กล้องติดรถยนต์มี GPS ทำงานยังไง? ต่างจาก GPS Tracking อย่างไร หลายคนยังเข้าใจผิด

กระทู้สนทนา

เวลาเลือกซื้อกล้องติดรถยนต์ เรามักเห็นสเปกว่า “มี GPS ในตัว” หรือ “รองรับ GPS” หลายคนจึงเข้าใจว่าถ้ารถหาย ก็สามารถเปิดมือถือแล้วตามตำแหน่งรถได้เหมือน GPS Tracker
จริง ๆ แล้ว GPS ของกล้องติดรถยนต์ กับ GPS Tracking เป็นคนละระบบกัน ถึงแม้ทั้งคู่จะใช้ข้อมูลตำแหน่งจากดาวเทียมเหมือนกันก็ตาม
บทความนี้ลองอธิบายแบบง่าย ๆ ว่า GPS ในกล้องติดรถยนต์ทำอะไรได้ และถ้าต้องการตามรถแบบเรียลไทม์ต้องใช้อะไรเพิ่ม

GPS ในกล้องติดรถยนต์ทำหน้าที่อะไร?
GPS ที่อยู่ในกล้องติดรถยนต์มีหน้าที่หลักคือ รับข้อมูลตำแหน่งจากดาวเทียม แล้วนำข้อมูลนั้นมาบันทึกประกอบกับวิดีโอ
ระหว่างที่เราขับรถ กล้องจึงสามารถมีข้อมูลเพิ่มจากภาพวิดีโอ เช่น
ตำแหน่งที่รถอยู่ในขณะนั้น
เส้นทางที่รถวิ่งผ่านมา
วันและเวลา
ความเร็วจาก GPS ตามที่กล้องรุ่นนั้นรองรับ
เมื่อกลับมาเปิดคลิปผ่านโปรแกรมหรือแอปของกล้อง บางรุ่นสามารถแสดงวิดีโอพร้อมแผนที่ได้เลยว่า ตอนที่เกิดเหตุรถกำลังอยู่ตรงไหน
ตรงนี้มีประโยชน์มากเวลาต้องย้อนดูเหตุการณ์
เช่น เกิดอุบัติเหตุบนถนนที่เราไม่คุ้นเคย ก็สามารถตรวจสอบตำแหน่งจากข้อมูล GPS ที่ถูกบันทึกไว้พร้อมคลิปได้

GPS ในกล้องรู้ตำแหน่งได้อย่างไร?
หลักการพื้นฐานคล้าย GPS ในโทรศัพท์มือถือ
ตัวรับสัญญาณ GPS ของกล้องจะรับข้อมูลจากดาวเทียม แล้วคำนวณตำแหน่งของรถ
กล้องรุ่นใหม่บางรุ่นไม่ได้รองรับเฉพาะ GPS เท่านั้น แต่อาจรองรับระบบดาวเทียมหลายเครือข่าย เช่น GPS, GLONASS, Galileo, BeiDou หรือ QZSS เพื่อช่วยเพิ่มความรวดเร็วและความต่อเนื่องในการระบุตำแหน่ง
จากนั้นข้อมูลตำแหน่งจะถูกเก็บไว้พร้อมวิดีโอ หรือเก็บเป็นข้อมูล Metadata แยกต่างหากตามระบบของกล้องแต่ละรุ่น
ดังนั้นเวลาเปิดคลิปด้วยโปรแกรมที่รองรับ เราจึงอาจเห็นทั้ง
ภาพวิดีโอ + แผนที่ + ความเร็ว + ตำแหน่ง
พร้อมกัน

แล้วถ้ารถหาย เปิด GPS ของกล้องดูตำแหน่งได้ไหม?
นี่คือจุดที่คนเข้าใจผิดกันเยอะที่สุด
ถ้าเป็นกล้องติดรถยนต์ที่มี GPS อย่างเดียว ส่วนใหญ่ตอบว่า “ไม่ได้”
เพราะ GPS มีหน้าที่หลักคือ รับตำแหน่ง
แต่การที่เจ้าของรถจะเปิดโทรศัพท์จากอีกสถานที่หนึ่ง แล้วดูว่ารถตอนนี้อยู่ตรงไหน จำเป็นต้องมีอีกระบบหนึ่งคือ
ระบบส่งข้อมูลออกจากรถ
เช่น อินเทอร์เน็ตผ่าน 4G หรือ LTE
ถ้ากล้องมีแค่ GPS แต่ไม่มี SIM ไม่มี LTE และไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ไม่มีช่องทางส่งตำแหน่งปัจจุบันกลับมาหาเจ้าของรถ
พูดง่าย ๆ คือ
GPS รู้ว่ารถอยู่ไหน แต่ไม่ได้หมายความว่ามันสามารถบอกเราได้จากระยะไกล

