ศุภณัฐ แฉช่องโหว่ตั้ง 'ดาต้าเซ็นเตอร์' กลางกรุง ขอสร้างเป็นคลังสินค้าเลี่ยง EIA
https://www.matichon.co.th/politics/news_5871609
.

.
ศุภณัฐ แฉช่องโหว่ตั้งศูนย์ข้อมูลกลางกรุง ในรูปแบบคลังสินค้า เลี่ยงทำ EIA พบเก็บน้ำมันกว่า 4 แสนลิตร หวั่นสร้างผลกระทบต่อชุมชน จี้ ‘ผู้ว่าฯ กทม.-รมว.ทส.’ เร่งแก้กฎหมาย จัดโซนนิ่งด่วน
.
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่อาคารอนาคตใหม่ นายศุภณัฐ มีนชัยอนันต์ ส.ส. กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการก่อสร้างและดำเนินกิจการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในพื้นที่ชุมชน ว่า ปัจจุบันกิจการดังกล่าวไม่มีกฎหมายมากำกับดูแล ทำให้ผู้ประกอบการอาศัยช่องว่างไปขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบอาคารคลังสินค้า ซึ่งไม่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ การปล่อยความร้อน เสียง หรือการบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับภาคเอกชนและสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร พบว่ามีศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารคลังสินค้า แต่มีพื้นที่กักเก็บน้ำมันได้สูงสุดถึง 400,600 ลิตร มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีการจ้างคนมาทำงานในพื้นที่จำนวนมาก นี่คือช่องว่าง
.
นาย
ศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตามกฎหมายผังเมือง คลังสินค้าสามารถก่อสร้างได้ในเกือบทุกผังเมือง ดังนั้นการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล โดยระบุว่าเป็นอาคารคลังสินค้าจึงสามารถตั้งอยู่ข้างโรงพยาบาลหรือใกล้ชุมชนได้อย่างสะเปะสะปะ ทั้งๆ ที่ควรถูกจัดโซนนิ่งตามขนาดการใช้ไฟฟ้าและอยู่ห่างไกลชุมชน โดยให้กทม.จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับเพื่อจัดให้เป็นนิคมเฉพาะ ทั้งนี้ตนเคยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยตั้งแต่ปี 2567 เพื่อขอให้กำหนดนิยามของศูนย์ข้อมูล แต่ ผ่านไปกว่า 1 ปีก็ยังไม่มีการแก้ไขระเบียบใดๆ เกิดขึ้น
.
นาย
ศุภณัฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังเรียกร้องไปยัง 2 หน่วยงานคือ 1.เสนอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครใช้อำนาจออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเพื่อกำหนดนิยามศูนย์ข้อมูลและแก้ไขข้อบัญญัติควบคุมอาคารเป็นการฉุกเฉิน รวมทั้งนำร่างผังเมืองฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการกว่า 2 ปี กลับไปปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อกำหนดข้อบังคับเรื่องศูนย์ข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนประกาศใช้ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงไปอีก 5-10 ปี
.
นาย
ศุภณัฐ กล่าวด้วยว่า 2.เรียกร้องให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนดให้กิจการศูนย์ข้อมูลต้องจัดทำ EIA เพื่อให้เกิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
.
เมื่อถามถึง กรณีมีการร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมันจากศูนย์ข้อมูลอาจกระทบชุมชน นาย
ศุภณัฐ กล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ช่วยกันสังเกตการณ์ว่ากลิ่นดังกล่าวมีที่มาจากจุดใด หรือเกิดจากการรั่วไหลหรือไม่ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือมาตรการความปลอดภัยจากการสต๊อกน้ำมัน แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายกำกับดูแล แต่ปัญหาหลักคือการขาดการบังคับใช้และขาดการตรวจตราอย่างจริงจังและต่อเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างกรณีการให้โบนัสพื้นที่ก่อสร้าง (FAR Bonus) แก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดินมูลค่า 3-4 ล้านบาท ซึ่งอนุญาตให้สร้างพื้นที่ขายเพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 20% และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มหลักร้อยล้านบาท แต่กทพ.กลับไม่มีกลไกติดตามว่ามีการเปิดใช้งานบ่อหน่วงน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจริงหรือไม่
.
