
- เป็นไปตามเสียงข้างมากที่ได้ดูกันว่า
สนุก ตื่นเต้น อลังการงานสร้าง สมการรอคอย กับผลงานเรื่องล่าสุดของเสด็จพ่อ Nolan หลังจากคว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นอัศวินเป็น Sir มาประดับ Profile นั้นกลับมากำกับแนว Period อีกครั้งในรอบ 3 ปีแล้วยังพาเราย้อนกลับไปไกลในสมัยยุคกรีกโบราณผ่านการเดินทางกลับมาตุภูมิที่แสนยาวนานของ
โอดิสซีอุส กษัตริย์แห่งเกาะอิธากาและลูกเรือหลังเสร็จสิ้นภารกิจจากสงครามกรุงทรอยที่กินเวลานานกว่า10 ปีในการชิงตัว
เฮเลน กลับคืนมา โดยไม่ได้ทราบล่วงหน้าว่าศึกครั้งนี้นอกจากเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์สงครามที่มีคุณเธอเป็นชนวนเหตุแล้วยังนำไปสู่การผจญภัยที่เต็มไปด้วยอุปสรรคโศกนาฏกรรมจากบททดสอบเป็น Quest ของเหล่าทวยเทพหลังทำลบหลู่และท้าทายระบบความเชื่อด้วยความอหังการว่าหน้าที่และศักดิ์ศรีที่ได้รับคำสั่งจาก
นาย ว่าสมควรทำเพื่อรักษาอำนาจและเกียรติยศที่มีค่ากว่าสิ่งที่จับต้องไม่ได้

- ตลอดระยะเวลาที่ดูไปตั้ง 2 ชั่วโมง 53 นาที หรือเกือบ 3 ชั่วโมง รองอันดับ 2 ถัดจาก Oppenheimer (2023) ไม่ใช่แค่ตัวละครอย่าง
โอดิสซีอุส ที่ต้องลำบากเหนื่อยล้าจากการเดินทางกลับอันแสนยาวนานและสาหัสจากการมาเจอหลายสิ่งจนเกิดการสูญเสียไปในระหว่างทางรวมถึงความเป็นห่วงของคนที่อยู่ทางบ้าน แต่ดูเหมือนความรู้สึกดังกล่าวได้ส่งต่อมาถึงผมด้วยเหมือนกัน เอาแค่ว่ากว่าจะได้ดูปาเข้าไปตั้ง 1 เดือน ไหนจะเขียนถึงแล้วประมวลเรียบเรียง ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกก็ล่อไปตั้ง 2 อาทิตย์ จนถึงขั้นดูจบแล้วกลับไปทิ้งตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย แม้ว่าระหว่างดูไม่ได้เกิดอาการวูบสักช่วง เพราะ Details แต่ละอย่างที่สังเกตมันมีเยอะมากจนต้องพยายามประคองสติและตั้งใจจดจ่ออยู่ตลอดเวลา

- ถึงวิธีการเล่าที่เสด็จ Sir ใช้จะเป็นที่ชินตาจนยิ้มอ่อนที่มุมปากว่า
“ต้องมาแบบนี้” แต่มันก็บอกไม่ได้เต็มคำว่าดูง่ายซะทั้งหมด ในเมื่อผมไม่ได้ทราบเรื่องราวที่หยิบเอามาจากวรรณกรรมกรีกโบราณของ Homer หรือแม้กระทั่งไม่เคยดู Troy
