พาราเซตามอล กินบ่อยแค่ไหนถึงควรระวัง?




พาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) เป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือน

นอกจากยาที่มีพาราเซตามอลเป็นตัวยาเดี่ยวแล้ว พาราเซตามอลยังเป็นส่วนประกอบของยาอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดบางสูตร จึง มีโอกาสได้รับตัวยาซ้ำจากยาหลายชนิดโดยไม่รู้ตัว

✴️การได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดไม่ได้เกิดจากการกินยาจำนวนมากในครั้งเดียวเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน

⚠️ 4 พฤติกรรมกินยาพารา เสี่ยงทำร้ายตับ ได้แก่

1. กินยาถี่กว่าที่กำหนด
เมื่อไข้หรืออาการปวดยังไม่ดีขึ้น บางคนอาจกินยาซ้ำเร็วกว่าที่ควร ทำให้ปริมาณยาที่ได้รับสะสมในแต่ละวันสูงเกินไป โดยทั่วไปควรเว้นระยะการรับประทานพาราเซตามอลอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์

2. กินหลายเม็ดโดยไม่ดูปริมาณตัวยา
พาราเซตามอลมีหลายขนาด การนับเพียงจำนวนเม็ดโดยไม่ตรวจว่าหนึ่งเม็ดมีตัวยากี่มิลลิกรัม อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดได้ จึงควรตรวจขนาดของยาและคำนวณปริมาณพาราเซตามอลรวมที่ได้รับในแต่ละวัน

3. กินยาหลายชนิดที่มีพาราเซตามอลซ้ำกัน
ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ หรือยาแก้ปวดบางชนิดมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ หากรับประทานร่วมกับพาราเซตามอลชนิดเดี่ยว อาจได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ จึงควรตรวจ “ตัวยาสำคัญ” หรือ Active Ingredient บนฉลากก่อนใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน

4. เพิ่มขนาดยาเองเมื่ออาการไม่ดีขึ้น
หากมีไข้หรืออาการปวดต่อเนื่อง ไม่ควรเพิ่มจำนวนเม็ดหรือความถี่ในการรับประทานยาด้วยตนเอง เพราะการเพิ่มขนาดยาไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างปลอดภัย หากอาการไม่ดีขึ้นหรือจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและประเมินการรักษาที่เหมาะสม

📍ขนาดพาราเซตามอลที่เหมาะสมควรพิจารณาจากน้ำหนักตัว อายุ และภาวะสุขภาพของแต่ละคน ไม่ควรดูเพียงจำนวนเม็ดที่กิน

สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป มักใช้ขนาด 500 - 1,000 มิลลิกรัมต่อครั้ง ทุก 4 - 6 ชั่วโมง ตามความจำเป็น โดยปริมาณรวมจากยาทุกชนิดที่มีพาราฯ เป็นส่วนประกอบ ไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมใน 24 ชั่วโมง



🚨กินยาพาราเกินขนาด ทำให้ตับวายได้อย่างไร?

เมื่อร่างกายได้รับยาเกินขนาดจนเซลล์ตับเสียหายอย่างรุนแรง ตับอาจสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่สำคัญ และพัฒนาไปสู่ ตับวายเฉียบพลัน ได้
เมื่อตับทำงานลดลง ร่างกายจะกำจัดสารพิษและสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดได้ไม่ดีเท่าปกติ ผู้ป่วยอาจมีตัวเหลือง ตาเหลือง เลือดออกง่าย สับสน หรือซึม และในรายที่รุนแรงอาจมีอวัยวะอื่นทำงานผิดปกติร่วมด้วย

🚫 อาการมักไม่แสดงทันทีหลังได้รับยาเกินขนาด ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่มีอาการใด ๆ เลย ขณะที่เซลล์ตับกำลังถูกทำลายอยู่เบื้องหลัง อาการตับวายชัดเจน เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง มักปรากฏช้ากว่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนไปพบแพทย์

กินยาพาราอย่างไรให้ปลอดภัยต่อตับ? การใช้พาราเซตามอลอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาดได้
▫️อ่านฉลากและตรวจปริมาณตัวยาก่อนใช้ทุกครั้ง
▫️เว้นระยะการรับประทานยาตามคำแนะนำ ไม่เพิ่มขนาดหรือความถี่ด้วยตนเอง
▫️นับปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิดที่ใช้ภายใน 24 ชั่วโมง
▫️ตรวจส่วนประกอบของยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดสูตรผสม เพื่อป้องกันการได้รับตัวยาซ้ำ
▫️ให้พาราเซตามอลแก่เด็กตามน้ำหนักตัวและความเข้มข้นของยา โดยใช้อุปกรณ์ตวงยาที่เหมาะสม
▫️หากมีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีภาวะขาดสารอาหาร หรือต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

หากสงสัยว่าได้รับพาราเซตามอลเกินขนาด ไม่ว่าจะจากการรับประทานครั้งเดียวในปริมาณมาก, ได้รับยาเกินขนาดซ้ำ ๆ หลายครั้งหรือกินซ้ำจากยาหลายชนิด ควรไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ เนื่องจากพิษจากพาราเซตามอลในระยะแรกมักยังไม่แสดงอาการชัดเจน

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ผู้ที่เคยได้รับพาราฯ เกินขนาด หรือมีอาการที่อาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของตับ เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้อาเจียนมาก ปวดหรือกดเจ็บบริเวณท้องด้านขวาบน รวมถึงผู้ที่มีผลตรวจเอนไซม์ตับผิดปกติหรือมีโรคตับอยู่เดิม ควรพบแพทย์เพื่อประเมินหาสาเหตุและความรุนแรงของภาวะที่เกิดขึ้น

ศูนย์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ แพทย์จะพิจารณาประวัติการใช้ยาและอาหารเสริม อาการ ผลตรวจเลือด รวมถึงการตรวจเพิ่มเติมตามข้อบ่งชี้ เพื่อแยกภาวะตับบาดเจ็บจากยาออกจากสาเหตุอื่น และวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่