นาย
ศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ในกรณีของศูนย์ข้อมูล นอกจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสถานที่แล้ว ยังมีการคายความร้อนตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้อุณหภูมิรอบพื้นที่สูงขึ้นและทำให้ประชาชนโดยรอบต้องรับภาระค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น การปล่อยให้มีการก่อสร้างอย่างไร้ระเบียบโดยไม่มีกฎหมายผังเมืองที่เข้มแข็ง จะทำให้เมืองสูญเสียความเป็นระเบียบและความน่าอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมูลค่าของเมืองในระยะยาว.
.
.
ชาวบ้าน อ.คง เสียใจ รัฐบาลสถานที่ย้ายจัด 'พืชสวนโลก' ทั้งที่ถางป่า 678 ไร่ เตรียมงาน
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10383019
.
ชาวบ้าน อ.คง เสียใจ รัฐบาลสถานที่ย้ายจัด ‘พืชสวนโลก’ ไป อ.ปากช่องแทน ทั้ง ๆ ที่เตรียมงานถางป่ากว่า 678 ไร่ ไว้แล้ว ซัดไม่เคยฟังเสียงประชาชน
.
1 ก.ย. 69 – ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน อ.คง จ.นครราชสีมา ภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติย้ายสถานที่จัดงาน “พืชสวนโลก” จาก อ.คง ไป อ.ปากช่อง แทน ตามข้อเสนอของทางสภาพัฒน์ฯ ที่มองว่า อ.ปากช่อง มีความพร้อมและคุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่า
.
นาย
วีรวิทย์ เชื้อจันอัด ชาวบ้านอำเภอคง กล่าวว่า รู้สึกเศร้าต่อการจากไปของผืนป่าหลายร้อยไร่ที่ถูกโค่นลง เพื่อเตรียมพื้นที่จัดงานพืชสวนโลก แต่ต้องมาถูกพรากจากไปจาก อ.คง ที่น่าเศร้าที่สุดคือเรามีรัฐบาลที่ไม่ฟังเสียงของประชาชนเลย โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งเป็นพรรคที่มี สส. ในพื้นที่
.
ป่าที่ต้องถูกทำให้หายไปกว่า 678 ไร่ เพื่อเตรียมพื้นที่จัดงานพืชสวนโลกนั้นเป็นป่าเต็งรัง มีพันธุ์ไม้และเห็ดหลากสีสันอีกหลายชนิด รวมไปถึงแหล่งน้ำก็มีเพียงพอต่อการจัดงาน ที่สำคัญคือพื้นที่สำหรับจัดงานนั้นผ่านการประเมินแล้ว รวมถึงได้สร้างความประทับใจให้คณะกรรมการพืชสวนโลกจากความหลากหลายทางชีวะภาพ
.
ขณะที่ น.ส.
ทักษพร รัตนประเสริฐ ชาวบ้านอีกราย กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับการย้ายสถานที่จัดงานพืชสวนโลก เนื่องจากชาวบ้านตั้งความหวังเอาไว้กับงานนี้มาก แต่ตอนนี้กลับต้องผิดหวัง เพราะเหมือนกับถูกแย่งไป ทำไมถึงทำกับชาวบ้านแบบนี้ ถ้าอยากเอาไปจัดที่ปากช่องควรเอาไปตั้งแต่ทีแรก รู้สึกเสียใจที่ป่าไม้บริเวณจัดงานต้องสูญเสียไป จากการเตรียมสถานที่และการขุดคลอง เพราะหากไม่มีโครงการพืชสวนโลกมา ป่าก็ยังคงอยู่
.
.
ทีดีอาร์ไอ ตั้งโจทย์รัฐเลิกเลี้ยงไข้คนป่วย ห่วง ศก.โตกระจุก เชื่อยังไม่เสี่ยงเกิด Japanification
https://www.matichon.co.th/economy/news_5871923
.
ทีดีอาร์ไอ ตั้งโจทย์รัฐเลิกเลี้ยงไข้คนป่วย ห่วง ศก.โตกระจุก เชื่อยังไม่เสี่ยงเกิด Japanification
.