(2004) มาก่อน พอหนังออกตัวมาด้วยเสียงลำนำของบุคคลท่านหนึ่งกล่าวดังฟังชัดก่อนจะเขยิบไปฉากต่อไปเป็นภาพหาดทรายกว้างใหญ่ที่มีม้าไม้โทรจันขนาดยักษ์ตั้งเอนอยู่บนชายหาดปุ๊ปจึงเกิดอาการมึนขึ้นมากว่าจะประติดประต่อเรียบเรียงเรื่องราวผ่าน Timeline ที่ไม่ได้เรียงลำดับ Events ตามวิถีของเสด็จพ่อใช้เวลานานพอสมควรโดยไม่รู้สึกว่าความยาวของหนังจะเชิญให้เกิดอาการอ่อนล้า แม้พอจับทางได้บ้างว่าใครเป็นใคร ? เกิดอะไรขึ้น ? ขณะเดียวกันพอประมวลผลกับตนเองในใจคิดว่าวิธีการเล่าแบบนี้แหละเหมาะสมกับหนังที่มีเรื่องราวและเส้นเรื่องยาวเหยียดมหากาพย์ เพราะถ้าเดินเป็นเส้นตรงผ่านมุมมองของตัวละครเอกอย่าง
โอดิสซีอุส ที่รับบทโดย Matt Damon คงคาดการณ์ลำบากว่านักแสดงท่านอื่นที่มาร่วมประชันฝีมือ. อาทิเช่น Robert Pattinson, Charlize Theron, Zendaya เป็นต้น หรือ Tom Holland กับ Anne Hathaway ที่มารับบท
เทเลมาคัส และ
เพเนโลเป้ ลูกชายกับภรรยาของโอดิสซีอุส จะมีโอกาสรายงานตัวกี่โมง ? ทั้งที่แต่ละคนก็มีบทบาทสำคัญต่อเรื่องราวที่กำลัง Continue ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง

- แม้ Timeline ในหนังจะโฟกัสไปที่
การเดินทาง เป็นหลัก แต่ระหว่างทางที่มีการสับเปลี่ยนไปส่อง Events อื่นอย่างเช่นที่บ้าน หรือ ย้อนความไปในช่วงสงคราม เพื่อให้เห็น Details ที่ถูกซ่อนอยู่ยังคงความ Epic ในแง่ของการ Set ฉากแต่ละ Situation ที่ดันปะทะ , เทคนิค Effects บางสิ่งที่ต้องพึ่งพาอาศัยในการเนรมิตกับจินตนาการปรัมปราจากวรรณกรรมผสมมุมมองของเสด็จพ่อหรือยุทธวิธีต่าง ๆ ที่ใช้ในการต่อสู้และเอาตัวรอด ล้วนถูกนำเสนอออกมาหลากอารมณ์อย่างเหลือเชื่อว่าจะมาในโหมดนี้ผนวกเข้ากับการมีเสียง Sounds มาบรรเลงประกอบยิ่งกระตุ้นการลำนำบรรยากาศเหมือนลงไป Joint ร่วมกับตัวละคร ถึงไม่ติดหู แต่กลับช่วยทำให้ผมดื่มด่ำไปกับจังหวะและทำนองที่แปลกแนวแต่กระหื่มไปทุกโสตสัมผัสกับหน้างานที่กำลังผจญตามสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่รู้ว่าจะถึงจุดหมายกี่โมง ? ได้อย่างสุนทรีย์ ในเมื่อขึ้นฝั่งก็ดี ล่องทะเลก็แล้วกลับเจออะไรไม่รู้มา รับน้อง จนสะดุ้งหลายทีจนหลอนตามแล้วอย่างนี้เห็นชอบเลยว่าสมควรกำกับหนังสยองเป็นอย่างยิ่ง

- พอมาถึงจุดที่คาดการณ์ได้อยู่รู้สึกว่าตัวหนัง Drop ความตื่นเต้นลง คงเพื่อพัก Break จากการเล่นใหญ่แล้วหันมาใส่ใจส่วนอื่นก่อนค่อย ๆ นำมาประกบกัน รวมถึงช่วงเวลาที่ว่าก็เทไปทางก่อนหน้านี้ซะส่วนใหญ่ ก่อนที่หนังจะพาเราไปลุ้นกันอีกครั้งในช่วงเวลาก่อนจากที่พลิกมาอีกโหมดอย่างฉับพลันอย่างกับหนัง Thriller ลอยขึ้นมาเรียกเสียงกระหึ่มปลุกใจเสือป่าส่งท้ายก่อนจะนำทางไปสู่บทสรุปที่สร้างแรงสะเทือนทางอารมณ์ในแบบที่คุ้นเคยจากเรื่องก่อน ๆ ไปกับ
