++ คงถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติไปแล้วว่า ในทุก ๆ ปี เราจะมีหนังของ "พี่บ่าวร้อยอาชีพ" อย่างคุณพี่ Jason Statham เข้าฉาย ซึ่งหนังแต่ละเรื่องของพี่แกก็จะเข้าสูตร Ctrl + C ทั้งเนื้อเรื่อง บท และการดำเนินเรื่องก็จะเหมือนกันไปหมด สิ่งที่แตกต่าง คือ อาชีพของพี่แก ที่เดี๋ยวก็เป็นคนเลี้ยงผึ้งบ้าง เป็นคนงานก่อสร้างบ้าง เป็นนักดำน้ำบ้าง หรือไม่ก็เป็นคนขับรถรับจ้างบ้าง แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าพี่แกจะมีอาชีพอะไร ก็ต้องโผล่ออกมาลุยเดี่ยวไล่ล่าฆ่ามัน แม้แต่ฉลามยักษ์ก็ยังต้องเสร็จพี่แก เมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้ว ปี 2026 พี่แกจะพลาดได้อย่างไร หลังปล่อย Shelter (2026) ออกมาเมื่อตอนต้นปี พอมากลาง ๆ ปี Mutiny ก็คือ คำตอบ (จขกท. ได้รีวิวหนังเรื่อง Shelter ไว้ตามลิงค์นี้ครับ ใครอยากอ่านแวะไปดูได้
https://m.pantip.com/topic/43973361)...
++ หนังเล่าเรื่องของ Cole Reed (Jason Statham) อดีตหน่วยรบพิเศษและตำรวจชาวอังกฤษ ที่ตัดสินใจออกจากราชการภายหลังเหตุการณ์ที่พ่อของเขาเสียชีวิตลง เขาได้เข้ามาทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้กับ Tibu Campallo (Ramon Tikaram) นักธุรกิจเจ้าของกิจการเรือเดินสมุทรในประเทศไทย Cole ได้เคยช่วยชีวิต Tibu เอาไว้ เขาจึงรัก Cole เหมือนคนในครอบครัว วันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังขับรถกลับจากงานเลี้ยง รถของทั้งคู่ได้ถูกโจมตี Tibu โดนยิงจนเสียชีวิต ทำให้ Cole เสียใจมาก เขาจึงเริ่มหาเบาะแสคนร้าย จนพบว่าเหตุผลและตัวการสำคัญนั้น อยู่บนเรือชื่อ Artemis ที่กำลังออกจากท่าเรือไป Cole จึงได้แฝงตัวขึ้นไปบนเรือ ที่นั่นเขาได้พบกับ Angie Ellis (Annabelle Wallis) หญิงสาวต้นหนเรือ ที่ต่อมาจะกลายเป็นผู้ช่วยของเขาในการสืบหาความจริง และต่อสู้จัดการกับเหล่าร้าย...
++ ต้องยอมรับว่าหนังของ Jason Statham นั้น มันเป็นหนังสไตล์ copy & paste จริง ๆ คือ มา 10 เรื่อง เนื้อเรื่องก็ประมาณนี้ทั้ง 10 เรื่อง อย่างเรื่องนี้ก็เป็นตำรวจ แต่ว่า FC ที่ชอบดูหนังของฮีคงไม่ได้สนใจอะไรในเนื้อเรื่อง เพราะทุกคนก็คงอยากสนุกตื่นเต้นไปกับซีนบู๊ล้างผลาญของพี่แกมากกว่า ดังนั้น การที่จะดูว่าหนังของ Jason จะโอเคหรือไม่โอเค คงไม่ได้ดูกันที่เนื้อเรื่องแล้ว คงต้องวัดกันที่ซีนแอ็คชั่นมากกว่า...
