เรื่องนี้เริ่มจากวันหนึ่งเราได้รับโทรศัพท์จากศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพแห่งหนึ่ง โทรมาแนะนำว่ามีบริการ
ตรวจหลอดเลือดฟรี ซึ่งช่วงนั้นเราเห็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของ “พี่เรย์” พอดี ประกอบกับกำลังคิดว่าจะไปตรวจเลือดอยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าน่าสนใจและนัดเข้าไปตรวจ
ตอนแรกทุกอย่างก็ดูเป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปครับ
เริ่มจากการตรวจหลอดเลือด โดยเขาจะนำอุปกรณ์ลักษณะคล้ายเครื่องวัดความดันแบบไร้สายมาติดที่แขนและข้อเท้าทั้ง 2 ข้าง จากนั้นเครื่องก็จะพองลมคล้ายกับตอนวัดความดัน ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ
หลังจากนั้นก็ไปเจาะเลือดตรวจต่อ
พอผลตรวจออกมา ก็มีพนักงานท่านหนึ่งแนะนำตัวว่าเป็น
ผู้ช่วยแพทย์ และเป็นคนอธิบายผลตรวจทั้งหมดให้เราฟัง
ตรงนี้แหละครับที่เรื่องเริ่มทำให้เราตกใจ
สิ่งที่เราได้รับแจ้งคือ
“เราเป็นโรคไต”
ตอนนั้นยอมรับเลยว่าช็อกมาก เพราะคำว่า “โรคไต” สำหรับเรามันฟังดูค่อนข้างรุนแรง
ทางเจ้าหน้าที่ก็อธิบายถึงสาเหตุที่อาจทำให้เกิดโรคไต รวมถึงผลกระทบและความอันตรายต่าง ๆ ให้ฟัง
ในใจก็เริ่มคิดว่า
เฮ้ย…เราเป็นได้ยังไง?
เพราะส่วนตัวไม่ได้ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีปัญหาสุขภาพถึงขั้นนี้
จากนั้นได้รับคำอธิบายต่อว่า ตอนนี้ยังอยู่ประมาณ
ระยะที่ 2 และยังสามารถดูแลได้
ทางศูนย์จึงแนะนำแนวทางการดูแลด้วยการ
ให้วิตามินทางสายน้ำเกลือ ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของเราโดยแพทย์เฉพาะทาง
หลังจากอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ไปสักพัก ก็มาถึงเรื่องค่าใช้จ่าย
แพ็กเกจที่เสนอคือ
20 ครั้ง × ครั้งละ 5,000 บาท
รวมทั้งหมดประมาณ 100,000 บาท
และเป็นการชำระเงินก่อนเริ่มทำ
ตอนนั้นเรารู้สึกว่าจำนวนเงินค่อนข้างสูงมาก จึงบอกตรง ๆ ไปว่า
“หนึ่งแสนบาทผมยังไม่พร้อมจ่ายครับ ขอเอากลับไปคิดก่อน”
แล้วก็ปฏิเสธที่จะทำไป
พอกลับมาบ้าน คำว่า “โรคไต” ยังอยู่ในหัวตลอดเลย
ยอมรับว่าไม่สบายใจเลย
ถึงเราจะยังไม่ได้ซื้อคอร์ส แต่การถูกบอกว่าเป็นโรคไตมันทำให้คิดอยู่ตลอดว่า
ตกลงเราเป็นจริงหรือเปล่า?
