JJNY : สมชัย แฉวิธีประชุมอนุฯ36│พริษฐ์เปิดชื่อล็อตแรก│พริษฐ์ยันปชน.ไม่ป้องสมชาติ│ทวีจี้กกต.│เยอรมนีสรุป รัสเซียรับผิดชอบ

‘สมชัย’ แฉวิธีประชุมอนุฯ 36 วินิจฉัยคดีฮั้ว ส.ว. ใช้เวลาอ่านสำนวน 95% ลงมติ 1%
https://www.matichon.co.th/politics/news_5872160
.

.
เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” หัวข้อ “เหตุใด การทำงานของอนุกรรมการวินิจฉัยฯ คดีฮั้ว ส.ว. จึงขาดความน่าเชื่อถือ (ตอนที่ 2 วิธีการในการประชุมวินิจฉัย)” ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการประชุมของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคดีฮั้ว ส.ว.
.
นายสมชัยระบุว่า คณะอนุกรรมการฯ เริ่มประชุมครั้งแรกวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 และประชุมครั้งสุดท้ายวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 โดยประชุมทุกวันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 13.30-16.00 น. ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง เฉลี่ยเดือนละ 8 ครั้ง มีเบี้ยประชุมประธาน 3,000 บาท และกรรมการ 2,500 บาทต่อครั้ง ทำให้อนุกรรมการแต่ละคนได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน
.
สำหรับรูปแบบการประชุม นายสมชัยระบุว่า เริ่มจากทีมเลขานุการประมาณ 9 คน ผลัดกันนำเสนอสำนวนการไต่สวนทีละคดี โดยอ่านสรุปสำนวนความยาวเฉลี่ย 4-5 หน้า บางคดียาวถึง 10 หน้า พร้อมข้อมูลพยานบุคคล เส้นทางการเงิน พยานวัตถุ โพย รูปถ่าย และคลิปบันทึกเสียง จากนั้นเลขานุการจะสรุปความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 รวมถึงความเห็นของเลขาธิการ กกต. ก่อนที่คณะอนุกรรมการจะมีมติหลังรับฟังการนำเสนอ
.
นายสมชัยตั้งข้อสังเกตว่า การนำเสนอสำนวนและความเห็นดังกล่าวกินเวลาประมาณ 95% ของการประชุม ขณะที่ขั้นตอนการมีมติใช้เวลาเพียงประมาณ 1% ส่วนเวลาที่เหลือเป็นการซักถามและงานธุรการอื่น
.
พร้อมยกตัวอย่างรายงานการประชุมครั้งที่ 12/2569 เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งประชุมตั้งแต่เวลา 14.00-16.30 น. รวม 2 ชั่วโมง 30 นาที มีรายงานทั้งหมด 39 หน้า โดยระบุว่า หน้า 2-39 เป็นวาระเสนอเพื่อพิจารณาต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายเลขานุการอ่านเอกสารสำนวนของคณะที่ 26 และ ไม่มีการซักถาม คิดเป็นสัดส่วน 95.62% ของรายงาน
.
ขณะที่มติที่ประชุมมีเพียง 1 บรรทัด ระบุว่า “รับทราบข้อเท็จจริงตามที่ผู้ชี้แจงได้แถลง” ซึ่งนายสมชัยคำนวณว่า คิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.025% ของรายงานการประชุม ส่วนวาระอื่น ๆ อีก 5 บรรทัดเป็นเรื่องกำหนดการประชุมครั้งต่อไป
.
นายสมชัยระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของกระบวนการทำงานของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ พร้อมระบุว่าจะเปิดเผยข้อมูลต่อใน ตอนที่ 3 ว่าด้วย “ความเป็นมืออาชีพของชุด 26”
.
https://www.facebook.com/somchaivision/posts/pfbid0sB5UWGGzY1ALQW6HZhYz26LiBGHLk8Q17TGoRk9Uwun3htjZM5QgVyuVYDW5kRuul
.

