หาโอกาสในวิกฤติ | หาความสงบในความวุ่นวาย

หาโอกาสในวิกฤติ | หาความสงบในความวุ่นวาย
…..
ในเรื่องของการลงทุน ผมมักพยายามมองหา “โอกาส” ที่ซ่อนอยู่ในช่วงเวลาวิกฤติเสมอ เพราะเชื่อว่าทุกครั้งที่ตลาดเต็มไปด้วยความกลัว ราคาของสินทรัพย์หลายอย่างอาจถูกขายลงมาจนต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง นักลงทุนที่ยังมีสติ มีเงินสด และกล้าตัดสินใจในวันที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้า อาจได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต
.
แนวคิดนี้ไม่ได้ผิดเสียทีเดียวครับ เพราะในอดีต วิกฤติหลายครั้งได้สร้างโอกาสครั้งใหญ่ให้กับนักลงทุนจริง ๆ
.
แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ แม้เราจะรู้ว่าวิกฤติอาจนำมาซึ่งโอกาส เราก็ไม่ควรคิดว่าเราสามารถคาดการณ์ทุกอย่างได้ถูกต้อง เพราะโลกของการลงทุนเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย และหลายครั้งสิ่งที่เราเคยมั่นใจที่สุด กลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายให้เรามากที่สุดเช่นกัน
.
ผมเองเคยคิดว่าตัวเองผ่านประสบการณ์มามากพอสมควร น่าจะมองเห็นความเสี่ยงและควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้นแล้ว แต่ในความเป็นจริง เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก บางครั้งมันเกิดขึ้นในรูปแบบเดิม แต่บางครั้งก็มาในรูปแบบใหม่ที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน
.
เมื่อเจอเหตุการณ์เหล่านี้บ่อยเข้า ผมจึงค่อย ๆ ตกผลึกว่า สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การพยายามทำนายอนาคตให้แม่นยำที่สุด แต่อาจเป็นการยอมรับตั้งแต่ต้นว่า เราไม่มีทางรู้อนาคตได้อย่างแน่นอน
.
ราคาที่คิดว่าต่ำ อาจลงไปได้ต่ำกว่านั้นอีกมาก
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของผมคือการลงทุนในหุ้นเดินเรือ
.
ผมเริ่มซื้อไม้แรกที่ราคาประมาณ 8 บาท ตอนนั้นผมประเมินสถานการณ์และคิดเอาเองว่า หากราคาหุ้นจะปรับตัวลงจริง ๆ จุดต่ำสุดที่เลวร้ายมาก ๆ ก็น่าจะอยู่บริเวณ 4 บาท เพราะนั่นหมายความว่าราคาลดลงมาจากจุดที่ผมซื้อถึง 50% แล้ว
.
ในความรู้สึกของนักลงทุน การเห็นหุ้นลดลงครึ่งหนึ่งถือว่ารุนแรงมากนะครับ ผมจึงคิดว่าราคาประมาณนั้นน่าจะสะท้อนข่าวร้ายไปเกือบหมดแล้ว และอาจเป็นโอกาสสำหรับการซื้อเพิ่มด้วยซ้ำ
.
แต่ในที่สุด หุ้นตัวนั้นกลับลงไปต่ำสุดถึงประมาณ 1.80 บาท
.
จากราคา 8 บาทลงมาเหลือ 1.80 บาท ไม่ใช่เพียงการปรับฐานธรรมดา แต่เป็นการลดลงที่รุนแรงจนสามารถสั่นคลอนทั้งพอร์ต ความมั่นใจ และสภาพจิตใจของคนลงทุนได้เลยทีเดียว
.
สิ่งที่ผมเคยคิดว่า “ไม่น่าจะเกิดขึ้น” กลับเกิดขึ้นจริง
.
เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ราคาหุ้นไม่ได้มีหน้าที่เคลื่อนไหวตามเหตุผลของเรา ตลาดไม่รู้ว่าเราซื้อหุ้นมาต้นทุนเท่าไร และไม่ได้สนใจว่าเราจะขาดทุนมากแค่ไหน ต่อให้หุ้นลงมาแล้ว 50% ก็ไม่ได้แปลว่าจะลงต่อไม่ได้ เพราะจากราคาที่ลดลงครึ่งหนึ่งแล้ว หุ้นยังสามารถลดลงอีกครึ่งหนึ่งได้เสมอ
.