GPS Tracking ต่างออกไปตรงไหน?
อุปกรณ์ GPS Tracker ถูกออกแบบมาเพื่อการติดตามตำแหน่งโดยเฉพาะ
ภายในอุปกรณ์จึงมักประกอบด้วยอย่างน้อย 2 ระบบ
1. ระบบ GNSS / GPS
ใช้รับตำแหน่งจากดาวเทียม
2. ระบบสื่อสาร เช่น 4G / LTE
ใช้ส่งตำแหน่งที่ได้รับออกไปยังเซิร์ฟเวอร์หรือ Cloud
เจ้าของรถจึงสามารถเปิดแอปหรือเว็บไซต์ แล้วดูตำแหน่งของรถจากระยะไกลได้
นี่คือส่วนที่ต่างจาก GPS ในกล้องติดรถยนต์ทั่วไปอย่างชัดเจน

เปรียบเทียบง่าย ๆ
ฟังก์ชันGPS ในกล้องติดรถยนต์GPS Tracking
รู้ตำแหน่งรถ
ได้
ได้
บันทึกเส้นทาง
ได้ในรุ่นที่รองรับ
ได้
แสดงตำแหน่งประกอบวิดีโอ
ได้
ไม่ใช่หน้าที่หลัก
บันทึกความเร็ว
ได้ในรุ่นที่รองรับ
ได้ในหลายระบบ
ดูตำแหน่งจากมือถือแบบ Real-time
ปกติไม่ได้
ได้
ต้องมีอินเทอร์เน็ต
ไม่จำเป็นสำหรับการบันทึก GPS
จำเป็นถ้าต้องการส่งตำแหน่งสด
ต้องมี SIM / LTE
ปกติไม่ต้องมี
ส่วนใหญ่ต้องมี
ใช้ตามรถหาย
ไม่ควรพึ่ง GPS อย่างเดียว
เหมาะกว่า
หน้าที่หลัก
ข้อมูลประกอบวิดีโอ
ติดตามตำแหน่งรถ
ดังนั้นเวลาเห็นกล้องเขียนว่า GPS Built-in อย่าเพิ่งตีความว่าเป็น GPS Tracker ครับ

ตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายที่สุด
สมมติเราขับรถจากกรุงเทพฯ ไปพัทยา
กล้องติดรถยนต์ที่มี GPS จะสามารถบันทึกข้อมูลประมาณว่า
เวลา 10:20 น. รถอยู่บริเวณบางนา
เวลา 10:50 น. อยู่บนมอเตอร์เวย์
เวลา 11:40 น. เดินทางถึงพัทยา
ข้อมูลเหล่านี้ถูกบันทึกพร้อมกับคลิป
ถ้ากลับบ้านแล้วนำคลิปมาเปิด เราสามารถย้อนดูเส้นทางได้
แต่ถ้ามีคนขโมยรถไปตอนเที่ยง แล้วเรานั่งอยู่ที่บ้าน
กล้อง GPS ธรรมดาไม่ได้ส่งตำแหน่งของรถกลับมาหาเรา
ขณะที่ GPS Tracker จะรับตำแหน่ง แล้วใช้เครือข่ายมือถือส่งข้อมูลขึ้น Cloud ทำให้เราสามารถเปิดแอปดูว่ารถกำลังอยู่ตรงไหนได้

แล้วทำไมกล้องติดรถยนต์บางรุ่นถึงดูตำแหน่งรถจากมือถือได้?
เพราะกล้องระดับสูงบางรุ่นเริ่มมี Connected Service / Cloud Service / LTE Module
ตรงนี้ทำให้หลายคนยิ่งสับสน
กล้องลักษณะนี้มีทั้ง
GPS + อินเทอร์เน็ต + Cloud
จึงสามารถทำอะไรได้มากกว่ากล้อง GPS ธรรมดา เช่น
ดูตำแหน่งรถ
รับแจ้งเตือนแรงกระแทก
ดูภาพสดจากกล้อง
ดูตำแหน่งจอดล่าสุด
ดูประวัติการเดินทาง
ตั้ง Geo-Fencing ในบางระบบ
แต่สิ่งที่ทำให้มันสามารถดูจากระยะไกลได้ ไม่ใช่ GPS เพียงอย่างเดียว
สิ่งสำคัญคือมีระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเข้ามาด้วย
ถ้าถอด SIM ปิด Hotspot ไม่มีสัญญาณ หรือกล้องไม่มีไฟ ตำแหน่งก็อาจไม่สามารถอัปเดตต่อได้

