จีนผลิตรถเร็วมาก จนรัฐต้องเบรก หวั่น ‘ความปลอดภัย’ ตามไม่ทัน รถใหม่จบได้ใน 18 เดือน แต่การทดสอบสภาพจริง ‘ลัดไม่ได้’
“ความเร็ว” เคยเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์จีนก้าวขึ้นมาท้าทายค่ายรถระดับโลก แต่วันนี้ “China Speed” กำลังถูกตั้งคำถาม เมื่อทางการจีนเริ่มกังวลว่า การแข่งขันกันพัฒนารถให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้ “มาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพ” ตามไม่ทัน
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในปัจจุบัน ค่ายรถจีนใช้เวลาพัฒนารถรุ่นใหม่ “ประมาณ 2 ปี” เทียบกับค่ายรถต่างชาติแบบดั้งเดิมที่ใช้เวลา “ราว 3-5 ปี” และด้วยการนำ AI เข้ามาช่วยตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการทดสอบแบบดิจิทัล ทำให้ IAT Automobile Technology และสมาคมผู้ผลิตรถยนต์จีนประเมินว่า ระยะเวลาดังกล่าวอาจลด “เหลือเพียง 18 เดือน”
ความเร็วระดับนี้ ช่วยให้ค่ายรถจีนเปิดตัวรถและเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง จนสร้างแรงกดดันให้คู่แข่งทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เริ่มเกิดคำถามว่า บริษัทกำลังลดขั้นตอนการทดสอบมากเกินไปหรือไม่
ผู้บริหารของ Geely, Great Wall Motor และ Chery ต่างออกมาเตือนถึงความเสี่ยง โดยหลี่ เสวี่ยหย่ง รองประธาน Chery ระบุว่า รถยนต์ไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้คนหลายล้านครอบครัว และต้องสามารถรับมือกับสภาพถนน ภูมิอากาศ และพฤติกรรมการขับขี่ที่แตกต่างกันทั่วโลก
ความกังวลดังกล่าว ทำให้รัฐบาลจีนเริ่มเข้มงวดมากขึ้น โดยเปิดแคมเปญตรวจสอบความปลอดภัยเป็นเวลา 1 ปี พร้อมเข้าตรวจโรงงานแบบไม่แจ้งล่วงหน้า ขณะที่กฎเกี่ยวกับแบตเตอรี่ ระบบช่วยขับขี่ และมือจับประตูรถก็ถูกยกระดับ หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงหลายครั้ง
อีกมาตรการสำคัญคือ ข้อเสนอให้เพิ่มระยะทางทดสอบบนถนนสำหรับรถพลังงานใหม่เป็น 30,000 กิโลเมตร หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว เพื่อป้องกันไม่ให้การแข่งขันด้านความเร็วจนลดทอนมาตรฐานความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม การบอกให้ค่ายรถจีน “ช้าลง” อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลาดรถยนต์จีนกำลังแข่งขันอย่างรุนแรง ยอดขายในประเทศอ่อนแรง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นและกำไรถูกบีบ ผู้บริโภคเองก็ต้องการรถรุ่นใหม่และฟีเจอร์ใหม่อย่างต่อเนื่อง
หลี่ ซูฝู ประธาน Geely ยอมรับว่า ทุกบริษัทกำลังแข่งกันขึ้นเป็นผู้นำ และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะขอให้ใครลดความเร็วลง
แรงกดดันดังกล่าว ยังอาจทำให้ช่องว่างระหว่างค่ายรถใหญ่กับค่ายรถขนาดเล็กกว้างขึ้น เพราะมาตรฐานการทดสอบที่เข้มงวดขึ้นหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น บริษัทขนาดเล็กที่เคยอาศัยความเร็วและการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่เป็นอาวุธ อาจแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนและระบบควบคุมคุณภาพแข็งแกร่งได้ยากขึ้น
AI อาจทำให้การพัฒนารถเร็วขึ้นได้อีกมาก ตั้งแต่การตรวจแบบจำลองดิจิทัลไปจนถึงการตรวจสอบชิ้นส่วนหลายหมื่นรายการ แต่ “สิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้คือ” การพิสูจน์ว่ารถสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยในโลกจริง
เยล จาง กรรมการผู้จัดการของบริษัทที่ปรึกษา Automotive Foresight ซึ่งตั้งอยู่ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า “แม้ AI จะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงช่วยลดข้อผิดพลาดในการออกแบบ แต่ก็ยังมีมาตรฐานพื้นฐานบางอย่าง เช่น การทดสอบรถบนถนนจริงเป็นระยะทาง 30,000 หรือ 50,000 กิโลเมตร ซึ่ง AI ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ และก็ไม่ควรถูกนำมาใช้ทดแทนด้วย”
เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มขีดเส้นมาตรฐานความปลอดภัยชัดเจนขึ้น การแข่งขันของอุตสาหกรรมรถจีนจึงอาจเข้าสู่บทใหม่ จากเดิมที่แข่งกันว่า “ใครทำรถได้เร็วกว่า” ไปสู่คำถามที่ยากกว่า คือ “ใครทำได้เร็ว โดยต้องไม่แลกกับความปลอดภัย”
อ่านต่อได้ที่:
https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1249929