นาย
นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีสื่อต่างประเทศมองความเสี่ยงของประเทศไทย อาจเข้าใกล้สภาวะ Japanification หรือ การที่เศรษฐกิจของประเทศเผชิญกับการเติบโตต่ำและอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นเวลายาวนานเหมือนในญี่ปุ่นนั้น เบื้องต้นนิยามเชิงหลักการของภาวะ Japanification คือสภาวะที่ระบบเศรษฐกิจเผชิญการเติบโตในระดับต่ำมากจนใกล้เคียงกับ 0% ควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เคียง 0% ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลเชิงสถิติของไทย พบว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังไม่น่าจะเผชิญความเสี่ยงถึงขั้นนั้น เนื่องจากศักยภาพการเติบโตเฉลี่ยยังสูงกว่ากว่าระดับ 0% ทั้งในปัจจุบัน รวมถึงอนาคตในระยะกลางและยาว
.
“
ปัจจุบันตัวเลขศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ที่ยังยอมรับกันได้ เฉลี่ยอยู่ประมาณ 2.7% ต่อปี แม้มองไปข้างหน้าในกรอบระยะปานกลางถึงระยะยาวอีก 10 ปี เศรษฐกิจไทยก็ยังมีแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่าประมาณ 2% รวมถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยแตกต่างจากญี่ปุ่นคือ ฐานที่ต่ำกว่า เนื่องจากในช่วงที่ญี่ปุ่นเกิดภาวะ Japanification นั้น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ร่ำรวยและเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจถึงจุดสูงสุด (พีก) จนขยายตัวต่อได้ยาก ขณะที่ไทยยังมีช่องทางและโอกาสในการพัฒนาเพื่อยกระดับเศรษฐกิจอีกเป็นจำนวนมาก” นาย
นณริฏ กล่าว
.
นาย
นณริฏ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังคงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจผ่านการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการพึ่งพาฐานแรงงานต่างด้าว ซึ่งทำให้เศรษฐกิจยังพอไปได้ แม้รูปแบบนี้จะไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีในระดับ 3-4% ต่อปีได้ แต่ก็ช่วยสกัดความเสี่ยงไม่ให้ระบบเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับสภาวะเติบโตลดลงเหลือ 0% หรือติดลบต่ำกว่านั้น โดยประเด็นที่ที่น่ากังวลมากกว่าคือ การเติบโตแบบ K-Shaped หรือการกระจุกตัวของการเติบโต และความเหลื่อมล้ำของกลุ่มรากหญ้า ที่ตัวเลขเงินในกระเป๋าที่แย่ลง เผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ตกงาน และปัญหาปากท้องต่างๆ ทำให้การที่มีคนบางกลุ่มโตมากขณะที่ภาพรวมเฉลี่ยโตเพียงเล็กน้อย ย่อมหมายความว่า ประชากรครึ่งหนึ่งหรือคนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลงกว่าตัวเลขเฉลี่ยที่เห็นอยู่
.
นาย
นณริฏ กล่าวว่า โจทย์สำคัญในการแก้ปัญหาของประเทศไทย ที่รัฐบาลควรดำเนินการไม่ใช่เรื่องของการดูแลเท่านั้น เพราะนโยบายประเภทการเข้าไปดูแลหรือประคองไปเรื่อยๆ เปรียบเสมือนการเลี้ยงไข้ผู้ป่วย ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด หากรัฐบาลปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาว ประชาชนกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และลงท้ายด้วยการที่รัฐต้องทำนโยบายแจกเงินช่วยเหลือไปตลอด ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน โดยแนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้างที่แท้จริงคือ รัฐต้องทำหน้าที่ Empower หรือสร้างเสริมศักยภาพและพลัง เพื่อช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถกลับมายืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างรวดเร็วที่สุดในเกมการแข่งขันของธุรกิจและการหารายได้ของประชาชน
.