สิ่งที่ดูเหมือนถูกมากแล้ว จึงอาจถูกลงไปได้อีก
.
และสิ่งที่เราคิดว่าเป็นจุดต่ำสุด อาจเป็นเพียงจุดพักระหว่างทางเท่านั้น
.
การคาดการณ์ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย
มนุษย์เราไม่ชอบความไม่แน่นอนครับ เราจึงพยายามหาคำอธิบายให้กับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อดอกเบี้ยลด เราก็คาดว่าหุ้นจะขึ้น เมื่อเศรษฐกิจฟื้น เราก็คาดว่ากำไรบริษัทจะดี เมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้น เราก็คาดว่าหุ้นในอุตสาหกรรมนั้นจะได้รับประโยชน์ หรือเมื่อหุ้นลงมามาก เราก็คิดว่ามันน่าจะใกล้ถึงจุดต่ำสุดแล้ว
.
เรามักจะคิดว่า เมื่อเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น จะต้องนำไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งอย่างแน่นอน
.
แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้เดินเป็นเส้นตรงแบบนั้น
.
ดอกเบี้ยอาจลดเพราะเศรษฐกิจกำลังแย่กว่าที่ตลาดคาด เศรษฐกิจที่ดูเหมือนกำลังฟื้นอาจถูกกระทบจากสงคราม ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นอาจมาพร้อมต้นทุนที่สูงกว่าเดิม และหุ้นที่ลงมามากแล้วอาจกำลังสะท้อนปัญหาที่เรายังมองไม่เห็น
.
การคาดการณ์จึงไม่ได้อันตรายเพราะเราคิดผิดเพียงอย่างเดียว แต่มันอันตรายเพราะบางครั้งเรามั่นใจในสิ่งที่คิดมากเกินไป เมื่อมั่นใจมาก เราก็กล้าลงเงินมาก เมื่อผิดทาง ความเสียหายจึงรุนแรงตามไปด้วย
.
ผมเองตกเป็นเหยื่อของการคาดการณ์อนาคตมาหลายครั้ง ทั้งที่รู้ว่ามันอันตราย ผมก็ยังเผลอคิดอยู่เสมอว่า “ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนั้นจะต้องตามมาแน่นอน”
.
หลายครั้งผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามที่คิด และบางครั้งก็ผิดแบบไม่น่าให้อภัย ถึงขั้นสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับชีวิตการลงทุนของผม
.
ยอมรับว่าไม่รู้ อาจปลอดภัยกว่าคิดว่ารู้
.
เมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง ผมเริ่มค้นพบว่า การไม่พยายามคาดการณ์ทุกอย่าง อาจดีกว่าการคิดว่าเรารู้ดีแล้วนำเงินไปลงทุนบนความมั่นใจที่ผิด ๆ
.
คำว่า “ไม่คาดการณ์” ในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเลิกวิเคราะห์ เลิกศึกษาธุรกิจ หรือซื้อหุ้นโดยไม่สนใจอะไรเลยนะครับ นักลงทุนยังจำเป็นต้องศึกษารายได้ กำไร กระแสเงินสด หนี้สิน ความสามารถในการแข่งขัน คุณภาพของผู้บริหาร และราคาที่เรากำลังจ่าย
.
แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ เราต้องเว้นพื้นที่เอาไว้สำหรับสิ่งที่เราไม่รู้ด้วย
ต่อให้ศึกษามาดีเพียงใด เราก็อาจผิดได้ บริษัทที่ดูแข็งแรงอาจพบปัญหาที่ไม่คาดคิด อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอาจมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามา และเศรษฐกิจที่กำลังดีอาจถูกเหตุการณ์ระดับโลกเปลี่ยนทิศทางได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน
.
เมื่อยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ทุกอย่าง เราจะเริ่มลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น
.