.
พริษฐ์ เปิดชื่อล็อตแรก รมต.ถูกซักฟอก ล็อกเป้าอนุทิน-ไชยชนก ตั้งรังสิมันต์ โรม แม่งาน
https://www.matichon.co.th/politics/news_5872308
.
ฝ่ายค้าน ล็อกเป้าซักฟอก อนุทิน-ไชยชนก แน่ เผยเริ่มคุยกับพรรคร่วมแล้ว ไอติม แย้ม โรม เป็นหัวเรือ ปัดตอบจะสอย นายกฯ ลงจากตำแหน่งได้เมื่อไหร่
.
เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 2 กันยายน ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วม ฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา เราได้มีการประชุมกันแล้ว โดยสมัยนี้จะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านที่เพิ่มขึ้นคือพรรคไทรวมพลัง ซึ่งเรามีความเห็นตรงกันว่าเราจะเดินหน้ายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 นั่นคือการอภิปรายทั่วไปที่มีการลงมติ
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในเชิงกรอบเวลาเราจะดำเนินการโดยเร็ว นอกจากนี้ ยังได้มีการพูดคุยว่าจะครอบคลุมถึงใครบ้าง ซึ่งเป็นการบ้านที่แต่ละพรรค จะไปรวบรวมมา แต่ 2 รายชื่อที่มีอยู่แน่นอนคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งมีการตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะทำงานโดยมีหัวเรือหลักคือนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่จะพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค รวบรวมรายชื่อและจัดทำญัตติ เพื่อเตรียมยื่นญัตติโดยเร็ว คาดว่าจะใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์
.
เมื่อถามต่อว่า จะมีหลักฐานเด็ดในการอภิปรายที่จะสามารถสะเทือนรัฐบาลได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่อยากคุยก่อนเกิด แต่คิดว่าเราทำงานเต็มที่ ให้ผลงานเป็นตัวบ่งบอกที่ดี และขอฝากว่าเห็นนายกรัฐมนตรีบอกว่าพร้อมที่จะตอบทุกคำถาม ก็หวังว่านายกฯ และพรรคภูมิใจไทย จะไม่พยายามหาช่องทางให้ประธานสภาฯ วินิจฉัยไม่ให้พูดเรื่อง ฮั้วสว. และเรื่องโกงสอบท้องถิ่นได้ ไม่ใช้เทคนิคแบบนั้น
.
เมื่อถามถึง กรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าพรรคประชาชนทำให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ก็สามารถทำให้เอาลงได้ จะทำได้เมื่อไหร่นั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราทำเต็มที่ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน เราประกาศชัดเจนว่า ยิ่งเราเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่ในประเทศต่อไป ก็จะยิ่งทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน ฉะนั้น ย้ำว่าเราทำเต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาล และหวังถึงการเลือกตั้งครั้งถัดไป ไม่ว่าจะเร็วหรือช้า หากเราทำหน้าที่ของเราได้ดีประชาชนเห็นพ้องกับเราว่าการมีพรรคอื่นมาเป็นแกนนำรัฐบาลน่าจะทำให้ประเทศดีขึ้นได้ ก็จะเป็นวิธีที่ทำให้สามารถล้มรัฐบาลได้ด้วยเสียงของพี่น้องประชาชน
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจเราคงไปคาดเดามติของ สส. ไม่ได้ แต่เราเข้าใจเสียงในสภาดีว่า ในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลยังมีเสียงข้างมาก แต่เป้าหมายของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนคิดว่าไม่ใช่แค่การมานับคะแนนของการลงมติ แต่คือการนำเสนอความจริงให้สังคมได้เห็นถึงปัญหาของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งหากประชาชนเห็นตามหลักฐานที่เรามี เมื่อไหร่ก็ตามที่อำนาจกลับไปอยู่ในมือของประชาชน เขาก็ก็จะจะเปิดโอกาสให้มีพรรคอื่นมาทำหน้าที่เป็นรัฐบาล
.
เมื่อถามว่า จะไม่สายเกินไปหรือที่จะให้ประชาชนเลือกตั้งครั้งหน้า นายพริษฐ์ กล่าวว่า เราทำเต็มที่อยู่แล้ว แต่ต้องบอกว่าปลายทาง เราต้องมองเป็นขั้น เรายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ต้องวัดกันที่คะแนนลงมติ ซึ่งเมื่อเรายื่นญัตติเราก็อยากให้ สส. ส่วนใหญ่ ลงมติไม่ไว้วางใจ แต่ย้ำว่าตนคงไปคาดการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ว่าจะมี สส. รัฐบาลกี่คนที่จะมาลงมติไม่ไว้วางใจ หากเราชนะมติได้ ก็จะทำให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งเร็วขึ้น แต่หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่นำไปสู่การลงมติที่เสียงข้างมาก ลงมติไม่ไว้วางใจ แล้วเราทำหน้าที่ของเราได้ดี เมื่ออำนาจกลับไปอยู่ในมือพี่น้องประชาชนก็จะทำให้โอกาสในการเปลี่ยนรัฐบาลมีมากขึ้นด้วย
.

