การประเมินบทบาทของสื่อค่ายหนึ่ง ในการเกาะติดคดีแตงโม สามารถมองได้จากสองมุมมองหลักในทางสังคมและสื่อสารมวลชน:
1. มุมมองเชิงวิพากษ์: สอดคล้องกับกลยุทธ์ตอกย้ำความเชื่อ (Repetition & Narrative Building)
- การตรึงกระแสและดึงความสนใจ: การหยิบยกประเด็น ข้อสงสัย หรือหลักฐานใหม่ๆ ขึ้นมาพูดซ้ำอย่างต่อเนื่อง ช่วยรักษาความสนใจของกลุ่มผู้ฟัง (FC)
และสร้างยอดรับชม (Engagement) ให้กับช่องทางสื่อ
- กลไกทางจิตวิทยา (Illusory Truth Effect): เมื่อมีการตั้งสมมติฐานเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา เช่น มีขบวนการฆาตกรรม มีการปกปิด หรือมีผู้มีอิทธิพลเข้ามาพัวพัน แม้จะยังไม่มีพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์หรือคำพิพากษาของศาลมารองรับ
ผู้รับสารที่ติดตามสื่อเพียงด้านเดียวอย่างต่อเนื่องก็มีแนวโน้มจะรับเอาสมมติฐานนั้นไปเป็น "ความจริง" โดยไม่รู้ตัว
- การตอบสนองอคติการยืนยัน (Confirmation Bias): กลุ่มผู้ติดตามที่เชื่อตั้งแต่ต้นว่ากระบวนการยุติธรรมของรัฐมีปัญหาหรือมีการช่วยเหลือกัน
มักพร้อมจะเชื่อเรื่องเล่าแนวทฤษฎีสมคบคิด การป้อนเนื้อหาเหล่านี้ซ้ำๆ จึงยิ่งตอกย้ำให้ความเชื่อนั้นฝังแน่นขึ้น
2. มุมมองจากฝ่ายผู้จัดรายการและผู้สนับสนุน: การทำหน้าที่ตรวจสอบและค้นหาความจริง
- ความไม่ไว้วางใจในการทำงานของรัฐ: ผู้ดำเนินรายการ
มักอ้างว่าการเกาะติดประเด็นนี้ไม่ได้มีเจตนาสร้างเรื่องเท็จ แต่ทำไปเพื่อ "ทวงความยุติธรรม" ให้แก่ผู้เสียชีวิต เนื่องจากมองว่าการทำงานของพนักงานสอบสวนในช่วงเริ่มต้นมีจุดบกพร่องและข้อพิรุธหลายประการ
- การนำเสนอสมมติฐานทางนิติวิทยาศาสตร์: หลายครั้งเนื้อหาที่นำมาพูดจะอ้างอิงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ คุณหญิงพรทิพย์ หรือทีมกฎหมาย เช่น บาดแผลบนร่างกาย ร่องรอย GPS เรือ หรือทิศทางการตกน้ำ ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นการตั้งคำถามเชิงวิชาการที่กระบวนการสอบสวนหลักอาจมองข้าม
- บทบาทสื่อมวลชนเชิงสืบสวน (Investigative Journalism): ฝ่ายผู้จัดมองว่าการไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปคือหน้าที่ของสื่อมวลชน เพื่อกดดันไม่ให้คดีที่มีเงื่อนงำถูกปิดไปอย่างง่ายดาย
ข้อสรุปในแง่ผลลัพธ์ ไม่ว่าเจตนาที่แท้จริงของผู้ผลิตสื่อจะเป็นการ
"ตั้งใจปั่นกระแสซ้ำๆ เพื่อล้างสมอง" หรือเป็นความเชื่อมั่นว่าตนกำลัง
"ช่วยตรวจสอบเพื่อความยุติธรรม" ก็ตาม ในทางพฤติกรรมการสื่อสาร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ฟังย่อมตรงกับหลักการ
Repeat a lie (or unproven theory) often enough and it becomes the truth กล่าวคือ การตอกย้ำสมมติฐานเรื่อง "ฆาตกรรมโดยผู้มีอิทธิพล" อย่างต่อเนื่อง ไ
ด้กลายเป็นข้อเท็จจริงที่ฝังแน่นในใจของกลุ่มผู้ติดตามไปแล้ว แม้ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีและคำพิพากษาของศาลจะสรุปว่าเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทก็ตาม
ทำไมสื่อค่ายหนึ่งถึงเล่นข่าวคดีแตงโมไม่หยุดซักที?
