยนต์ ในขณะเดียวกันน้องที่เล่นเป็น เซียง ก็มีความน่ารักสดใส เด็กน้อยที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของปู่ เด็กน้อยผู้เป็นดั่งความสดใสสวยงามของชายชราคนนี้ สมกับการเปรียบเทียบที่ว่าหนึ่งชีวิตกำลังเริ่มต้นใหม่ แต่หนึ่งชีวิตกำลังต้องจบลง พูดแล้วเศร้า แต่มันคือสัจธรรมของชีวิต สิ่งที่ไม่มีใครหลีกหนีพ้น...
++ หลายซีนในหนัง จขกท. นั่งดูไปก็น้ำตาคลอไป พูดกับตัวเองว่า ถ้าเราดูหนังเรื่องนี้ตอนอายุ 20 ปี เราจะรู้สึกแบบนี้มั้ย เรายังจะอินกับหนังมั้ย เพราะในวัยที่ จขกท. อาศัยอยู่นี้ มันผ่านเรื่องราวอะไรมาเยอะ เหมือนจะเข้าถึงความรู้สึกของ ลุงยงค์ ได้เป็นอย่างดี บางทีหนังแบบนี้อาจจะทำงานกับคนที่มีประสบการณ์ใกล้เคียงกับตัวละครก็เป็นไปได้ แต่ถ้าคุณยังอายุน้อยอยู่ ลองวางตัวเองให้เป็น น้องเซียง ดูก็ได้ จขกท. เชื่อว่าหนังมันก็จะทำงานอีกแบบนึง อย่างไรก็ตาม จขกท. ชอบหนังสไตล์นี้ ชอบวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ ชอบหนังที่มีคนแก่และเด็ก เหมือนอย่างที่ตัวเองเคยเติบโตมากับปู่ย่าตายาย ที่แม้ในวันสุดท้าย บางอย่างในใจของท่าน เราก็ยังไม่มีวันได้รับรู้ เหมือนอย่างที่ลูกหลานของเรา ก็คงไม่ได้รับรู้ทุกอย่างในใจของเราเช่นกัน สุดท้ายที่อยากพูดถึง คือ น้องหมาเล่นเก่งมาก ฉลาดมาก น้องเก่งเลเวลเดียวกับ โกฮัง เลย ใครเป็นทาสน้องหมาอย่าลืมไปดูนะครับ...