เราจะไม่ทุ่มเงินทั้งหมดเพียงเพราะมั่นใจในหุ้นตัวเดียว ไม่ใช้หนี้สินจนเกินกำลัง ไม่ซื้อหุ้นโดยคิดว่าราคาจะต้องเด้งกลับ และไม่ฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับสถานการณ์เพียงรูปแบบเดียว
.
เราอาจเลือกทยอยซื้อ กระจายความเสี่ยง เก็บเงินสดสำรอง และเตรียมแผนรับมือกรณีที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาด
.
เพราะหน้าที่ของนักลงทุนไม่ใช่การรู้อนาคต แต่คือการสร้างพอร์ตที่สามารถอยู่รอดได้ในอนาคตหลายรูปแบบ
.
เปลี่ยนจากการทายอนาคต มาเป็นการสะสมสิ่งที่ดี
หลังจากผ่านประสบการณ์เหล่านั้น ผมจึงค่อย ๆ เปลี่ยนแนวทางมาสู่การลงทุนระยะยาวอย่างสม่ำเสมอมากขึ้น
ผมไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องซื้อหุ้นตรงจุดต่ำสุด หรือขายให้ได้ตรงจุดสูงสุด เพราะผมรู้แล้วว่าการทำเช่นนั้นอย่างต่อเนื่องแทบเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ผมพยายามทำคือมองหากิจการที่ดี มีฐานะการเงินเหมาะสม สร้างกระแสเงินสดได้จริง และมีความสามารถจ่ายปันผลอย่างยั่งยืน จากนั้นจึงรอซื้อในราคาที่สมเหตุสมผล
.
หากกิจการยังดี ผมก็ทยอยลงทุนไปเรื่อย ๆ
.
เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่ราคาหุ้นต้องขึ้นทันที แต่อยู่ที่จำนวนหุ้นของกิจการดี ๆ ในพอร์ตเพิ่มขึ้นทุกปี กระแสเงินสดจากเงินปันผลค่อย ๆ เติบโต และพอร์ตมีความแข็งแรงมากพอที่จะผ่านความผันผวนไปได้
.
การลงทุนแบบนี้อาจไม่ตื่นเต้น ไม่ได้ทำให้เรารวยเร็ว และไม่มีเรื่องราวหวือหวาให้เล่าทุกวัน แต่ทำให้ผมรู้สึกสงบขึ้นมาก เพราะไม่จำเป็นต้องเฝ้าคาดเดาว่าพรุ่งนี้ตลาดจะขึ้นหรือลง
.
เพียงแค่ถามตัวเองเป็นระยะว่า ธุรกิจที่เราถืออยู่ยังดีหรือไม่ ฐานะการเงินยังแข็งแรงหรือเปล่า กำไรและเงินปันผลยังมีโอกาสเติบโตไหม และราคาปัจจุบันเหมาะสมกับความเสี่ยงหรือไม่
.
ถ้าคำตอบยังดี เราก็ถือครองต่อไปอย่างอดทน
.
เมื่อชีวิตสงบ แต่ใจกลับวุ่นวาย
.
หลายปีที่ผ่านมา หลังจากที่ผมมีอิสรภาพทางการเงินและลาออกจากงานประจำมาเป็นนักลงทุนเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่ผมได้รับแทบจะทันทีคือ “ความสงบ”
.
ผมไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อรีบเดินทางไปทำงาน ไม่ต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง ไม่ต้องเผชิญความคาดหวังของคนจำนวนมาก และไม่ต้องใช้ชีวิตตามตารางเวลาที่คนอื่นกำหนด
ความสับสนวุ่นวายในสังคมการทำงานค่อย ๆ หายไปจากชีวิต
.
สำหรับผม สิ่งนี้เหมือนของขวัญชิ้นใหญ่ เพราะการมีเวลาเป็นของตัวเองและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ คือความฝันที่ผมพยายามสร้างมาตลอดหลายสิบปี
.
แต่เมื่อได้สิ่งนั้นมาจริง ๆ ผมกลับค้นพบเรื่องที่น่าประหลาดใจ
.
แม้ชีวิตภายนอกจะสงบลง แต่ใจลึก ๆ ของผมกลับไม่ได้สงบตามไปด้วย
.
