สรุปมาให้แล้ว! เงินเดือนเท่าไรต้องเสียภาษีเงินได้ ลดหย่อนยังไงให้คุ้มที่สุด?

หลายคนตั้งข้อสงสัยว่า “เงินเดือนเท่าไรจึงจะเสียภาษี?” ยิ่งน้อง ๆ จบใหม่เพิ่งเริ่มทำงานก็อาจจะมีความสับสนว่าเรทเงินเดือนที่เราได้รับนั้นต้องจ่ายภาษีหรือไม่? วันนี้ Finnomena Funds จึงทำสรุปมาให้แล้วว่าเงินเดือนเท่าไรจึงจะต้องจ่ายภาษี และต้องจ่ายภาษีเท่าไรกันบ้าง พร้อมนำทริคลดหย่อนภาษีแบบคุ้ม ๆ มาฝากกันด้วย

สิ่งที่ต้องทราบก่อนคือ คนไทยที่มีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 120,000 บาท หรือเดือนละ 10,000 บาท มีหน้าที่ต้องทำการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยยื่นแบบแสดงรายการปีละครั้ง ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป สามารถยื่นภาษีได้ทั้งช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากรหรือแอปพลิเคชัน RD Smart Tax หรือจะยื่นภาษีด้วยตัวเองที่กรมสรรพากรหรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาก็ได้เช่นกัน
ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษี รายได้เท่านี้เสียภาษีเท่าไหร่?
เกณฑ์เงินได้พึงประเมินขั้นต่ำที่ผู้มีเงินได้ “ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี” แบ่งเป็นสำหรับคนโสดและคนที่สมรสแล้ว


เงินเดือนเท่าไรต้องเสียภาษีเงินได้?



ในตารางเป็นการคำนวณภาษีเงินได้จากสมมติฐาน ดังนี้
มีรายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว โดยคำนวณเฉพาะเงินเดือนเท่านั้น ไม่นับรวมโบนัส หรือเงินพิเศษอื่น ๆ
เงินได้สุทธิคำนวณจากเงินได้ที่หักค่าใช้จ่าย 50% ของรายได้รวมทั้งปี (ไม่เกิน 100,000 บาท) และค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
ไม่ได้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอื่น ๆ เพิ่มเติม และไม่ได้หักค่าลดหย่อนประกันสังคมที่อาจจะจ่ายไม่เท่ากันในแต่ละปี
 

หลักการคำนวณภาษี แบบสรุปสั้น ๆ คือ
ภาษีที่ต้องจ่าย = เงินได้สุทธิ x อัตราภาษี

โดยเงินได้สุทธิ สามารถหาได้จากการนำรายได้ทั้งหมดมารวมกัน พร้อมหาค่าลดหย่อนต่าง ๆ (เช่น ค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อน) และนำมาหักออกจากรายได้ทั้งหมด เหลือเท่าไรคือเงินได้สุทธิที่จะนำไปคำนวณภาษีแบบขั้นบันได

เงินได้สุทธิ = เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน

วิธีคำนวณภาษีง่าย ๆ ใน 3 ขั้นตอน 
การคำนวณภาษีให้ทำเป็น 3 ขั้นตอน คือ
[img]https://scontent.finnomena.com/sites/1/2021/10/ee10d6aa-screen-shot-2564-10-05-at-16.47.00.png[/img]

ขั้นตอนที่ 1
คำนวณหาจำนวนภาษีตาม วิธีคิดอัตราภาษีเงินได้แบบขั้นบันได

อัตราภาษีเงินได้ แบบขั้นบันได
เงินได้สุทธิ 0 – 150,000 บาท (อัตราภาษี 0% หรือได้รับการยกเว้นภาษี)
ภาษี = 0

เงินได้สุทธิ 150,001 – 300,000 บาท (อัตราภาษี 5%)
ภาษี = (เงินได้สุทธิ – 150,000) x5%

เงินได้สุทธิ 300,001 – 500,000 บาท (อัตราภาษี 10%)
ภาษี = (เงินได้สุทธิ – 300,000) x10% ] + 7,500

เงินได้สุทธิ 500,001 – 750,000 บาท (อัตราภาษี 15%)
ภาษี = (เงินได้สุทธิ – 500,000) x15% ] + 27,500

เงินได้สุทธิ 750,001 – 1,000,000 (อัตราภาษี 20%)
ภาษี = (เงินได้สุทธิ – 750,000) x20% ] + 65,000

เงินได้สุทธิ 1,000,001 – 2,000,000 บาท (อัตราภาษี 25%)
ภาษี = (เงินได้สุทธิ – 1,000,000) x25% ] + 115,000

เงินได้สุทธิ 2,000,001 – 5,000,000 บาท (อัตราภาษี 30%)
ภาษี = (เงินได้สุทธิ – 2,000,000) x30% ] + 365,000

เงินได้สุทธิมากกว่า 5 ล้านบาท (อัตราภาษี 35%)
ภาษี = (เงินได้สุทธิ – 5,000,000) x35% ] + 1,265,000

ขั้นตอนที่ 2
กรณีที่จะต้องคำนวณภาษีตามวิธีคิดแบบเหมา คือในกรณีที่มีรายได้ทางอื่นนอกเหนือจากเงินได้ประเภทที่ 1 หรือเงินเดือน หากรายได้จากทางอื่นทั้งหมดมีจำนวนรวมกันตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป ให้คำนวณในอัตราร้อยละ 0.5 ของยอดเงินได้พึงประเมิน

โดยวิธีนี้มีข้อควรระวังคือ
จะคำนวณจากรายได้ทางอื่น ๆ ทุกทางยกเว้นเงินเดือน
หากคำนวณด้วยวิธีคิดแบบเหมาแล้ว มีภาษีที่ต้องเสียทั้งสิ้นไม่เกิน 5,000 บาท จะได้รับการยกเว้นภาษีในวิธีนี้

ขั้นตอนที่สาม
เปรียบเทียบและสรุป โดยให้เทียบกันระหว่าง 2 วิธีนี้ คือ

วิธีคิดแบบขั้นบันได กับ วิธีคิดแบบเหมา โดยวิธีใดคำนวณแล้วเสียภาษีสูงกว่า ให้เลือกเสียภาษีตามวิธีนั้น



เทคนิคเซฟภาษีแบบเหนือชั้น ด้วยการออมและลงทุน
หากเราพอจะรู้แล้วว่า เงินได้ของเราในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณเท่าไร อยู่ขั้นบันไดไหนและต้องเสียภาษีในอัตราภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ จะสามารถนำมาวางแผนลดหย่อนได้ ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ควรจะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ แบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ที่สามารถวางแผนไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้ดังนี้

ลดหย่อนภาษีด้วยเบี้ยประกัน
จากประกันชีวิต ประกันแบบสะสมทรัพย์ ประกันสุขภาพตัวเองและบิดามารดา ประกันชีวิตแบบบำนาญ โดยแต่ละประเภทจะลดหย่อนได้ไม่เท่ากัน


ซึ่งใครไม่อยากจ่ายภาษีแบบเต็มแมกซ์ตามจำนวนเงินในตาราง เราก็สามารถประหยัดภาษีได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การบริจาค การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี และการซื้อประกัน เป็นต้น ทั้งนี้การวางแผนภาษีมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะการวางแผนภาษีจะช่วยให้เราสามารถกำหนดแนวทางการเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และทันเวลา นอกจากนี้ยังทำให้เราสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่าง ๆ ได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยในการประหยัดภาษี มีเงินเหลือไปลงทุนหรือใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีกด้วย


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่