จีนผลิตรถเร็วมาก จนรัฐต้องเบรก หวั่น ‘ความปลอดภัย’ ตามไม่ทัน รถใหม่จบได้ใน 18 เดือน แต่การทดสอบสภาพจริง ‘ลัดไม่ได้’
“ความเร็ว” เคยเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์จีนก้าวขึ้นมาท้าทายค่ายรถระดับโลก แต่วันนี้ “China Speed” กำลังถูกตั้งคำถาม เมื่อทางการจีนเริ่มกังวลว่า การแข่งขันกันพัฒนารถให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ อาจทำให้ “มาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพ” ตามไม่ทัน
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ในปัจจุบัน ค่ายรถจีนใช้เวลาพัฒนารถรุ่นใหม่ “ประมาณ 2 ปี” เทียบกับค่ายรถต่างชาติแบบดั้งเดิมที่ใช้เวลา “ราว 3-5 ปี” และด้วยการนำ AI เข้ามาช่วยตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงการทดสอบแบบดิจิทัล ทำให้ IAT Automobile Technology และสมาคมผู้ผลิตรถยนต์จีนประเมินว่า ระยะเวลาดังกล่าวอาจลด “เหลือเพียง 18 เดือน”
ความเร็วระดับนี้ ช่วยให้ค่ายรถจีนเปิดตัวรถและเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง จนสร้างแรงกดดันให้คู่แข่งทั่วโลก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เริ่มเกิดคำถามว่า บริษัทกำลังลดขั้นตอนการทดสอบมากเกินไปหรือไม่
ผู้บริหารของ Geely, Great Wall Motor และ Chery ต่างออกมาเตือนถึงความเสี่ยง โดยหลี่ เสวี่ยหย่ง รองประธาน Chery ระบุว่า รถยนต์ไม่ใช่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้คนหลายล้านครอบครัว และต้องสามารถรับมือกับสภาพถนน ภูมิอากาศ และพฤติกรรมการขับขี่ที่แตกต่างกันทั่วโลก
ความกังวลดังกล่าว ทำให้รัฐบาลจีนเริ่มเข้มงวดมากขึ้น โดยเปิดแคมเปญตรวจสอบความปลอดภัยเป็นเวลา 1 ปี พร้อมเข้าตรวจโรงงานแบบไม่แจ้งล่วงหน้า ขณะที่กฎเกี่ยวกับแบตเตอรี่ ระบบช่วยขับขี่ และมือจับประตูรถก็ถูกยกระดับ หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงหลายครั้ง
อีกมาตรการสำคัญคือ ข้อเสนอให้เพิ่มระยะทางทดสอบบนถนนสำหรับรถพลังงานใหม่เป็น 30,000 กิโลเมตร หรือเพิ่มขึ้นเท่าตัว เพื่อป้องกันไม่ให้การแข่งขันด้านความเร็วจนลดทอนมาตรฐานความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม การบอกให้ค่ายรถจีน “ช้าลง” อาจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตลาดรถยนต์จีนกำลังแข่งขันอย่างรุนแรง ยอดขายในประเทศอ่อนแรง ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้นและกำไรถูกบีบ ผู้บริโภคเองก็ต้องการรถรุ่นใหม่และฟีเจอร์ใหม่อย่างต่อเนื่อง
หลี่ ซูฝู ประธาน Geely ยอมรับว่า ทุกบริษัทกำลังแข่งกันขึ้นเป็นผู้นำ และแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะขอให้ใครลดความเร็วลง
แรงกดดันดังกล่าว ยังอาจทำให้ช่องว่างระหว่างค่ายรถใหญ่กับค่ายรถขนาดเล็กกว้างขึ้น เพราะมาตรฐานการทดสอบที่เข้มงวดขึ้นหมายถึงต้นทุนที่สูงขึ้น บริษัทขนาดเล็กที่เคยอาศัยความเร็วและการเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่เป็นอาวุธ อาจแข่งขันกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนและระบบควบคุมคุณภาพแข็งแกร่งได้ยากขึ้น
AI อาจทำให้การพัฒนารถเร็วขึ้นได้อีกมาก ตั้งแต่การตรวจแบบจำลองดิจิทัลไปจนถึงการตรวจสอบชิ้นส่วนหลายหมื่นรายการ แต่ “สิ่งที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้คือ” การพิสูจน์ว่ารถสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยในโลกจริง
เยล จาง กรรมการผู้จัดการของบริษัทที่ปรึกษา Automotive Foresight ซึ่งตั้งอยู่ในเซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า “แม้ AI จะช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์ทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงช่วยลดข้อผิดพลาดในการออกแบบ แต่ก็ยังมีมาตรฐานพื้นฐานบางอย่าง เช่น การทดสอบรถบนถนนจริงเป็นระยะทาง 30,000 หรือ 50,000 กิโลเมตร ซึ่ง AI ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ และก็ไม่ควรถูกนำมาใช้ทดแทนด้วย”
เมื่อรัฐบาลจีนเริ่มขีดเส้นมาตรฐานความปลอดภัยชัดเจนขึ้น การแข่งขันของอุตสาหกรรมรถจีนจึงอาจเข้าสู่บทใหม่ จากเดิมที่แข่งกันว่า “ใครทำรถได้เร็วกว่า” ไปสู่คำถามที่ยากกว่า คือ “ใครทำได้เร็ว โดยต้องไม่แลกกับความปลอดภัย”
อ่านต่อได้ที่: https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1249929