++ สำหรับ Mutiny หนังความยาวแค่ 95 นาที แต่หนังเริ่มต้นปูเรื่องราวความสัมพันธ์ของ Cole และ Tibu ค่อนข้างนาน ซึ่งจะว่าดีก็ดี เพราะมันจะส่งผลต่อความรู้สึกของคนดูที่จะรับรู้ความผูกพันธ์กันของตัวละคร แต่จะว่าน่าเบื่อก็น่าเบื่อ เพราะอย่างไรหนังมันก็เลือกที่จะนำเสนอออกมาแบบผิวเผินเท่านั้นตามสไตล์หนังแอ็คชั่นล้างผลาญนั่นแหละครับ กว่าหนังจะเข้าสู่ช่วงบู๊แอ็คชั่นจริง ๆ ก็ไปกลาง ๆ เรื่องแล้ว แถมการบู๊ของพี่ ๆ ตัวละครในเรื่องนี้ มันยังเป็นไปแบบติด ๆ ดับ ๆ คือ ลุยกันไปแป๊ปนึง ก็จะมีเรื่องราวอะไรมาคั่น แล้วก็มาลุยกันต่อ แล้วก็โดนคั่นไปอีก ส่วนรูปแบบการต่อสู้ด้วยความที่อยู่บนเรือ พื้นที่มีจำกัด นอกจากการใช้ปืน ก็คงเป็นรูปแบบการต่อสู้ในที่แคบ ๆ ซึ่งก็นับว่าดูแปลกตาดีเหมือนกัน แต่ถ้าถามว่ามันตื่นตาตื่นใจมากกว่าเรื่องอื่น ๆ มั้ย ก็ต้องบอกว่าไม่อ่ะครับ จขกท. ยังยกให้ Beekeeper (2024) เป็นหนังที่ดีที่สุดในระยะหลัง ๆ ของ Jason Statham อยู่ครับ...
++ จุดตายอีกอย่างของหนังเรื่องนี้ คือ พวกบรรดาตัว boss ฝั่งคนร้าย มันช่างตายง่ายตายดายอะไรขนาดนั้น คะแนนพลังติดลบสุด ๆ ไม่ strong ได้เท่าเศษเสี้ยวของพี่ Jason เลย อิอิ ดังนั้น จุดดีของหนังเรื่องนี้ คือ การปูเรื่องให้พี่ Jason แกดูมีที่มาที่ไป ดูมีชีวิตจิตใจมากขึ้นกว่าเรื่องก่อน ๆ แต่ต้องแลกมากับบทแอ็คชั่นที่ไม่สะใจเท่าที่ควร ซึ่งพาร์ทแอ็คชั่นมันถือเป็นหัวใจของหนังพี่แกด้วยสิ อ้อ! เมื่อเรื่องราวพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวพันกับเมืองไทย ก็เลยมีดาราไทยไปร่วมแสดงด้วย ก็คือ คุณเทม เมธี ออกมานิดหน่อยครับ ส่งท้ายใครเป็น FC พี่ Jason Statham ก็เรียนเชิญครับ ตามเก็บภารกิจพี่แกให้ครบครับ อิอิ...
[ รีวิวหนังโรง ] Mutiny (2026)
++ คงถือเป็นธรรมเนียมปฎิบัติไปแล้วว่า ในทุก ๆ ปี เราจะมีหนังของ "พี่บ่าวร้อยอาชีพ" อย่างคุณพี่ Jason Statham เข้าฉาย ซึ่งหนังแต่ละเรื่องของพี่แกก็จะเข้าสูตร Ctrl + C ทั้งเนื้อเรื่อง บท และการดำเนินเรื่องก็จะเหมือนกันไปหมด สิ่งที่แตกต่าง คือ อาชีพของพี่แก ที่เดี๋ยวก็เป็นคนเลี้ยงผึ้งบ้าง เป็นคนงานก่อสร้างบ้าง เป็นนักดำน้ำบ้าง หรือไม่ก็เป็นคนขับรถรับจ้างบ้าง แต่สุดท้ายแล้วไม่ว่าพี่แกจะมีอาชีพอะไร ก็ต้องโผล่ออกมาลุยเดี่ยวไล่ล่าฆ่ามัน แม้แต่ฉลามยักษ์ก็ยังต้องเสร็จพี่แก เมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้ว ปี 2026 พี่แกจะพลาดได้อย่างไร หลังปล่อย Shelter (2026) ออกมาเมื่อตอนต้นปี พอมากลาง ๆ ปี Mutiny ก็คือ คำตอบ (จขกท. ได้รีวิวหนังเรื่อง Shelter ไว้ตามลิงค์นี้ครับ ใครอยากอ่านแวะไปดูได้
https://m.pantip.com/topic/43973361)...
++ หนังเล่าเรื่องของ Cole Reed (Jason Statham) อดีตหน่วยรบพิเศษและตำรวจชาวอังกฤษ ที่ตัดสินใจออกจากราชการภายหลังเหตุการณ์ที่พ่อของเขาเสียชีวิตลง เขาได้เข้ามาทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้กับ Tibu Campallo (Ramon Tikaram) นักธุรกิจเจ้าของกิจการเรือเดินสมุทรในประเทศไทย Cole ได้เคยช่วยชีวิต Tibu เอาไว้ เขาจึงรัก Cole เหมือนคนในครอบครัว วันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังขับรถกลับจากงานเลี้ยง รถของทั้งคู่ได้ถูกโจมตี Tibu โดนยิงจนเสียชีวิต ทำให้ Cole เสียใจมาก เขาจึงเริ่มหาเบาะแสคนร้าย จนพบว่าเหตุผลและตัวการสำคัญนั้น อยู่บนเรือชื่อ Artemis ที่กำลังออกจากท่าเรือไป Cole จึงได้แฝงตัวขึ้นไปบนเรือ ที่นั่นเขาได้พบกับ Angie Ellis (Annabelle Wallis) หญิงสาวต้นหนเรือ ที่ต่อมาจะกลายเป็นผู้ช่วยของเขาในการสืบหาความจริง และต่อสู้จัดการกับเหล่าร้าย...