ผล จากการกระทำที่มี
ราคา ต้องจ่าย ไม่ว่าสิ่งที่ทำจะมีเหตุผลมาหักล้างความชอบธรรมอย่างไร ? ก็ต้องเตรียมใจรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน หนังยังตั้งคำถามในเชิงตรรกะผ่านความโอหังของมนุษย์ที่พยายามทำลายขนบ ก้าวข้ามความเชื่อ และท้าทายอำนาจที่อยู่เหนือการควบคุม ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลที่ตามมาได้ ถึงไม่ได้เป็นต้นเหตุในเมื่อสาเหตุต่าง ๆ ล้วนมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวพันกันจึงทำให้รู้สึกว่าการที่หนังไม่ได้สรรเสริญต่อชัยชนะในมุมสังคมปิตาธิปไตยหรือพยายามปิดฉากด้วยความสมบูรณ์ของเรื่องราว กลับทำให้สารที่ส่งมาตั้งแต่ต้นมีความหมายเชิงสัญญะให้เก็บไปคิดและขบคำถามต่อถึง
การมีชีวิต การยอมรับ และการไถ่บาป ที่อาจสำคัญกว่าอำนาจ เกียรติยศ หรือทุกสิ่งที่เคยยึดถือได้อย่างงดงามและยอดเยี่ยม สมกับที่ FC ชาบูเสด็จพ่อ Nolan ว่าทำหนังกี่ทีก็ซื้อใจคนดูให้เคารพและชื่นชมได้ทุกครั้ง

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
[CR] No.223 The Odyssey (2026) : ลิขิต คือโชคชะตาให้มนุษย์เคารพด้วย ศรัทธา ชีวิต เป็นความหมายให้มนุษย์ค้นหาผ่านการ ลำนำ
- เป็นไปตามเสียงข้างมากที่ได้ดูกันว่า สนุก ตื่นเต้น อลังการงานสร้าง สมการรอคอย กับผลงานเรื่องล่าสุดของเสด็จพ่อ Nolan หลังจากคว้ารางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นอัศวินเป็น Sir มาประดับ Profile นั้นกลับมากำกับแนว Period อีกครั้งในรอบ 3 ปีแล้วยังพาเราย้อนกลับไปไกลในสมัยยุคกรีกโบราณผ่านการเดินทางกลับมาตุภูมิที่แสนยาวนานของ โอดิสซีอุส กษัตริย์แห่งเกาะอิธากาและลูกเรือหลังเสร็จสิ้นภารกิจจากสงครามกรุงทรอยที่กินเวลานานกว่า10 ปีในการชิงตัว เฮเลน กลับคืนมา โดยไม่ได้ทราบล่วงหน้าว่าศึกครั้งนี้นอกจากเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์สงครามที่มีคุณเธอเป็นชนวนเหตุแล้วยังนำไปสู่การผจญภัยที่เต็มไปด้วยอุปสรรคโศกนาฏกรรมจากบททดสอบเป็น Quest ของเหล่าทวยเทพหลังทำลบหลู่และท้าทายระบบความเชื่อด้วยความอหังการว่าหน้าที่และศักดิ์ศรีที่ได้รับคำสั่งจาก นาย ว่าสมควรทำเพื่อรักษาอำนาจและเกียรติยศที่มีค่ากว่าสิ่งที่จับต้องไม่ได้
