เมื่อก่อน...
เราอาจเคยคิดว่า
ชีวิตที่ดีต้องมีตำแหน่ง มีชื่อเสียง
และได้รับการยอมรับจากผู้คน
แต่เมื่อผ่านเรื่องราวมามากพอ
เรากลับเริ่มมองเห็นว่า
ความสุขบางอย่างไม่ได้อยู่ไกลเลย
อาจเป็นเพียงการได้กลับบ้านไปพบคนที่เรารัก
ได้นั่งกินข้าวด้วยกันโดยไม่ต้องรีบร้อน
ได้โทรถามทุกข์สุขของคนที่เคยดูแลเรา
หรือยังมีแรงทำหน้าที่เล็ก ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่ใครสักคน
วัยหนึ่งของชีวิต...
เราอาจอยากพิสูจน์ว่า “เราเก่งแค่ไหน”
แต่อีกวัยหนึ่ง เรากลับอยากรู้ว่า
สิ่งที่เรียนรู้และสิ่งที่มีอยู่ จะนำไปตอบแทนใครได้บ้าง
ตอบแทนพ่อแม่และครอบครัว
ด้วยเวลาที่ยังเหลืออยู่
ตอบแทนครู อาจารย์ และผู้มีพระคุณ
ด้วยการดำเนินชีวิตให้ดี
ตอบแทนที่ทำงาน
ด้วยการถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นหลัง
และตอบแทนแผ่นดิน
ด้วยการทำหน้าที่ของเราอย่างสุจริตและเต็มกำลัง
เราอาจไม่ต้องทำเรื่องยิ่งใหญ่จนใครกล่าวถึง
เพียงไม่สร้างความเดือดร้อน ช่วยเหลือกันเท่าที่ช่วยได้
แบ่งปันสิ่งที่เรารู้ และทำพื้นที่เล็ก ๆ รอบตัวให้น่าอยู่ขึ้น
เท่านี้...
ชีวิตก็น่าจะมีความหมายไม่น้อยแล้ว
เมื่อก่อนเราอาจกลัวว่า คนอื่นจะมองว่าเราไม่เก่ง
แต่วันนี้กลับรู้สึกว่า ต่อให้เก่งเพียงใด
หากไม่มีเวลาให้คนที่รัก ไม่เคยขอบคุณผู้มีพระคุณ
และไม่ได้ทิ้งสิ่งดี ๆ ไว้ให้คนข้างหลัง
ก็น่าเสียดายเวลาที่ชีวิตมอบให้เรา
บางทีการ “ใช้ชีวิตเป็น”
อาจไม่ใช่การได้ทุกสิ่งตามที่ต้องการ
แต่คือการรู้ว่าใครสำคัญ
รู้ว่าอะไรควรพอ
รู้จักรักษาคนที่รัก
และยังมีหัวใจอยากตอบแทนคุณของผู้คนกับแผ่นดิน
เพราะปลายทางของชีวิต
เราอาจไม่ได้จดจำว่าเคยชนะใครบ้าง
แต่คงอยากจดจำว่า
เราเคยรักใครอย่างเต็มหัวใจ
เคยทำประโยชน์อะไรไว้
และเคยทำให้ชีวิตของใครดีขึ้นบ้าง…แม้เพียงเล็กน้อย
วันนี้...
เราได้ใช้เวลากับคนที่รัก
และได้ตอบแทนสิ่งดี ๆ ที่ชีวิตเคยมอบให้เราบ้างหรือยังครับ
แชร์ประสบการณ์และความคิดเห็นกันมาได้นะครับ...
เมื่อก่อนกลัวคนอื่นมองว่าเราไม่เก่ง วันนี้กลับกลัวว่า…เราจะใช้ชีวิตไม่เป็นมากกว่า
เราอาจเคยคิดว่า
ชีวิตที่ดีต้องมีตำแหน่ง มีชื่อเสียง
และได้รับการยอมรับจากผู้คน
แต่เมื่อผ่านเรื่องราวมามากพอ
เรากลับเริ่มมองเห็นว่า
ความสุขบางอย่างไม่ได้อยู่ไกลเลย
อาจเป็นเพียงการได้กลับบ้านไปพบคนที่เรารัก
ได้นั่งกินข้าวด้วยกันโดยไม่ต้องรีบร้อน
ได้โทรถามทุกข์สุขของคนที่เคยดูแลเรา
หรือยังมีแรงทำหน้าที่เล็ก ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่ใครสักคน
วัยหนึ่งของชีวิต...
เราอาจอยากพิสูจน์ว่า “เราเก่งแค่ไหน”
แต่อีกวัยหนึ่ง เรากลับอยากรู้ว่า
สิ่งที่เรียนรู้และสิ่งที่มีอยู่ จะนำไปตอบแทนใครได้บ้าง
ตอบแทนพ่อแม่และครอบครัว
ด้วยเวลาที่ยังเหลืออยู่
ตอบแทนครู อาจารย์ และผู้มีพระคุณ
ด้วยการดำเนินชีวิตให้ดี
ตอบแทนที่ทำงาน
ด้วยการถ่ายทอดความรู้ให้คนรุ่นหลัง
และตอบแทนแผ่นดิน
ด้วยการทำหน้าที่ของเราอย่างสุจริตและเต็มกำลัง
เราอาจไม่ต้องทำเรื่องยิ่งใหญ่จนใครกล่าวถึง
เพียงไม่สร้างความเดือดร้อน ช่วยเหลือกันเท่าที่ช่วยได้
แบ่งปันสิ่งที่เรารู้ และทำพื้นที่เล็ก ๆ รอบตัวให้น่าอยู่ขึ้น
เท่านี้...
ชีวิตก็น่าจะมีความหมายไม่น้อยแล้ว
เมื่อก่อนเราอาจกลัวว่า คนอื่นจะมองว่าเราไม่เก่ง
แต่วันนี้กลับรู้สึกว่า ต่อให้เก่งเพียงใด
หากไม่มีเวลาให้คนที่รัก ไม่เคยขอบคุณผู้มีพระคุณ
และไม่ได้ทิ้งสิ่งดี ๆ ไว้ให้คนข้างหลัง
ก็น่าเสียดายเวลาที่ชีวิตมอบให้เรา
บางทีการ “ใช้ชีวิตเป็น”
อาจไม่ใช่การได้ทุกสิ่งตามที่ต้องการ
แต่คือการรู้ว่าใครสำคัญ
รู้ว่าอะไรควรพอ
รู้จักรักษาคนที่รัก
และยังมีหัวใจอยากตอบแทนคุณของผู้คนกับแผ่นดิน
เพราะปลายทางของชีวิต
เราอาจไม่ได้จดจำว่าเคยชนะใครบ้าง
แต่คงอยากจดจำว่า
เราเคยรักใครอย่างเต็มหัวใจ
เคยทำประโยชน์อะไรไว้
และเคยทำให้ชีวิตของใครดีขึ้นบ้าง…แม้เพียงเล็กน้อย
วันนี้...
เราได้ใช้เวลากับคนที่รัก
และได้ตอบแทนสิ่งดี ๆ ที่ชีวิตเคยมอบให้เราบ้างหรือยังครับ
แชร์ประสบการณ์และความคิดเห็นกันมาได้นะครับ...