นาย
นณริฏ กล่าวว่า ข้อเสนอในเชิงปฏิบัติที่ต้องเร่งดำเนินการคือ 1.ภาคประชาชน รัฐต้องเข้าไปแก้ไขที่อุปสรรคเชิงระบบ ได้แก่ การปฏิรูปคุณภาพการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และ 2.ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs รัฐต้องแก้ไขปัญหาเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงการแข่งขันทางการค้าที่ต้องเปิดกว้างและเป็นธรรม โดยการให้แต้มต่อทางธุรกิจ รัฐบาลสามารถทำได้ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ธุรกิจรายย่อย แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องให้ในระยะสั้นเท่านั้น เพื่อเป้าหมายในการสร้างศักยภาพให้ธุรกิจกลับเข้าสู่เกมการแข่งขันได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่การเข้าไปประคองถาวรจนผู้ประกอบการเคยชินและเฉื่อยชาสุดท้ายก็ไม่คิดพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มเติม
.
นาย
นณริฏ กล่าวว่า นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาการเมือง ภาพลักษณ์ของรัฐบาล ตลอดจนข่าวคราวความไม่โปร่งใส อาทิ การฮั้ว สว.ที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ ถือว่ามีส่วนซ้ำเติมจิตวิทยาและความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มปัจจัยเชิงสถาบัน ที่นานาชาติและนักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญอย่างสูงสุด โดยความสำคัญของหลักนิติธรรม (Rule of Law) ถือเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์ที่ว่า กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ จะต้องมีความโปร่งใส ยุติธรรม ทำงานอย่างตรงไปตรงมา และมีปัญหาคอร์รัปชันในระดับต่ำ ทำให้ภาพลบเหล่านี้ไม่ค่อยดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
JJNY : ศุภณัฐแฉช่องโหว่ตั้ง'ดาต้าเซ็นเตอร์'│ชาวอ.คงเสียใจ ย้ายที่│ทีดีอาร์ไอห่วง ศก.โตกระจุก│35 จว.ฝนตกหนัก ระวังอันตราย
https://www.matichon.co.th/politics/news_5871609
.
.
ศุภณัฐ แฉช่องโหว่ตั้งศูนย์ข้อมูลกลางกรุง ในรูปแบบคลังสินค้า เลี่ยงทำ EIA พบเก็บน้ำมันกว่า 4 แสนลิตร หวั่นสร้างผลกระทบต่อชุมชน จี้ ‘ผู้ว่าฯ กทม.-รมว.ทส.’ เร่งแก้กฎหมาย จัดโซนนิ่งด่วน
.
เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่อาคารอนาคตใหม่ นายศุภณัฐ มีนชัยอนันต์ ส.ส. กทม. พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงการก่อสร้างและดำเนินกิจการศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในพื้นที่ชุมชน ว่า ปัจจุบันกิจการดังกล่าวไม่มีกฎหมายมากำกับดูแล ทำให้ผู้ประกอบการอาศัยช่องว่างไปขออนุญาตก่อสร้างในรูปแบบอาคารคลังสินค้า ซึ่งไม่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ไม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรไฟฟ้า ทรัพยากรน้ำ การปล่อยความร้อน เสียง หรือการบรรจุน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจากการตรวจสอบข้อมูลร่วมกับภาคเอกชนและสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร พบว่ามีศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารคลังสินค้า แต่มีพื้นที่กักเก็บน้ำมันได้สูงสุดถึง 400,600 ลิตร มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทำงานอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มีการจ้างคนมาทำงานในพื้นที่จำนวนมาก นี่คือช่องว่าง
.
นายศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตามกฎหมายผังเมือง คลังสินค้าสามารถก่อสร้างได้ในเกือบทุกผังเมือง ดังนั้นการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล โดยระบุว่าเป็นอาคารคลังสินค้าจึงสามารถตั้งอยู่ข้างโรงพยาบาลหรือใกล้ชุมชนได้อย่างสะเปะสะปะ ทั้งๆ ที่ควรถูกจัดโซนนิ่งตามขนาดการใช้ไฟฟ้าและอยู่ห่างไกลชุมชน โดยให้กทม.จัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับเพื่อจัดให้เป็นนิคมเฉพาะ ทั้งนี้ตนเคยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยตั้งแต่ปี 2567 เพื่อขอให้กำหนดนิยามของศูนย์ข้อมูล แต่ ผ่านไปกว่า 1 ปีก็ยังไม่มีการแก้ไขระเบียบใดๆ เกิดขึ้น
.
นายศุภณัฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังเรียกร้องไปยัง 2 หน่วยงานคือ 1.เสนอให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครใช้อำนาจออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครเพื่อกำหนดนิยามศูนย์ข้อมูลและแก้ไขข้อบัญญัติควบคุมอาคารเป็นการฉุกเฉิน รวมทั้งนำร่างผังเมืองฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการกว่า 2 ปี กลับไปปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อกำหนดข้อบังคับเรื่องศูนย์ข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนประกาศใช้ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญกับความเสี่ยงไปอีก 5-10 ปี
.
นายศุภณัฐ กล่าวด้วยว่า 2.เรียกร้องให้นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งรัดสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำหนดให้กิจการศูนย์ข้อมูลต้องจัดทำ EIA เพื่อให้เกิดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
.
เมื่อถามถึง กรณีมีการร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมันจากศูนย์ข้อมูลอาจกระทบชุมชน นายศุภณัฐ กล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันข้อเท็จจริงได้ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่ช่วยกันสังเกตการณ์ว่ากลิ่นดังกล่าวมีที่มาจากจุดใด หรือเกิดจากการรั่วไหลหรือไม่ สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือมาตรการความปลอดภัยจากการสต๊อกน้ำมัน แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายกำกับดูแล แต่ปัญหาหลักคือการขาดการบังคับใช้และขาดการตรวจตราอย่างจริงจังและต่อเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐ อย่างกรณีการให้โบนัสพื้นที่ก่อสร้าง (FAR Bonus) แก่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างบ่อหน่วงน้ำใต้ดินมูลค่า 3-4 ล้านบาท ซึ่งอนุญาตให้สร้างพื้นที่ขายเพิ่มขึ้นได้สูงสุดถึง 20% และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มหลักร้อยล้านบาท แต่กทพ.กลับไม่มีกลไกติดตามว่ามีการเปิดใช้งานบ่อหน่วงน้ำเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจริงหรือไม่
.
นายศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ในกรณีของศูนย์ข้อมูล นอกจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของสถานที่แล้ว ยังมีการคายความร้อนตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลให้อุณหภูมิรอบพื้นที่สูงขึ้นและทำให้ประชาชนโดยรอบต้องรับภาระค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น การปล่อยให้มีการก่อสร้างอย่างไร้ระเบียบโดยไม่มีกฎหมายผังเมืองที่เข้มแข็ง จะทำให้เมืองสูญเสียความเป็นระเบียบและความน่าอยู่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมูลค่าของเมืองในระยะยาว.
.
.
ชาวบ้าน อ.คง เสียใจ รัฐบาลสถานที่ย้ายจัด 'พืชสวนโลก' ทั้งที่ถางป่า 678 ไร่ เตรียมงาน
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10383019
.
ชาวบ้าน อ.คง เสียใจ รัฐบาลสถานที่ย้ายจัด ‘พืชสวนโลก’ ไป อ.ปากช่องแทน ทั้ง ๆ ที่เตรียมงานถางป่ากว่า 678 ไร่ ไว้แล้ว ซัดไม่เคยฟังเสียงประชาชน
.
1 ก.ย. 69 – ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้าน อ.คง จ.นครราชสีมา ภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติย้ายสถานที่จัดงาน “พืชสวนโลก” จาก อ.คง ไป อ.ปากช่อง แทน ตามข้อเสนอของทางสภาพัฒน์ฯ ที่มองว่า อ.ปากช่อง มีความพร้อมและคุ้มค่ากับการลงทุนมากกว่า
.
นายวีรวิทย์ เชื้อจันอัด ชาวบ้านอำเภอคง กล่าวว่า รู้สึกเศร้าต่อการจากไปของผืนป่าหลายร้อยไร่ที่ถูกโค่นลง เพื่อเตรียมพื้นที่จัดงานพืชสวนโลก แต่ต้องมาถูกพรากจากไปจาก อ.คง ที่น่าเศร้าที่สุดคือเรามีรัฐบาลที่ไม่ฟังเสียงของประชาชนเลย โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลซึ่งเป็นพรรคที่มี สส. ในพื้นที่
.
