== September 5 (2024) ..5 กันยา.. วันก่อการ.. ==



การแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนที่เยอรมันปี 1972 ผ่านไปครึ่งทางของทัวร์นาเม้นต์
ทั่วโลกต่างส่งนักข่าวมาทำข่าวกันมากมาย รวมถึงการถ่ายทอดสดของสถานียักษ์ใหญ่อย่าง ABC ของอเมริกัน
ที่แต่ละคนก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทุกวันแม้จะวุ่นวายแต่สำหรับคนข่าวกีฬามันเป็นเรื่องที่ท้าทายและสนุก
กับมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก



วันที่ 5 กันยายน 1972... มันก็น่าจะเป็นแบบทุกวันที่ผ่านมาในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก..
จนกระทั่งมีคนได้ยินเสียงปืนดังออกมาในบริเวณหมู่บ้านนักกีฬาในส่วนที่พักของนักกีฬาอิสราเอล
และสถานการณ์ทุกอย่างใน 24 ชั่วโมงต่อจากนั้นก็เปลี่ยนแปลงทุกอย่างโดยสิ้นเชิง...



September 5 เป็นภาพยนตร์ดราม่าระทึกขวัญอิงประวัติศาสตร์ ผลงานการกำกับ
อำนวยการสร้างและร่วมเขียนบทโดย Tim Fehlbaum นำแสดงโดยนักแสดงดังมากมาย อาทิ
Peter Sarsgaard, John Magaro, Ben Chaplin และ Leonie Benesch โดยมี Sean Penn ร่วมโปรดิวซ์
บอกเล่าเรื่องราวการก่อการร้ายที่มิวนิกเมื่อปี 1972  ผ่านมุมมองของทีมงานข่าวสำนักข่าวดังอย่าง ABC Sports
ซึ่งได้รายงานเหตุการณ์ดังกล่าวระทึกขวัญนี้ตั้งแต่ต้นจนจบ



กวาดรางวัลได้ในหลายสถาบัน รวมถึงได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม
ในงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 97 และรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประเภทดราม่าในงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 82 ..
ซึ่งแม้ว่าจะพลาดรางวัลทั้งคู่ แต่ก็ได้รับเสียงชื่นชมมากมายจากนักวิจารณ์ทั่วโลก



เป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องการทำงานของคนข่าวในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ความรับผิดชอบต่อหน้าที่
ความต้องการจะนำเสนอในสิ่งต่างๆที่ตัวเองได้รับมา ถ้าเป็นตัวคุณเองในวินาที คุณจะทำอย่างไร..
ทาง ABC สำนักงานใหญ่บอกให้พวกเขาส่งมอบหน้าที่ให้กับทีมข่าวหลักที่อยู่ที่อเมริกา
แต่ทาง ABC Sports มองว่า การที่เหตุการณ์มันอยู่ตรงหน้า ถ้าพวกเขาไม่นำเสนอซะเอง จะเรียกตัวเองว่านักข่าวไปเพื่ออะไร..



สร้างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหมู่บ้านนักกีฬา เมื่อผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ที่ใช้ชื่อว่ากลุ่มกันยาทมิฬ (Black September)
บุกเข้าไปจับเจ้าหน้าที่และนักกีฬาของอิสราเอลจำนวนทั้งสิ้น 11 คนเป็นตัวประกัน
เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลปล่อยตัวนักโทษปาเลสไตน์เพื่อนร่วมชาติของตนจำนวน 234 คนออกจากคุก
และร้องขอเฮลิคอปเตอร์เพื่อให้พวกเขาเดินทางไปยังอียิปต์ต่อไป



กลุ่มทีมข่าว ABC Sports เมื่อรับทราบเรื่องดังกล่าว พวกเขาตัดสินใจทำหน้าที่นำเสนอสิ่งที่ได้รับทราบมาในทันที
ในลักษณะการรายงานสดไปเรื่อยๆ เมื่อมีความคืบหน้าใดๆเพิ่มเติมขึ้นมาก็เล่าต่อในทันที
เรียกได้ว่าทิ้งเรื่องของการแข่งขันในวันนั้นไปหมดเลย อย่างไรก็ตามทุกอย่างมีอุปสรรคทั้งความสับสนของแหล่งข่าว
การควบคุมสื่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจเยอรมัน รวมไปถึงการเห็นแย้งกันเองของทีม ABC



