องค์กุลเชษฐ์" เจ้านายที่พระชันษาสูงสุดในราชวงศ์ยุครัชกาลที่ 9 มีพระองค์ใดบ้าง?

สวัสดีครับชาวห้องสมุดและคอประวัติศาสตร์ทุกท่าน....

เวลาเราดูข่าวพระราชสำนักหรืออ่านหนังสือประวัติศาสตร์ หลายคนคงเคยสะดุดตากับคำว่า "องค์กุลเชษฐ์" (กุน-ละ-เชด) กันมาบ้าง อธิบายภาษาชาวบ้านง่ายๆ คำนี้ใช้เรียก "เจ้านายผู้ใหญ่ที่อายุยืนที่สุดในครอบครัว (ราชวงศ์)" ณ ช่วงเวลานั้นๆ ครับ ซึ่งตามธรรมเนียมไทย เจ้านายพระองค์นี้จะทรงเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร และเป็นที่เคารพยำเกรงของบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

วันนี้ผมเลยอยากชวนมาย้อนรอยประวัติศาสตร์กันสักนิด ตลอด 70 ปีของแผ่นดิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 (พ.ศ. 2489 - 2559) ราชสำนักไทยมีเจ้านายพระองค์ใดบ้างที่ทรงผลัดเปลี่ยนกันดำรงสถานะ "องค์กุลเชษฐ์" มาไล่เรียงดูไปพร้อมกันครับ



1.สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (ระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์  พ.ศ. 2486 – 17 ธันวาคม พ.ศ. 2498) (**คาบเกี่ยวรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่8 - ในหลวงรัชกาลที่9)


(สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า / ขอบคุณภาพจาก Wikipedia)


พระองค์มีพระนามเดิมว่า "พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา" พระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ.2405 เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา ต่อมาได้เข้ารับราชการฝ่ายใน เป็นพระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
พระองค์คือพระราชมารดาของ "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ" (สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรกของไทย) และ "สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก" (พระราชบิดาของรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9) พูดให้เข้าใจง่ายที่สุด พระองค์ก็คือ "สมเด็จย่า" ของในหลวงรัชกาลที่ 8 และ 9 นั่นเองครับ

ในหน้าประวัติศาสตร์ พระองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็นเจ้านายที่เข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวอย่างที่สุด เพราะทรงผ่านเรื่องราวสะเทือนใจมานับครั้งไม่ถ้วน ทรงต้องทนเห็นคนเป็นลูกจากไปก่อนคนเป็นแม่ โดยสูญเสียพระราชโอรสและพระราชธิดาไปถึง 6 พระองค์ (รวมถึงการสิ้นพระชนม์กะทันหันขององค์มกุฎราชกุมาร) และในวัยชราก็ยังต้องสูญเสียพระราชนัดดา (รัชกาลที่ 8) ไปอย่างกะทันหันอีก

แต่ถึงแม้จะเผชิญความทุกข์แสนสาหัส พระองค์ก็ยังทรงประทับเป็นเสาหลักที่มั่นคง เป็นที่พึ่งทางใจให้เจ้านายในราชวงศ์ และทรงสร้างคุณูปการด้านสาธารณสุขไทยไว้มากมาย (เช่น การพระราชทานทุนทรัพย์สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา) พระองค์ทรงเป็นเจ้านายที่บุญญาธิการสูง ทรงมีพระชนม์ชีพยาวนานผ่านแผ่นดินถึง 6 รัชกาล (พระราชสมภพในยุค ร.4 และสวรรคตในยุค ร.9) ด้วยสิริพระชนมายุ 93 พรรษา


2.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี (ระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2498 – 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2501)


(กรมหลวงทิพยรัตนกิริฏกุลินี / ขอบคุณภาพจาก Wikipedia)

ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาสำลี ประสูติเมื่อวันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2407 ทรงเป็นเจ้านายฝ่ายในที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในด้านการบริหารจัดการราชสำนัก ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากรัชกาลที่ 5 ให้ดำรงตำแหน่ง "อธิบดีบัญชาการกรมโขลน"

​พระองค์ทรงสะท้อนภาพ "นักบริหาร" หญิงที่เด็ดขาด กรมโขลนมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ระเบียบวินัย และความปลอดภัยในเขตพระราชฐานชั้นใน ซึ่งเปรียบเสมือนเมืองขนาดย่อมที่มีประชากรหญิงล้วนหลายพันคน พระองค์ทรงจัดระเบียบและว่าราชการด้วยความยุติธรรมและเฉียบขาด จนเจ้านายและชาววังต่างยำเกรงและถวายพระนามลำลองว่า "เสด็จอธิบดี" ทรงสะท้อนภาพของเจ้านายสตรีที่ทรงอำนาจและมีวุฒิภาวะความเป็นผู้นำสูง ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2501  สิริ​พระชันษา 94 ปี  


3. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี (ระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2501 – 18 มีนาคม พ.ศ. 2505)


(พระองค์เจ้าประดิษฐาสารี / ขอบคุณภาพจาก Wikipedia)

ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาดวงคำ (ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์)  ประสูติเมื่อวันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2408 ​พระองค์ทรงเป็นเจ้านายที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ค่อยออกงานสังคมมากนัก แต่ทรงเป็นที่รักและเคารพของเจ้านายรุ่นน้องและรุ่นหลาน