ป่าที่ต้องถูกทำให้หายไปกว่า 678 ไร่ เพื่อเตรียมพื้นที่จัดงานพืชสวนโลกนั้นเป็นป่าเต็งรัง มีพันธุ์ไม้และเห็ดหลากสีสันอีกหลายชนิด รวมไปถึงแหล่งน้ำก็มีเพียงพอต่อการจัดงาน ที่สำคัญคือพื้นที่สำหรับจัดงานนั้นผ่านการประเมินแล้ว รวมถึงได้สร้างความประทับใจให้คณะกรรมการพืชสวนโลกจากความหลากหลายทางชีวะภาพ
.
ขณะที่ น.ส.ทักษพร รัตนประเสริฐ ชาวบ้านอีกราย กล่าวว่า รู้สึกเสียใจกับการย้ายสถานที่จัดงานพืชสวนโลก เนื่องจากชาวบ้านตั้งความหวังเอาไว้กับงานนี้มาก แต่ตอนนี้กลับต้องผิดหวัง เพราะเหมือนกับถูกแย่งไป ทำไมถึงทำกับชาวบ้านแบบนี้ ถ้าอยากเอาไปจัดที่ปากช่องควรเอาไปตั้งแต่ทีแรก รู้สึกเสียใจที่ป่าไม้บริเวณจัดงานต้องสูญเสียไป จากการเตรียมสถานที่และการขุดคลอง เพราะหากไม่มีโครงการพืชสวนโลกมา ป่าก็ยังคงอยู่
.
.
ทีดีอาร์ไอ ตั้งโจทย์รัฐเลิกเลี้ยงไข้คนป่วย ห่วง ศก.โตกระจุก เชื่อยังไม่เสี่ยงเกิด Japanification
https://www.matichon.co.th/economy/news_5871923
.
ทีดีอาร์ไอ ตั้งโจทย์รัฐเลิกเลี้ยงไข้คนป่วย ห่วง ศก.โตกระจุก เชื่อยังไม่เสี่ยงเกิด Japanification
.
นายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีสื่อต่างประเทศมองความเสี่ยงของประเทศไทย อาจเข้าใกล้สภาวะ Japanification หรือ การที่เศรษฐกิจของประเทศเผชิญกับการเติบโตต่ำและอัตราเงินเฟ้อต่ำเป็นเวลายาวนานเหมือนในญี่ปุ่นนั้น เบื้องต้นนิยามเชิงหลักการของภาวะ Japanification คือสภาวะที่ระบบเศรษฐกิจเผชิญการเติบโตในระดับต่ำมากจนใกล้เคียงกับ 0% ควบคู่กับอัตราดอกเบี้ยที่ใกล้เคียง 0% ซึ่งหากพิจารณาจากข้อมูลเชิงสถิติของไทย พบว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังไม่น่าจะเผชิญความเสี่ยงถึงขั้นนั้น เนื่องจากศักยภาพการเติบโตเฉลี่ยยังสูงกว่ากว่าระดับ 0% ทั้งในปัจจุบัน รวมถึงอนาคตในระยะกลางและยาว
.
“ปัจจุบันตัวเลขศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ที่ยังยอมรับกันได้ เฉลี่ยอยู่ประมาณ 2.7% ต่อปี แม้มองไปข้างหน้าในกรอบระยะปานกลางถึงระยะยาวอีก 10 ปี เศรษฐกิจไทยก็ยังมีแนวโน้มการเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่าประมาณ 2% รวมถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยแตกต่างจากญี่ปุ่นคือ ฐานที่ต่ำกว่า เนื่องจากในช่วงที่ญี่ปุ่นเกิดภาวะ Japanification นั้น ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ร่ำรวยและเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีการเติบโตของเศรษฐกิจถึงจุดสูงสุด (พีก) จนขยายตัวต่อได้ยาก ขณะที่ไทยยังมีช่องทางและโอกาสในการพัฒนาเพื่อยกระดับเศรษฐกิจอีกเป็นจำนวนมาก” นายนณริฏ กล่าว
.