เมื่อไม่มีงานประจำ ไม่มีตำแหน่งหน้าที่ และไม่มีภารกิจที่ต้องทำตามคำสั่งของใคร ผมกลับเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า หลังจากนี้จะใช้ชีวิตเพื่ออะไร เราควรทำอะไรต่อ และชีวิตของเรายังมีความหมายมากพอหรือไม่
.
จากเดิมที่เคยคิดว่า หากมีอิสรภาพทางการเงิน ทุกอย่างจะสมบูรณ์ ความจริงกลับกลายเป็นว่า อิสรภาพทางการเงินแก้ปัญหาได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
.
มันช่วยให้เราไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายมากเกินไป ช่วยให้เรามีเวลามากขึ้น และเปิดโอกาสให้เราเลือกเส้นทางชีวิตได้เอง แต่เงินไม่สามารถบอกเราได้ว่า เราควรใช้เวลาที่มีอยู่อย่างไร
.
เมื่อความวุ่นวายภายนอกหายไป เสียงภายในใจก็ยิ่งดังชัดขึ้น
.
ผมเริ่มรู้สึกอยากกลับไปทำอะไรบางอย่าง อยากสร้างผลงาน อยากพิสูจน์ตัวเอง และอยากให้ชีวิตมีความหมายมากกว่าการนั่งดูราคาหุ้นขึ้นลง ความว้าวุ่นใจนี้ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ก่อนจะรุนแรงเหมือนพายุที่พัดอยู่ภายในใจทุกวัน
.
ความวุ่นวายไม่ได้อยู่ที่สถานที่
.
ในที่สุด ผมเริ่มเข้าใจว่า ความวุ่นวายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในสำนักงาน ไม่ได้อยู่ที่บ้าน และไม่ได้อยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน
.
มันอยู่ในใจของเรานี่เอง
.
ถ้าใจยังเปรียบเทียบ ยังอยากเอาชนะ ยังกลัวว่าจะไม่สำเร็จ หรือรู้สึกว่าตัวเองต้องทำอะไรให้มากกว่าคนอื่น ต่อให้นั่งอยู่ในบ้านที่เงียบที่สุด ใจก็ยังสามารถส่งเสียงดังได้ตลอดเวลา
.
ในทางกลับกัน หากใจวางลงได้ ต่อให้อยู่ท่ามกลางปัญหา ความเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอน เราก็อาจพบพื้นที่เล็ก ๆ ของความสงบได้เช่นกัน
.
ผมจึงเริ่มฝึกให้ตัวเองอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น
.
ผมเริ่มจิบกาแฟยามเช้าโดยไม่รีบคิดถึงราคาหุ้น ไม่เปิดหน้าจอเพื่อค้นหาข่าวทันที และไม่จำเป็นต้องวางแผนทุกนาทีว่าจะทำอะไรต่อไป ผมพยายามนั่งมองสิ่งรอบตัว รับรู้ถึงลมหายใจ และยอมให้บางช่วงของชีวิตว่างเปล่าโดยไม่ต้องรีบเติมอะไรลงไป
.
สิ่งที่หลายคนเรียกว่า “ความเบื่อ” อาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้เราได้กลับมาเจอตัวเอง
.
เมื่อชีวิตช้าลง เราจะเริ่มมองเห็นสิ่งเล็ก ๆ ที่เคยมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติของกาแฟ อากาศในตอนเช้า เสียงของคนในครอบครัว หรือความสุขธรรมดาจากการมีเวลาทำสิ่งที่เรารัก
.
ผมเริ่มเข้าใจว่า ความสุขที่แท้จริงอาจไม่ได้เกิดจากการมีสิ่งใหม่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา แต่อาจเกิดจากการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว
.
อิสรภาพที่แท้จริงอาจเป็นการไม่ต้องไล่ตาม
.
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่อยากประสบความสำเร็จ อยากมีเงินมากพอ และอยากมีอิสรภาพทางการเงิน ผมเคยคิดว่าเมื่อไปถึงจุดนั้น ชีวิตคงไม่มีอะไรต้องกังวลอีกแล้ว
.
แต่เมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่