ความสำคัญของพระองค์คือการเป็น "พยานบุคคลผู้ผ่านกาลเวลา" พระองค์คือพระราชธิดาในรัชกาลที่ 4 พระองค์สุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ ทรงประสูติในปี พ.ศ. 2408 (ยุคที่สยามเพิ่งเริ่มทำสนธิสัญญาเบาว์ริง) และมีพระชนม์ชีพข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง สงครามโลกครั้งที่สอง มาจนถึงยุคสงครามเย็นในสมัยรัชกาลที่ 9 การมีอยู่ของพระองค์จึงเสมือนสะพานเชื่อมประวัติศาสตร์ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตอนต้นกับยุคไทยสมัยใหม่ ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2505 สิริ​พระชันษา 96 ปี


4.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอดิสัยสุริยาภา (ระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์ 18 มีนาคม พ.ศ. 2505 – 27 มกราคม พ.ศ. 2506)


(พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา / ขอบคุณภาพจาก Wikipedia )​


ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาอ่อน (ผู้เป็นธิดาของ เจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ เทศ บุนนาค)  ประสูติเมื่อวันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2432 ​​พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ตำหนักในสวนสุนันทามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเสด็จออกไปประทับนอกวัง

แม้จะเป็นองค์กุลเชษฐ์เพียงช่วงสั้นๆ ไม่ถึง 1 ปี แต่พระองค์ทรงมีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับเจ้านายสายราชสกุลมหิดล โดยเฉพาะสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบ ทรงโปรดการจัดดอกไม้และการเย็บปักถักร้อย สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2506 สิริ​พระชันษา 73 ปี


5. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร (ระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์ 27 มกราคม พ.ศ. 2506 – 15 ธันวาคม พ.ศ. 2525)


(พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร / ขอบคุณภาพจาก Wikipedia )

ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาพร้อม ประสูติเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ.2434 ทรงเป็น"พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5" พระองค์สุดท้ายที่ดำรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์ทรงเป็นองค์กุลเชษฐ์ยาวนานเกือบ 20 ปี

พระองค์ทรงอุทิศพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อการกุศลและการศึกษามากมาย ทรงสร้างและอุปถัมภ์โรงเรียนหลายแห่ง เมื่อเข้าสู่วัยชรามาก ทรงมีพระอาการหลงลืมไปตามวัย แต่มีบันทึกว่าทุกครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่9 เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยม พระองค์จะทรงจำในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้เสมอ และจะทรงเรียกหาด้วยความปีติ ทรงเป็นที่เคารพรักอย่างลึกซึ้งของเจ้านายทุกพระองค์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2525 สิริ​พระชันษา 91 ปี


6. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (ระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2525 – 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538)


(สมเด็จย่า / ขอบคุณภาพจาก Wikipedia )

เดิมชื่อ "สังวาลย์ ตะลภัฏ" พระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ.2443  พระบิดา ชื่อนายชู พระมารดาชื่อนางคำ สกุลชูกระมล นิวาสสถานเดิมอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี แต่ด้วยทรงกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ จึงทรงได้ย้ายมามาพำนักที่บ้านแถววัดอนงคาราม เพื่อช่วยคุณป้าขายของ​ ด้วยความที่ทรงวิริยะอุตสาหะ พระองค์จึงสามารถเข้าเรียนวิชาพยาบาลที่ศิริราช และได้รับทุนไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำให้ได้พบและอภิเษกสมรสกับสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงเป็นพระราชมารดาของพระมหากษัตริย์ถึง 2 พระองค์ นั้นก็คือ ในหลวงรัชกาลที่8 และ ในหลวงรัชกาลที่9

สมเด็จย่าทรงมีปรัชญาการใช้ชีวิตที่เน้น "การพึ่งพาตนเอง" และ "หน้าที่" ทรงเลี้ยงดูพระราชโอรสและพระราชธิดาในสวิตเซอร์แลนด์ด้วยความเรียบง่าย มีระเบียบวินัย สอนให้รู้จักคุณค่าของเงินและการทำงาน เมื่อเสด็จนิวัตประเทศไทย ทรงอุทิศพระองค์เพื่องานสาธารณสุขและชุมชนชายขอบ ทรงก่อตั้งหน่วยแพทย์อาสา (พอ.สว.) และเสด็จเยือนถิ่นทุรกันดารด้วยเฮลิคอปเตอร์จนชาวไทยภูเขาถวายพระสมัญญาว่า "แม่ฟ้าหลวง" ทรงเป็นสัญลักษณ์ของผู้นำที่เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง และทรงเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่18 กรกฎาคม พ.ศ.2538 สิริ​​พระชนมายุ 94 พรรษา


7.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี (ระยะเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งองค์กุลเชษฐ์ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 – 2 มกราคม พ.ศ. 2551)


(สมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา / ขอบคุณภาพจาก Wikipedia)

พระโสทรเชษฐภคินี (พี่สาว) ในรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2466 ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสำเร็จการศึกษาด้านเคมีและวรรณคดีฝรั่งเศส ทรงเป็นเจ้านายที่ทรงพระปรีชาสามารถด้านวิชาการอย่างยิ่ง

พระองค์ทรงเป็น "เจ้านายนักปราชญ์" ทรงเป็นอาจารย์สอนภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสในหลายมหาวิทยาลัย ทรงโปรดการศึกษาประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมทั่วโลก นอกจากนี้ ทรงเป็นกำลังสำคัญในการสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จย่าในการดูแลมูลนิธิ พอ.สว. อย่างเต็มกำลังตราบจนสิ้นพระชนม์ ทรงเป็นแบบอย่างของเจ้านายที่ใช้ความรู้และวิชาการในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่2 มกราคม พ.ศ.2551 สิริ​พระชนมายุ 84 ปี

--------------------------------------
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่