เราจะได้เห็นการทำข่าวโทรทัศน์ของคนในยุค 70 แทบทุกมิติการนำเสนอ ว่าวุ่นวายมากแค่ไหน
รวมทั้งยังมีการเอาฟุตเทจเหตุการณ์จริงมาใช้เล่าเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการเอาภาพของ Jim McKay
ซึ่งรายงานข่าวจริงๆในช่วงเวลานั้นมาใช้ในหนังทำเป็นว่านั่นคือเรื่องราวที่กำลังเกิดแบบสดๆอีกด้วย
รายละเอียดของจิมนะครับ Jim McKay (จิม แมคเคย์) หรือชื่อจริงว่า James Kenneth McManus
คือผู้ประกาศข่าวและนักจัดรายการกีฬาทางโทรทัศน์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก ปัจจุบันจิมเสียชีวิตแล้วในปี 2008



นี่ไม่ใช่หนังที่ดูเพื่อความบันเทิงนะครับเตือนไว้ก่อน ติดเครียดเลยล่ะ บทสนทนาจะเยอะมากๆ
อาจจะดูยากแต่เราจะรู้สึกอินไปได้ไม่ยากกับสถานการณ์ที่กดดัน คับขัน การพยายามหาทางออกของแต่ละคน
ทำให้เราลุ้นตามและเอาใจช่วยขอให้ทุกอย่างนั้นมันผ่านพ้นไปได้ด้วยดี



มีซีนที่ผมชอบมาก มันเป็นการตั้งคำถามที่ดีต่อสื่อมวลชนว่าคุณต้องการอะไรจากสิ่งที่เกิดขึ้น..
“คงไม่มีครอบครัวใดที่อยากจะเห็นคนที่ตัวเองรักถูกประหารแบบออกอากาศสดไปทั่วโลกเช่นนี้
แม้ว่าคุณจะบอกว่านี่คือเรื่องราวที่เราควบคุมไม่ได้ก็ตาม
คุณต้องการอะไรกันแน่ เรตติ้งเหรอ? ถ้ามันเป็นเช่นนั้นคุณอยากให้เรื่องราวเหล่านี้เป็นเรื่องที่จะกล่าวขานถึงการทำงานของพวกคุณต่อไปใช่ไหม
ไม่หรอก ถ้าคุณแพร่ภาพเหล่านั้นต่อไปมันจะไม่ใช่เรื่องราวของพวกคุณ
แต่มันจะกลายเป็นเรื่องราวของพวกเขา นี่ล่ะคือสิ่งที่พวกผู้ก่อการร้ายต้องการ!!”



มันใช่เลย เพราะนอกจากทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว คุณยังต้องมีจรรยาบรรณที่ดี ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม
ในทุกๆคำพูดที่ออกมา ในทุกๆภาพที่คนทางบ้านได้ชม ไม่ใช่ว่าทำยังไงก็ได้ให้ตนเป็นคนที่ออกอากาศเร็วที่สุด
ไวเหนือคนอื่นเขา ยิ่งเหตุการณ์วิกฤตมากแค่ไหนยิ่งดี เพื่อให้คนเปิดช่องมารับชมมากที่สุด คุณคิดแค่นั้นไม่ได้



ในบ้านเราก็เคยมีเคสคล้ายๆกันในลักษณะนี้ และมีบางช่องเลือกที่จะรายงานสดเหตุการณ์ดังกล่าวแบบเกาะติดทุกวินาที
เพียงหวังให้คนได้ตั้งตาชมว่า จะเกิดเรื่องตอนไหน คนร้ายจะทำอะไรบ้าง หรือตำรวจจะจัดการอย่างไรบ้าง
เป็นเวลานานติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่คิดว่าผู้ชมจะรู้สึกยังไง มีเด็กเค้าจะดูบ้างมั้ย
ครอบครัวของคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นจะคิดยังไงบ้าง...



สุดท้ายเมื่อจบเรื่อง ก็ออกมาขอโทษ.. แค่นั้น.. ตัวเองได้ในสิ่งที่ต้องการไปแล้ว
ใครจะเป็นอย่างไรต่อไปไม่สนใจ.. นั่นคือตัวอย่างของสื่อที่น่าประณาม
และผมก็หวังใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์นำเสนอที่หวังแต่ประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คิดถึงส่วนรวมแบบนั้นอีกในอนาคต



สำหรับท่านใดที่ชมเรื่องนี้จบแล้วและต้องการทราบถึงเรื่องราวต่อจากนั้นให้มันเติมเต็มความรู้สึกอย่างเต็มที่
ก็ต้องดูภาพยนตร์เรื่อง Munich หนังของ Steven Spielberg ในปี 2005 ต่อเลยนะครับ
เพราะนั่นคือเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องหลังจากนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นต่อไป แล้วคุณจะเข้าใจทุกอย่างมากขึ้นแน่นอน


=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่