++ ต้องยอมรับว่าหนังของ Jason Statham นั้น มันเป็นหนังสไตล์ copy & paste จริง ๆ คือ มา 10 เรื่อง เนื้อเรื่องก็ประมาณนี้ทั้ง 10 เรื่อง อย่างเรื่องนี้ก็เป็นตำรวจ แต่ว่า FC ที่ชอบดูหนังของฮีคงไม่ได้สนใจอะไรในเนื้อเรื่อง เพราะทุกคนก็คงอยากสนุกตื่นเต้นไปกับซีนบู๊ล้างผลาญของพี่แกมากกว่า ดังนั้น การที่จะดูว่าหนังของ Jason จะโอเคหรือไม่โอเค คงไม่ได้ดูกันที่เนื้อเรื่องแล้ว คงต้องวัดกันที่ซีนแอ็คชั่นมากกว่า...
++ สำหรับ Mutiny หนังความยาวแค่ 95 นาที แต่หนังเริ่มต้นปูเรื่องราวความสัมพันธ์ของ Cole และ Tibu ค่อนข้างนาน ซึ่งจะว่าดีก็ดี เพราะมันจะส่งผลต่อความรู้สึกของคนดูที่จะรับรู้ความผูกพันธ์กันของตัวละคร แต่จะว่าน่าเบื่อก็น่าเบื่อ เพราะอย่างไรหนังมันก็เลือกที่จะนำเสนอออกมาแบบผิวเผินเท่านั้นตามสไตล์หนังแอ็คชั่นล้างผลาญนั่นแหละครับ กว่าหนังจะเข้าสู่ช่วงบู๊แอ็คชั่นจริง ๆ ก็ไปกลาง ๆ เรื่องแล้ว แถมการบู๊ของพี่ ๆ ตัวละครในเรื่องนี้ มันยังเป็นไปแบบติด ๆ ดับ ๆ คือ ลุยกันไปแป๊ปนึง ก็จะมีเรื่องราวอะไรมาคั่น แล้วก็มาลุยกันต่อ แล้วก็โดนคั่นไปอีก ส่วนรูปแบบการต่อสู้ด้วยความที่อยู่บนเรือ พื้นที่มีจำกัด นอกจากการใช้ปืน ก็คงเป็นรูปแบบการต่อสู้ในที่แคบ ๆ ซึ่งก็นับว่าดูแปลกตาดีเหมือนกัน แต่ถ้าถามว่ามันตื่นตาตื่นใจมากกว่าเรื่องอื่น ๆ มั้ย ก็ต้องบอกว่าไม่อ่ะครับ จขกท. ยังยกให้ Beekeeper (2024) เป็นหนังที่ดีที่สุดในระยะหลัง ๆ ของ Jason Statham อยู่ครับ...
++ จุดตายอีกอย่างของหนังเรื่องนี้ คือ พวกบรรดาตัว boss ฝั่งคนร้าย มันช่างตายง่ายตายดายอะไรขนาดนั้น คะแนนพลังติดลบสุด ๆ ไม่ strong ได้เท่าเศษเสี้ยวของพี่ Jason เลย อิอิ ดังนั้น จุดดีของหนังเรื่องนี้ คือ การปูเรื่องให้พี่ Jason แกดูมีที่มาที่ไป ดูมีชีวิตจิตใจมากขึ้นกว่าเรื่องก่อน ๆ แต่ต้องแลกมากับบทแอ็คชั่นที่ไม่สะใจเท่าที่ควร ซึ่งพาร์ทแอ็คชั่นมันถือเป็นหัวใจของหนังพี่แกด้วยสิ อ้อ! เมื่อเรื่องราวพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวพันกับเมืองไทย ก็เลยมีดาราไทยไปร่วมแสดงด้วย ก็คือ คุณเทม เมธี ออกมานิดหน่อยครับ ส่งท้ายใครเป็น FC พี่ Jason Statham ก็เรียนเชิญครับ ตามเก็บภารกิจพี่แกให้ครบครับ อิอิ...