แปลว่า Connected Dash Cam ใช้แทน GPS Tracker ได้ไหม?
บางสถานการณ์อาจช่วยได้ แต่ถ้าเป้าหมายหลักคือ ป้องกันและติดตามรถหาย ผมยังมองว่าอุปกรณ์ GPS Tracker โดยเฉพาะเหมาะกว่า
เหตุผลคือกล้องติดรถยนต์อยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นค่อนข้างง่าย
ถ้าคนร้ายเห็นกล้องแล้วถอดออก ตัดสายไฟ หรือเอา MicroSD ออก ระบบของกล้องก็อาจหยุดทำงาน
GPS Tracker สำหรับรถสามารถออกแบบให้ติดตั้งซ่อนอยู่ในรถ และบางรุ่นมีแบตเตอรี่สำรองในตัว ทำให้เหมาะกับงานติดตามตำแหน่งมากกว่า
กล้องติดรถยนต์จึงควรทำหน้าที่หลักเป็น
บันทึกภาพ + เก็บหลักฐาน
ส่วน GPS Tracker ทำหน้าที่
ติดตามตำแหน่ง
ใช้ร่วมกันจะครอบคลุมกว่าพึ่งระบบใดระบบหนึ่ง

GPS ในกล้องมีประโยชน์อะไร ถ้าไม่ได้เอาไว้ตามรถ?
จริง ๆ แล้วมีประโยชน์ค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะเวลาต้องใช้คลิปเป็นหลักฐาน
รู้ตำแหน่งที่เกิดเหตุ
เมื่อเกิดเหตุบนเส้นทางที่เราไม่คุ้นเคย สามารถย้อนดูว่ากล้องบันทึกอยู่บริเวณใด
ดูเส้นทางย้อนหลัง
บางโปรแกรมสามารถแสดงเส้นทางบนแผนที่พร้อมกับวิดีโอได้
มีข้อมูลความเร็วประกอบ
กล้องบางรุ่นสามารถบันทึกความเร็วจาก GPS แล้วแสดงร่วมกับคลิปหรือโปรแกรมดูวิดีโอ
แต่ความเร็ว GPS ควรมองเป็น ข้อมูลประกอบ ไม่ใช่เหมารวมว่าเป็นหลักฐานรับรองความเร็วอย่างเป็นทางการในทุกกรณี
ช่วยระบบแจ้งเตือนกล้องตรวจจับความเร็ว
กล้องบางรุ่นมีฐานข้อมูลตำแหน่งกล้องตรวจจับความเร็ว
GPS จะตรวจตำแหน่งของรถ แล้วเปรียบเทียบกับฐานข้อมูล หากกำลังเข้าใกล้จุดแจ้งเตือน ระบบจึงส่งเสียงเตือนผู้ขับขี่ได้

GPS แจ้งเตือนกล้องตำรวจ ทำงานยังไง?
นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่หลายคนเข้าใจว่า GPS “ตรวจเจอกล้องตำรวจ”
จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้น
ระบบมักทำงานโดยมี ฐานข้อมูลพิกัดของจุดตรวจจับความเร็ว
สมมติฐานข้อมูลระบุว่า
อีก 500 เมตรข้างหน้ามีกล้องตรวจจับความเร็ว
GPS ของกล้องรู้ว่ารถกำลังอยู่ตรงไหนและเคลื่อนที่ไปทิศทางใด
เมื่อรถเข้าใกล้พิกัดนั้น ระบบจึงแจ้งเตือน
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือ
GPS + ฐานข้อมูลตำแหน่ง
ไม่ใช่ GPS ยิงสัญญาณออกไปตรวจหากล้องตำรวจเอง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฐานข้อมูลต้องมีการอัปเดตอยู่เรื่อย ๆ