1. มุมมองเชิงวิพากษ์: สอดคล้องกับกลยุทธ์ตอกย้ำความเชื่อ (Repetition & Narrative Building)
- การตรึงกระแสและดึงความสนใจ: การหยิบยกประเด็น ข้อสงสัย หรือหลักฐานใหม่ๆ ขึ้นมาพูดซ้ำอย่างต่อเนื่อง ช่วยรักษาความสนใจของกลุ่มผู้ฟัง (FC) และสร้างยอดรับชม (Engagement) ให้กับช่องทางสื่อ
- กลไกทางจิตวิทยา (Illusory Truth Effect): เมื่อมีการตั้งสมมติฐานเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา เช่น มีขบวนการฆาตกรรม มีการปกปิด หรือมีผู้มีอิทธิพลเข้ามาพัวพัน แม้จะยังไม่มีพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์หรือคำพิพากษาของศาลมารองรับ ผู้รับสารที่ติดตามสื่อเพียงด้านเดียวอย่างต่อเนื่องก็มีแนวโน้มจะรับเอาสมมติฐานนั้นไปเป็น "ความจริง" โดยไม่รู้ตัว
- การตอบสนองอคติการยืนยัน (Confirmation Bias): กลุ่มผู้ติดตามที่เชื่อตั้งแต่ต้นว่ากระบวนการยุติธรรมของรัฐมีปัญหาหรือมีการช่วยเหลือกัน มักพร้อมจะเชื่อเรื่องเล่าแนวทฤษฎีสมคบคิด การป้อนเนื้อหาเหล่านี้ซ้ำๆ จึงยิ่งตอกย้ำให้ความเชื่อนั้นฝังแน่นขึ้น
2. มุมมองจากฝ่ายผู้จัดรายการและผู้สนับสนุน: การทำหน้าที่ตรวจสอบและค้นหาความจริง
- ความไม่ไว้วางใจในการทำงานของรัฐ: ผู้ดำเนินรายการมักอ้างว่าการเกาะติดประเด็นนี้ไม่ได้มีเจตนาสร้างเรื่องเท็จ แต่ทำไปเพื่อ "ทวงความยุติธรรม" ให้แก่ผู้เสียชีวิต เนื่องจากมองว่าการทำงานของพนักงานสอบสวนในช่วงเริ่มต้นมีจุดบกพร่องและข้อพิรุธหลายประการ
- การนำเสนอสมมติฐานทางนิติวิทยาศาสตร์: หลายครั้งเนื้อหาที่นำมาพูดจะอ้างอิงข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ คุณหญิงพรทิพย์ หรือทีมกฎหมาย เช่น บาดแผลบนร่างกาย ร่องรอย GPS เรือ หรือทิศทางการตกน้ำ ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นการตั้งคำถามเชิงวิชาการที่กระบวนการสอบสวนหลักอาจมองข้าม
- บทบาทสื่อมวลชนเชิงสืบสวน (Investigative Journalism): ฝ่ายผู้จัดมองว่าการไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปคือหน้าที่ของสื่อมวลชน เพื่อกดดันไม่ให้คดีที่มีเงื่อนงำถูกปิดไปอย่างง่ายดาย
ข้อสรุปในแง่ผลลัพธ์ ไม่ว่าเจตนาที่แท้จริงของผู้ผลิตสื่อจะเป็นการ "ตั้งใจปั่นกระแสซ้ำๆ เพื่อล้างสมอง" หรือเป็นความเชื่อมั่นว่าตนกำลัง "ช่วยตรวจสอบเพื่อความยุติธรรม" ก็ตาม ในทางพฤติกรรมการสื่อสาร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ฟังย่อมตรงกับหลักการ Repeat a lie (or unproven theory) often enough and it becomes the truth กล่าวคือ การตอกย้ำสมมติฐานเรื่อง "ฆาตกรรมโดยผู้มีอิทธิพล" อย่างต่อเนื่อง ได้กลายเป็นข้อเท็จจริงที่ฝังแน่นในใจของกลุ่มผู้ติดตามไปแล้ว แม้ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีและคำพิพากษาของศาลจะสรุปว่าเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทก็ตาม