.
พริษฐ์ ยัน ปชน. ไม่ป้อง ‘สมชาติ’ คดีนอมินีภูเก็ต ย้ำยึดมาตรฐานเดิม การเมืองโปร่งใส.
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10383513
.
‘พริษฐ์’ ยัน พรรคประชาชน ไม่ปกป้อง ‘สมชาติ’ ชี้เจ้าตัวพร้อมแจง-ให้ตรวจสอบ คดีนอมินีภูเก็ต หลังโดนออกหมายเรียก ย้ำยึดมาตรฐานเดิม การเมืองโปร่งใส
.
เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 2 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ระบุว่ามีการออกหมายเรียก นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ในคดีนอมินีอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต ว่า ตนอาจจะไม่ได้ใกล้ชิดข้อมูลในพรรคที่สุด
.
แต่จากที่ตนเห็นและรับรู้ เข้าใจว่าทางผู้ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งไม่แน่ใจสถานะตอนนี้เป็นผู้ที่ถูกกล่าวหา พยานหรือผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างไร แต่เมื่อมีเรื่องราวที่โยงไปถึงเขา และมีการตั้งคำถาม ในฐานะ สส. ตนคิดว่าก็มีหน้าที่มาชี้แจงให้สังคมสิ้นข้อสงสัย
.
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนเห็นคือเจ้าตัวได้แสดงความประสงค์และคาดว่าเดินทางไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ดังนั้น เป็นหน้าที่ของ สส.พรรคประชาชนทุกคนว่า เมื่อถูกตั้งคำถามมี 2 เรื่องที่ต้องทำ คือ หมั่นสื่อสารชี้แจงกับสังคมให้สิ้นข้อสงสัย และให้ความร่วมมือทุกประการกับหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ
.
เมื่อถามว่า ทำไมจึงไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ก่อนหน้านี้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เข้าใจว่าเรื่องนี้ตัวแทนของพรรคที่เกี่ยวข้องกำลังตรวจสอบและสอบถามข้อเท็จจริงอยู่ แต่ตอนนี้เมื่อเรื่องถึงหน่วยงานแล้ว ตนคิดว่าสิ่งที่สำคัญเช่นกัน คือ ผู้ถูกกล่าวหาต้องให้ความร่วมมือและเปิดให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบได้
.
ถามต่อว่า พรรคประชาชนเคยตรวจสอบพรรคอื่นว่าปกปิดบัญชียื่นบัญชีเท็จ กังวลหรือไม่ว่าจะถูกโจมตีเรื่องนี้ นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลักการพรรคประชาชนยังคงเหมือนเดิม เราต้องการเห็นการเมืองที่โปร่งใส ฉะนั้น หากมีความไม่โปร่งใสที่กระทำโดยใครก็ตามไม่ว่าจะเป็นคนของพรรคไหน แม้กระทั่งพรรคเราเอง เราก็ต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความโปร่งใส
.

.
ทวี ชี้ผู้สมัครสว.คะแนน 0 เข้าข่ายฮั้ว เป็นหลักฐานเลือกตั้งไม่สุจริต จี้กกต.อย่าทำตัวเป็นศาลเอง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5872324
.
ทวี ชี้ผู้สมัครสว.คะแนน 0 เข้าข่ายฮั้ว เป็นหลักฐานเลือกตั้งไม่สุจริต จี้กกต.อย่าทำตัวเป็นศาลเอง
.
วันที่ 2 กันยายน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
“ฮั้ว ส.ว.” — “คะแนนศูนย์” ทางนิติบัญญัติสันนิษฐาน “ว่ามีการสมยอมกันในการเลือก และถือว่าการเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม”
.
ตามคำชี้แจงของสำนักงาน กกต. เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ว่า มาตรา 96(4) เป็นบทเฉพาะกาลที่สิ้นผลใช้บังคับแล้ว และไม่ใช้กับการเลือก ส.ว. ปี 2567 นั้น ประเด็นที่เรียกร้องมิใช่ให้นำเกณฑ์ผู้ได้คะแนนศูนย์ไม่น้อยกว่าร้อยละสิบมาสั่งเลือกใหม่โดยอัตโนมัติ
.
แต่ กกต. ต้องไม่สับสนและตัดพฤติการณ์เรื่องผู้ไม่เลือกตนเองหรือผู้ได้คะแนนศูนย์ออกจากหลักฐานการจ้างและการสมยอมทั้งระบบ
.
ในฐานะผู้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ และ 6 มีนาคม 2568 ผมได้รับฟังผลการสืบสวน และร่วมพิจารณามติรับคดีฟอกเงินที่มีมูลเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเงินกว่า 300 ล้านบาทไว้เป็นคดีพิเศษ โดยปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องการจ้างผู้สมัครและการจ่ายค่าตอบแทนตั้งแต่ระดับอำเภอ 5,000 บาท ระดับจังหวัด 10,000 บาท จนถึงระดับประเทศ 40,000–100,000 บาท รวมทั้งคำให้การเกี่ยวกับสมาชิกวุฒิสภา 138 คน
.
ประเด็นที่ต้องตรวจสอบจึงไม่ใช่เพียงว่าใครได้คะแนนศูนย์ แต่คือมีการจ้างบุคคลมาสมัครเพื่อส่งคะแนนให้ผู้สมัครที่กำหนดไว้หรือไม่ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่การลงคะแนนโดยเสรีและลับตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
.
คำว่า “ผู้สมัครพลีชีพ” ในบริบทนี้ หมายถึงผู้ที่ยอมสละโอกาสได้รับเลือกของตนเพื่อส่งคะแนนให้ผู้อื่น หากเกิดจากการจ้างวานหรือการควบคุมให้ลงคะแนนตามโพย ย่อมขัดต่อเจตนารมณ์ของการเลือกกันเองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 ทั้งนี้ “ไม่ได้รับคะแนนเลย” กับ “ไม่เลือกตนเอง” เป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในทั้ง 20 กลุ่มอาชีพ ย่อมต้องตรวจสอบร่วมกับหลักฐานการจ้าง การจัดหาผู้สมัคร และการสมยอมอื่นอย่างเชื่อมโยง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่