ถ้ากล้องไม่มี GPS ยังบันทึกวิดีโอได้ไหม?
ได้ตามปกติ
GPS เป็นฟังก์ชันเพิ่มเติม ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการบันทึกภาพ
กล้องที่ไม่มี GPS ก็ยังสามารถบันทึก
ภาพ
เสียง
เหตุการณ์จาก G-Sensor
Parking Mode
ได้ตามคุณสมบัติของแต่ละรุ่น
ดังนั้นถ้าใช้งานเพียงเพื่อบันทึกภาพหน้า-หลัง GPS อาจไม่ใช่ฟังก์ชันที่จำเป็นที่สุด
แต่ถ้าต้องการข้อมูลตำแหน่ง เส้นทาง หรือระบบแจ้งเตือนตามพิกัด GPS ก็เริ่มมีประโยชน์มากขึ้น

ก่อนซื้อกล้องที่เขียนว่า GPS ควรถามอะไร?
ผมคิดว่าควรถามร้านให้ชัดประมาณนี้
GPS อยู่ในตัวหรือเป็น Module แยก?
บันทึกตำแหน่งอะไรบ้าง?
บันทึกความเร็วหรือไม่?
เปิดดูเส้นทางย้อนหลังได้ผ่านแอปหรือโปรแกรมอะไร?
มีฐานข้อมูลแจ้งเตือนกล้องตรวจจับความเร็วหรือไม่?
ฐานข้อมูลรองรับประเทศไทยหรือไม่?
อัปเดตฐานข้อมูลอย่างไร?
สามารถติดตามรถจากระยะไกลหรือไม่?
ถ้าติดตามได้ ต้องใช้ SIM / LTE / Hotspot เพิ่มหรือไม่?
มีค่าบริการ Cloud หรือ Data Package เพิ่มหรือไม่?
ถามครบประมาณนี้จะลดโอกาสซื้อมาแล้วเข้าใจฟังก์ชันผิดได้เยอะมาก

สรุปแบบง่ายที่สุด
ถ้าจำทั้งหมดไม่ไหว จำแค่นี้ครับ
GPS ในกล้องติดรถยนต์ = รู้ว่ารถอยู่ตรงไหน และบันทึกข้อมูลไว้กับวิดีโอ
ส่วน
GPS Tracking = รู้ว่ารถอยู่ตรงไหน และส่งตำแหน่งกลับมาให้เราดูจากระยะไกล
GPS ตัวเดียวจึงยังไม่เพียงพอสำหรับ Real-time Tracking
ถ้าจะดูตำแหน่งรถผ่านโทรศัพท์ขณะที่เราไม่ได้อยู่กับรถ ต้องมีระบบส่งข้อมูลเพิ่ม เช่น 4G, LTE, SIM, Hotspot หรือ Connected Service
และถ้าเป้าหมายคือ ตามรถหายจริงจัง ควรใช้ GPS Tracker โดยเฉพาะ
แต่ถ้าเป้าหมายคือ ใช้กล้องเป็นหลักฐาน พร้อมข้อมูลตำแหน่ง เส้นทาง และความเร็วประกอบเหตุการณ์
กล้องติดรถยนต์ที่มี GPS ถือว่ามีประโยชน์มากครับ
Q&A สั้น ๆ
กล้องติดรถยนต์มี GPS ตามรถหายได้ไหม?
ถ้ามีเฉพาะ GPS โดยไม่มีระบบอินเทอร์เน็ตหรือ Connected Service ส่วนใหญ่ไม่สามารถดูตำแหน่งสดจากระยะไกลได้
GPS ในกล้องต้องใส่ซิมไหม?
ถ้าใช้เพียงรับตำแหน่งดาวเทียมและบันทึกลงวิดีโอ ไม่ต้องใส่ซิม แต่ถ้าต้องการส่งตำแหน่งผ่านอินเทอร์เน็ต อาจต้องมี SIM, LTE หรือ Hotspot ตามระบบของกล้อง
GPS กับ GPS Tracking เหมือนกันไหม?
ไม่เหมือนกัน GPS เป็นส่วนที่รับข้อมูลตำแหน่ง ส่วน GPS Tracking ต้องมีระบบส่งตำแหน่งไปยังแอปหรือเซิร์ฟเวอร์ด้วย
กล้องที่มี GPS ดีกว่ากล้องไม่มี GPS ไหม?
ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ถ้าต้องการข้อมูลเส้นทาง ตำแหน่ง ความเร็ว หรือระบบเตือนตามพิกัด GPS ก็มีประโยชน์ แต่ถ้าเน้นบันทึกภาพอย่างเดียว GPS ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่สุด
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่