มีเหตุการณ์มุสลิมข่มขืนหญิงยุโรป และข่าวยุยง
พอดีเจอภาพนี้ จึงต้องการประกาศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการก่อเหตุเพราะหลงผิด
ดังองคุลีมาลถูกหลอกให้ทำชั่ว
ไม่มีคำสอนในศาสนาอิสลามที่อนุญาตให้ข่มขืนผู้อื่น
ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาม
ข้อความในภาพเป็นการพาดหัวข่าวที่บิดเบือนและตัดทอนบริบท (Misleading / Sensationalized)
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาพและประเด็นนี้มีดังนี้:
บุคคลในภาพและที่มาของคลิป: บุคคลในภาพคือ ศ.ดร. ซูอาด ซาเลห์ (Suad Saleh) อดีตคณบดีคณะอิสลามศึกษาหญิง มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ประเทศอียิปต์ คลิปดังกล่าวมาจากรายการโทรทัศน์เมื่อปี 2014 ซึ่งเธอตอบคำถามเรื่องประวัติศาสตร์และหลักการเกี่ยวกับ "ทาสและเชลยศึกในอดีต" (ไม่ใช่เรื่องการใช้ชีวิตทั่วไปในสังคมปัจจุบัน)
สิ่งที่เธอพูดจริง: เธอกล่าวถึงหลักการนิติศาสตร์อิสลามในอดีตว่า ระบบทาสมีมาก่อนอิสลาม และอิสลามได้จำกัดเงื่อนไขให้เหลือเพียงการจับเชลยจาก "สงครามที่ถูกต้องตามกฎหมาย" เท่านั้น โดยผู้บัญชาการสามารถมอบเชลยศึกหญิงให้เป็นกรรมสิทธิ์ และอนุญาตให้มีความสัมพันธ์ได้ตามกรอบสิทธิ์ในอดีต
แต่เธอไม่ได้พูดว่า "มุสลิมสามารถข่มขืนผู้หญิงนอกศาสนาเพื่อสอนบทเรียนได้" การพาดหัวของสื่อต้นทาง (India.com) และข้อความภาษาไทยในภาพถูกเติมแต่งขึ้นมาจนกลายเป็นประโยคบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง
มุมมองของศาสนาอิสลามต่อการข่มขืน: ในหลักนิติศาสตร์อิสลาม การข่มขืนถือเป็นบาปใหญ่และจัดเป็นอาชญากรรมร้ายแรง
เข้าข่ายความผิดฐาน
ฮิรอบะฮ์ (Hirabah) หรือการก่อความไม่สงบ ทำร้าย ปล้นชิงทรัพย์สิน ร่างกาย และเกียรติยศ ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงที่สุดในกฎหมายชารีอะฮ์
เข้าข่ายการผิดประเวณีโดยการบังคับขืนใจ (Zina bil-ikrah)
ซึ่งผู้ถูกกระทำไม่มีความผิดใดๆ และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษทางอาญา
ดังนั้น ข้อความดังกล่าวจึงเป็น
ข้อมูลเท็จที่เกิดจากการตัดต่อและพาดหัวข่าวเพื่อสร้างความเกลียดชัง และไม่มีคำสอนใดในศาสนาอิสลามรองรับการกระทำเช่นนั้น
ไม่มีคำสอนในศาสนาอิสลามที่อนุญาตให้ข่มขืนผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาม
พอดีเจอภาพนี้ จึงต้องการประกาศเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการก่อเหตุเพราะหลงผิด
ดังองคุลีมาลถูกหลอกให้ทำชั่ว
ไม่มีคำสอนในศาสนาอิสลามที่อนุญาตให้ข่มขืนผู้อื่น
ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาม
ข้อความในภาพเป็นการพาดหัวข่าวที่บิดเบือนและตัดทอนบริบท (Misleading / Sensationalized)
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาพและประเด็นนี้มีดังนี้:
บุคคลในภาพและที่มาของคลิป: บุคคลในภาพคือ ศ.ดร. ซูอาด ซาเลห์ (Suad Saleh) อดีตคณบดีคณะอิสลามศึกษาหญิง มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ประเทศอียิปต์ คลิปดังกล่าวมาจากรายการโทรทัศน์เมื่อปี 2014 ซึ่งเธอตอบคำถามเรื่องประวัติศาสตร์และหลักการเกี่ยวกับ "ทาสและเชลยศึกในอดีต" (ไม่ใช่เรื่องการใช้ชีวิตทั่วไปในสังคมปัจจุบัน)
สิ่งที่เธอพูดจริง: เธอกล่าวถึงหลักการนิติศาสตร์อิสลามในอดีตว่า ระบบทาสมีมาก่อนอิสลาม และอิสลามได้จำกัดเงื่อนไขให้เหลือเพียงการจับเชลยจาก "สงครามที่ถูกต้องตามกฎหมาย" เท่านั้น โดยผู้บัญชาการสามารถมอบเชลยศึกหญิงให้เป็นกรรมสิทธิ์ และอนุญาตให้มีความสัมพันธ์ได้ตามกรอบสิทธิ์ในอดีต แต่เธอไม่ได้พูดว่า "มุสลิมสามารถข่มขืนผู้หญิงนอกศาสนาเพื่อสอนบทเรียนได้" การพาดหัวของสื่อต้นทาง (India.com) และข้อความภาษาไทยในภาพถูกเติมแต่งขึ้นมาจนกลายเป็นประโยคบิดเบือนอย่างสิ้นเชิง
มุมมองของศาสนาอิสลามต่อการข่มขืน: ในหลักนิติศาสตร์อิสลาม การข่มขืนถือเป็นบาปใหญ่และจัดเป็นอาชญากรรมร้ายแรง
เข้าข่ายความผิดฐาน ฮิรอบะฮ์ (Hirabah) หรือการก่อความไม่สงบ ทำร้าย ปล้นชิงทรัพย์สิน ร่างกาย และเกียรติยศ ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงที่สุดในกฎหมายชารีอะฮ์
เข้าข่ายการผิดประเวณีโดยการบังคับขืนใจ (Zina bil-ikrah)
ซึ่งผู้ถูกกระทำไม่มีความผิดใดๆ และผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษทางอาญา
ดังนั้น ข้อความดังกล่าวจึงเป็น ข้อมูลเท็จที่เกิดจากการตัดต่อและพาดหัวข่าวเพื่อสร้างความเกลียดชัง และไม่มีคำสอนใดในศาสนาอิสลามรองรับการกระทำเช่นนั้น