นายนณริฏ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังคงขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจผ่านการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการพึ่งพาฐานแรงงานต่างด้าว ซึ่งทำให้เศรษฐกิจยังพอไปได้ แม้รูปแบบนี้จะไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีในระดับ 3-4% ต่อปีได้ แต่ก็ช่วยสกัดความเสี่ยงไม่ให้ระบบเศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับสภาวะเติบโตลดลงเหลือ 0% หรือติดลบต่ำกว่านั้น โดยประเด็นที่ที่น่ากังวลมากกว่าคือ การเติบโตแบบ K-Shaped หรือการกระจุกตัวของการเติบโต และความเหลื่อมล้ำของกลุ่มรากหญ้า ที่ตัวเลขเงินในกระเป๋าที่แย่ลง เผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะชักหน้าไม่ถึงหลัง ตกงาน และปัญหาปากท้องต่างๆ ทำให้การที่มีคนบางกลุ่มโตมากขณะที่ภาพรวมเฉลี่ยโตเพียงเล็กน้อย ย่อมหมายความว่า ประชากรครึ่งหนึ่งหรือคนส่วนใหญ่ของประเทศ กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่แย่ลงกว่าตัวเลขเฉลี่ยที่เห็นอยู่
.
นายนณริฏ กล่าวว่า โจทย์สำคัญในการแก้ปัญหาของประเทศไทย ที่รัฐบาลควรดำเนินการไม่ใช่เรื่องของการดูแลเท่านั้น เพราะนโยบายประเภทการเข้าไปดูแลหรือประคองไปเรื่อยๆ เปรียบเสมือนการเลี้ยงไข้ผู้ป่วย ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีวันสิ้นสุด หากรัฐบาลปล่อยทิ้งไว้ในระยะยาว ประชาชนกลุ่มนี้จะกลายเป็นผู้ป่วยเรื้อรัง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และลงท้ายด้วยการที่รัฐต้องทำนโยบายแจกเงินช่วยเหลือไปตลอด ซึ่งไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน โดยแนวทางแก้ไขเชิงโครงสร้างที่แท้จริงคือ รัฐต้องทำหน้าที่ Empower หรือสร้างเสริมศักยภาพและพลัง เพื่อช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถกลับมายืนหยัดได้ด้วยตนเองอย่างรวดเร็วที่สุดในเกมการแข่งขันของธุรกิจและการหารายได้ของประชาชน
.
นายนณริฏ กล่าวว่า ข้อเสนอในเชิงปฏิบัติที่ต้องเร่งดำเนินการคือ 1.ภาคประชาชน รัฐต้องเข้าไปแก้ไขที่อุปสรรคเชิงระบบ ได้แก่ การปฏิรูปคุณภาพการศึกษา การพัฒนาทักษะแรงงาน และ 2.ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs รัฐต้องแก้ไขปัญหาเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ รวมถึงการแข่งขันทางการค้าที่ต้องเปิดกว้างและเป็นธรรม โดยการให้แต้มต่อทางธุรกิจ รัฐบาลสามารถทำได้ผ่านสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ธุรกิจรายย่อย แต่เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องให้ในระยะสั้นเท่านั้น เพื่อเป้าหมายในการสร้างศักยภาพให้ธุรกิจกลับเข้าสู่เกมการแข่งขันได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่การเข้าไปประคองถาวรจนผู้ประกอบการเคยชินและเฉื่อยชาสุดท้ายก็ไม่คิดพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มเติม
.
นายนณริฏ กล่าวว่า นอกเหนือจากปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ปัญหาการเมือง ภาพลักษณ์ของรัฐบาล ตลอดจนข่าวคราวความไม่โปร่งใส อาทิ การฮั้ว สว.ที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ ถือว่ามีส่วนซ้ำเติมจิตวิทยาและความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสิ่งเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มปัจจัยเชิงสถาบัน ที่นานาชาติและนักลงทุนระดับโลกให้ความสำคัญอย่างสูงสุด โดยความสำคัญของหลักนิติธรรม (Rule of Law) ถือเป็นเรื่องที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์ที่ว่า กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ จะต้องมีความโปร่งใส ยุติธรรม ทำงานอย่างตรงไปตรงมา และมีปัญหาคอร์รัปชันในระดับต่ำ ทำให้ภาพลบเหล่านี้ไม่ค่อยดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