สุดท้ายเลยตัดสินใจไปตรวจซ้ำอีกแห่ง ซึ่งเป็นห้องแล็บที่เราเคยใช้บริการอยู่แล้ว
พอไปถึง เราก็เอาผลตรวจจากที่แรกไปให้เจ้าหน้าที่ของแล็บช่วยดู (ตามภาพ)
พร้อมเล่าให้ฟังว่า
ก่อนหน้านี้ผมไปตรวจอีกที่มา แล้วเขาบอกว่าผมเป็นโรคไต เลยอยากมาตรวจซ้ำให้แน่ใจครับ
เจ้าหน้าที่ของแล็บเลยแนะนำว่า ตรวจฉี่เพิ่ม น่าจะรู้ผลชัดเจนขึ้น ผมเลยตกลงตรวจ
ขั้นตอนการตรวจคือ เจ้าหน้าที่แล็บ จะเอากล่องใส่ฉี่มาให้ เราก็ไปฉี่ใส่กล่องนั้น
พอฉี่เสร็จ เค้าก็บอกว่า กลับไปรอที่บ้านได้เลย จะส่งผลให้ทาง Line
เรานี้แบบ หะ ก่อนนี้ให้รอและคุยตั้งแต่ 11 โมงจนถึงเกือบบ่าย ที่นี้ืทำไมง่ายยังนี้
เราก็โอเค กลับบ้านมารอ
ไม่นานทางแล็บก็ส่งผลมาให้
จากผลตรวจเพิ่มเติมที่ได้รับ
ไม่ได้มีข้อสรุปว่าเราเป็นโรคไตตามที่เราเข้าใจจากครั้งแรก
แต่ยังมีค่าบางอย่างที่ทำให้ต้องกลับมาดูแลสุขภาพและติดตามการทำงานของไตให้จริงจังมากขึ้น
พอมาถึงตรงนี้ กลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีข้อดีเหมือนกัน
ผมต้องขอบคุณเหตุการณ์วันนั้นด้วยซ้ำ เพราะการถูกบอกว่า
“คุณเป็นโรคไต” ทำให้ผมตกใจจริง ๆ และทำให้เริ่มตระหนักว่า
เราถึงวัยที่ต้องดูแลสุขภาพแบบจริงจังแล้ว
แต่สิ่งที่อยากเอาประสบการณ์นี้มาเล่ามากที่สุด คือ
เวลาเราไปตรวจสุขภาพแล้วได้รับข้อมูลที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น
“คุณเป็นโรคนี้”
“ต้องรีบรักษา”
“มีแพ็กเกจนี้ช่วยได้”
“ต้องตัดสินใจวันนี้”
อย่าเพิ่งตกใจจนรีบตัดสินใจซื้ออะไรทันที
โดยเฉพาะเมื่อเป็นค่าใช้จ่ายหลักหมื่นหรือหลักแสน
เรามีสิทธิ์พูดได้เต็มที่ว่า
“ขอคิดก่อนครับ”
“ขอเอาผลไปปรึกษาแพทย์อีกท่านก่อน”
หรือ
“ขอตรวจซ้ำเพื่อยืนยันก่อน”
อย่างกรณีของผม เงินหนึ่งแสนบาทถือว่าเยอะมาก ผมจึงเลือกหยุดก่อน ไม่ตัดสินใจตอนที่กำลังตกใจ และไปตรวจเพิ่มเติมอีกแห่ง
ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้เราได้ข้อมูลเพิ่ม และสามารถตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตัวเองอย่างมีสติมากขึ้น
[CR] รีวิวการตรวจสุขภาพปกติ ที่ทำเอาไม่ปกติ 😅 เพราะถูกบอกว่า “เป็นโรคไต”
ตอนแรกทุกอย่างก็ดูเป็นการตรวจสุขภาพทั่วไปครับ
เริ่มจากการตรวจหลอดเลือด โดยเขาจะนำอุปกรณ์ลักษณะคล้ายเครื่องวัดความดันแบบไร้สายมาติดที่แขนและข้อเท้าทั้ง 2 ข้าง จากนั้นเครื่องก็จะพองลมคล้ายกับตอนวัดความดัน ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ
หลังจากนั้นก็ไปเจาะเลือดตรวจต่อ
พอผลตรวจออกมา ก็มีพนักงานท่านหนึ่งแนะนำตัวว่าเป็น ผู้ช่วยแพทย์ และเป็นคนอธิบายผลตรวจทั้งหมดให้เราฟัง
ตรงนี้แหละครับที่เรื่องเริ่มทำให้เราตกใจ
สิ่งที่เราได้รับแจ้งคือ
“เราเป็นโรคไต”
ตอนนั้นยอมรับเลยว่าช็อกมาก เพราะคำว่า “โรคไต” สำหรับเรามันฟังดูค่อนข้างรุนแรง
ทางเจ้าหน้าที่ก็อธิบายถึงสาเหตุที่อาจทำให้เกิดโรคไต รวมถึงผลกระทบและความอันตรายต่าง ๆ ให้ฟัง
ในใจก็เริ่มคิดว่า
เฮ้ย…เราเป็นได้ยังไง?