- ตลอดระยะเวลาที่ดูไปตั้ง 2 ชั่วโมง 53 นาที หรือเกือบ 3 ชั่วโมง รองอันดับ 2 ถัดจาก Oppenheimer (2023) ไม่ใช่แค่ตัวละครอย่าง โอดิสซีอุส ที่ต้องลำบากเหนื่อยล้าจากการเดินทางกลับอันแสนยาวนานและสาหัสจากการมาเจอหลายสิ่งจนเกิดการสูญเสียไปในระหว่างทางรวมถึงความเป็นห่วงของคนที่อยู่ทางบ้าน แต่ดูเหมือนความรู้สึกดังกล่าวได้ส่งต่อมาถึงผมด้วยเหมือนกัน เอาแค่ว่ากว่าจะได้ดูปาเข้าไปตั้ง 1 เดือน ไหนจะเขียนถึงแล้วประมวลเรียบเรียง ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมอีกก็ล่อไปตั้ง 2 อาทิตย์ จนถึงขั้นดูจบแล้วกลับไปทิ้งตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย แม้ว่าระหว่างดูไม่ได้เกิดอาการวูบสักช่วง เพราะ Details แต่ละอย่างที่สังเกตมันมีเยอะมากจนต้องพยายามประคองสติและตั้งใจจดจ่ออยู่ตลอดเวลา
- ถึงวิธีการเล่าที่เสด็จ Sir ใช้จะเป็นที่ชินตาจนยิ้มอ่อนที่มุมปากว่า “ต้องมาแบบนี้” แต่มันก็บอกไม่ได้เต็มคำว่าดูง่ายซะทั้งหมด ในเมื่อผมไม่ได้ทราบเรื่องราวที่หยิบเอามาจากวรรณกรรมกรีกโบราณของ Homer หรือแม้กระทั่งไม่เคยดู Troy (2004) มาก่อน พอหนังออกตัวมาด้วยเสียงลำนำของบุคคลท่านหนึ่งกล่าวดังฟังชัดก่อนจะเขยิบไปฉากต่อไปเป็นภาพหาดทรายกว้างใหญ่ที่มีม้าไม้โทรจันขนาดยักษ์ตั้งเอนอยู่บนชายหาดปุ๊ปจึงเกิดอาการมึนขึ้นมากว่าจะประติดประต่อเรียบเรียงเรื่องราวผ่าน Timeline ที่ไม่ได้เรียงลำดับ Events ตามวิถีของเสด็จพ่อใช้เวลานานพอสมควรโดยไม่รู้สึกว่าความยาวของหนังจะเชิญให้เกิดอาการอ่อนล้า แม้พอจับทางได้บ้างว่าใครเป็นใคร ? เกิดอะไรขึ้น ? ขณะเดียวกันพอประมวลผลกับตนเองในใจคิดว่าวิธีการเล่าแบบนี้แหละเหมาะสมกับหนังที่มีเรื่องราวและเส้นเรื่องยาวเหยียดมหากาพย์ เพราะถ้าเดินเป็นเส้นตรงผ่านมุมมองของตัวละครเอกอย่าง โอดิสซีอุส ที่รับบทโดย Matt Damon คงคาดการณ์ลำบากว่านักแสดงท่านอื่นที่มาร่วมประชันฝีมือ. อาทิเช่น Robert Pattinson, Charlize Theron, Zendaya เป็นต้น หรือ Tom Holland กับ Anne Hathaway ที่มารับบท เทเลมาคัส และ เพเนโลเป้ ลูกชายกับภรรยาของโอดิสซีอุส จะมีโอกาสรายงานตัวกี่โมง ? ทั้งที่แต่ละคนก็มีบทบาทสำคัญต่อเรื่องราวที่กำลัง Continue ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง
- แม้ Timeline ในหนังจะโฟกัสไปที่ การเดินทาง เป็นหลัก แต่ระหว่างทางที่มีการสับเปลี่ยนไปส่อง Events อื่นอย่างเช่นที่บ้าน หรือ ย้อนความไปในช่วงสงคราม เพื่อให้เห็น Details ที่ถูกซ่อนอยู่ยังคงความ Epic ในแง่ของการ Set ฉากแต่ละ Situation ที่ดันปะทะ , เทคนิค Effects บางสิ่งที่ต้องพึ่งพาอาศัยในการเนรมิตกับจินตนาการปรัมปราจากวรรณกรรมผสมมุมมองของเสด็จพ่อหรือยุทธวิธีต่าง ๆ ที่ใช้ในการต่อสู้และเอาตัวรอด ล้วนถูกนำเสนอออกมาหลากอารมณ์อย่างเหลือเชื่อว่าจะมาในโหมดนี้ผนวกเข้ากับการมีเสียง Sounds มาบรรเลงประกอบยิ่งกระตุ้นการลำนำบรรยากาศเหมือนลงไป Joint ร่วมกับตัวละคร ถึงไม่ติดหู แต่กลับช่วยทำให้ผมดื่มด่ำไปกับจังหวะและทำนองที่แปลกแนวแต่กระหื่มไปทุกโสตสัมผัสกับหน้างานที่กำลังผจญตามสถานที่ต่าง ๆ โดยไม่รู้ว่าจะถึงจุดหมายกี่โมง ? ได้อย่างสุนทรีย์ ในเมื่อขึ้นฝั่งก็ดี ล่องทะเลก็แล้วกลับเจออะไรไม่รู้มา รับน้อง จนสะดุ้งหลายทีจนหลอนตามแล้วอย่างนี้เห็นชอบเลยว่าสมควรกำกับหนังสยองเป็นอย่างยิ่ง
- พอมาถึงจุดที่คาดการณ์ได้อยู่รู้สึกว่าตัวหนัง Drop ความตื่นเต้นลง คงเพื่อพัก Break จากการเล่นใหญ่แล้วหันมาใส่ใจส่วนอื่นก่อนค่อย ๆ นำมาประกบกัน รวมถึงช่วงเวลาที่ว่าก็เทไปทางก่อนหน้านี้ซะส่วนใหญ่ ก่อนที่หนังจะพาเราไปลุ้นกันอีกครั้งในช่วงเวลาก่อนจากที่พลิกมาอีกโหมดอย่างฉับพลันอย่างกับหนัง Thriller ลอยขึ้นมาเรียกเสียงกระหึ่มปลุกใจเสือป่าส่งท้ายก่อนจะนำทางไปสู่บทสรุปที่สร้างแรงสะเทือนทางอารมณ์ในแบบที่คุ้นเคยจากเรื่องก่อน ๆ ไปกับ ผล จากการกระทำที่มี ราคา ต้องจ่าย ไม่ว่าสิ่งที่ทำจะมีเหตุผลมาหักล้างความชอบธรรมอย่างไร ? ก็ต้องเตรียมใจรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน หนังยังตั้งคำถามในเชิงตรรกะผ่านความโอหังของมนุษย์ที่พยายามทำลายขนบ ก้าวข้ามความเชื่อ และท้าทายอำนาจที่อยู่เหนือการควบคุม ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลที่ตามมาได้ ถึงไม่ได้เป็นต้นเหตุในเมื่อสาเหตุต่าง ๆ ล้วนมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวพันกันจึงทำให้รู้สึกว่าการที่หนังไม่ได้สรรเสริญต่อชัยชนะในมุมสังคมปิตาธิปไตยหรือพยายามปิดฉากด้วยความสมบูรณ์ของเรื่องราว กลับทำให้สารที่ส่งมาตั้งแต่ต้นมีความหมายเชิงสัญญะให้เก็บไปคิดและขบคำถามต่อถึง การมีชีวิต การยอมรับ และการไถ่บาป ที่อาจสำคัญกว่าอำนาจ เกียรติยศ หรือทุกสิ่งที่เคยยึดถือได้อย่างงดงามและยอดเยี่ยม สมกับที่ FC ชาบูเสด็จพ่อ Nolan ว่าทำหนังกี่ทีก็ซื้อใจคนดูให้เคารพและชื่นชมได้ทุกครั้ง
ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้