เพราะส่วนตัวไม่ได้ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีปัญหาสุขภาพถึงขั้นนี้
จากนั้นได้รับคำอธิบายต่อว่า ตอนนี้ยังอยู่ประมาณ ระยะที่ 2 และยังสามารถดูแลได้
ทางศูนย์จึงแนะนำแนวทางการดูแลด้วยการ ให้วิตามินทางสายน้ำเกลือ ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของเราโดยแพทย์เฉพาะทาง
หลังจากอธิบายรายละเอียดต่าง ๆ ไปสักพัก ก็มาถึงเรื่องค่าใช้จ่าย
แพ็กเกจที่เสนอคือ
20 ครั้ง × ครั้งละ 5,000 บาท
รวมทั้งหมดประมาณ 100,000 บาท
และเป็นการชำระเงินก่อนเริ่มทำ
ตอนนั้นเรารู้สึกว่าจำนวนเงินค่อนข้างสูงมาก จึงบอกตรง ๆ ไปว่า
“หนึ่งแสนบาทผมยังไม่พร้อมจ่ายครับ ขอเอากลับไปคิดก่อน”
แล้วก็ปฏิเสธที่จะทำไป
พอกลับมาบ้าน คำว่า “โรคไต” ยังอยู่ในหัวตลอดเลย
ยอมรับว่าไม่สบายใจเลย
ถึงเราจะยังไม่ได้ซื้อคอร์ส แต่การถูกบอกว่าเป็นโรคไตมันทำให้คิดอยู่ตลอดว่า
ตกลงเราเป็นจริงหรือเปล่า?
สุดท้ายเลยตัดสินใจไปตรวจซ้ำอีกแห่ง ซึ่งเป็นห้องแล็บที่เราเคยใช้บริการอยู่แล้ว
พอไปถึง เราก็เอาผลตรวจจากที่แรกไปให้เจ้าหน้าที่ของแล็บช่วยดู (ตามภาพ)
พร้อมเล่าให้ฟังว่า
ก่อนหน้านี้ผมไปตรวจอีกที่มา แล้วเขาบอกว่าผมเป็นโรคไต เลยอยากมาตรวจซ้ำให้แน่ใจครับ
เจ้าหน้าที่ของแล็บเลยแนะนำว่า ตรวจฉี่เพิ่ม น่าจะรู้ผลชัดเจนขึ้น ผมเลยตกลงตรวจ
ขั้นตอนการตรวจคือ เจ้าหน้าที่แล็บ จะเอากล่องใส่ฉี่มาให้ เราก็ไปฉี่ใส่กล่องนั้น
พอฉี่เสร็จ เค้าก็บอกว่า กลับไปรอที่บ้านได้เลย จะส่งผลให้ทาง Line
เรานี้แบบ หะ ก่อนนี้ให้รอและคุยตั้งแต่ 11 โมงจนถึงเกือบบ่าย ที่นี้ืทำไมง่ายยังนี้
เราก็โอเค กลับบ้านมารอ
ไม่นานทางแล็บก็ส่งผลมาให้
จากผลตรวจเพิ่มเติมที่ได้รับ
ไม่ได้มีข้อสรุปว่าเราเป็นโรคไตตามที่เราเข้าใจจากครั้งแรก
แต่ยังมีค่าบางอย่างที่ทำให้ต้องกลับมาดูแลสุขภาพและติดตามการทำงานของไตให้จริงจังมากขึ้น
พอมาถึงตรงนี้ กลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีข้อดีเหมือนกัน
ผมต้องขอบคุณเหตุการณ์วันนั้นด้วยซ้ำ เพราะการถูกบอกว่า “คุณเป็นโรคไต” ทำให้ผมตกใจจริง ๆ และทำให้เริ่มตระหนักว่า
เราถึงวัยที่ต้องดูแลสุขภาพแบบจริงจังแล้ว
แต่สิ่งที่อยากเอาประสบการณ์นี้มาเล่ามากที่สุด คือ
เวลาเราไปตรวจสุขภาพแล้วได้รับข้อมูลที่ค่อนข้างรุนแรง เช่น
“คุณเป็นโรคนี้”
“ต้องรีบรักษา”
“มีแพ็กเกจนี้ช่วยได้”
“ต้องตัดสินใจวันนี้”
อย่าเพิ่งตกใจจนรีบตัดสินใจซื้ออะไรทันที
โดยเฉพาะเมื่อเป็นค่าใช้จ่ายหลักหมื่นหรือหลักแสน
เรามีสิทธิ์พูดได้เต็มที่ว่า
“ขอคิดก่อนครับ”
“ขอเอาผลไปปรึกษาแพทย์อีกท่านก่อน”
หรือ
“ขอตรวจซ้ำเพื่อยืนยันก่อน”
อย่างกรณีของผม เงินหนึ่งแสนบาทถือว่าเยอะมาก ผมจึงเลือกหยุดก่อน ไม่ตัดสินใจตอนที่กำลังตกใจ และไปตรวจเพิ่มเติมอีกแห่ง
ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้เราได้ข้อมูลเพิ่ม และสามารถตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตัวเองอย่างมีสติมากขึ้น
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้