ผมเริ่มก่อนเลย เมื่อเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว
สิ่งที่เรียนรู้ 2 อย่างเลยก็คือว่า
1.
อย่าสร้างสถานการณ์หรือความจำเป็นให้เราต้องไปพึ่งพาผู้อื่น พูดง่ายๆคือ ต้องยืมทรัพยากร หรือ ยืมจมูกคนอื่นหายใจ
เพราะว่าจากประสบการณ์สมัยเด็กจนย่างเข้าสู่วัยรุ่น - ผู้ใหญ่ตอนต้น ผมต้องอาศัยอยู่กับญาติๆ ด้วยความจำเป็น การไปอยู่บ้านคนอื่น โดนเค้าเปรียบเทียบ ชิงดีชิงเด่นมากกว่าเรา แถมยังต้องโดนเค้าอวยลูกหลานมาทับถมสติปัญญาของเรา (ทั้งๆที่ผมปกติดี และไม่ได้สมบูรณ์แบบ)จนภายหลังทำให้เราไม่มีความมั่นใจในตัวเอง มันกลายเป็นปมด้อยของเรา แถมเวลาเค้าลำบาก เราต้องไปช่วยเหลือใช้หนี้บุญคุณ ไม่รู้จักจบสิ้น (ถ้าญาตินิสัยดี ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ดี ได้แต่นั่งถอนหายใจยาวๆ)
การเป็นหนี้บุญคุณมันไม่สนุกครับ แถมยังโดนพี่น้องญาติๆ มองเราด้วยทัศนคติรังเกียจว่าด้อยกว่าเค้าจนตาย ถ้ายืนได้ด้วยตัวเองเมื่อไร ต้องออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองโดยเร็วที่สุดครับ
เพราะฉะนั้น อย่าล้มจนต้องแบกหน้าไปขอความช่วยเหลือจากญาติที่ลับหลังทำร้ายเรา (เลือกคนที่ไว้ใจได้ให้ช่วยเหลือ)
เพราะต่อให้เค้าทำไม่ดีลับหลังเรา เราก็ตอบโต้ยาก สาเหตุจากการที่เค้าช่วยเหลือชีวิตเรา ยังไงก็ตามเราจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องก้มหัวรับชะตากรรมไป
2.
อย่าเสียเวลาอยู่ใกล้ ‘คนที่เกลียดเรา แม้ว่าเราไม่เคยไปทำอะไรเค้าก่อน หรือปฎิบัติตัวกับเค้าดีแล้ว แต่เค้าเลือกที่จะอคติ และรังเกียจเรา’
เมื่อก่อนผมเคยคิดนะ ว่าความคิดคนมันเปลี่ยนได้ ถ้าเราทำดีกับเค้าสม่ำเสมอ แต่ปัจจุบันมันยาก ถ้าเค้าตัดสินใจแล้ว ว่าจะเกลียดเรา ไม่ชอบเรา เราทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ ตั้งธงไว้ในใจ ว่าคนประเภทนี้ที่เราจะไม่ขอมีในชีวิตอีก คนประเภทไหนที่เราจะเก็บไว้สอนลูกหลานว่าอย่าปฎิบัติกับคนอื่น ด้วยวิธีแบบนี้
ของผมประมาณนี้ครับ
ขอให้ทุกคนลองแชร์ ความคิดสิ่งที่ตัวเองได้ตกผนึกกัน
#เขียนเถอะ อยากอ่าน
ชวนทุกคน มาแชร์ความคิดที่ตกผลึก เป็นบทเรียนที่ได้เรียนรู้มาเมื่อถึงวัยนี้
สิ่งที่เรียนรู้ 2 อย่างเลยก็คือว่า
1. อย่าสร้างสถานการณ์หรือความจำเป็นให้เราต้องไปพึ่งพาผู้อื่น พูดง่ายๆคือ ต้องยืมทรัพยากร หรือ ยืมจมูกคนอื่นหายใจ
เพราะว่าจากประสบการณ์สมัยเด็กจนย่างเข้าสู่วัยรุ่น - ผู้ใหญ่ตอนต้น ผมต้องอาศัยอยู่กับญาติๆ ด้วยความจำเป็น การไปอยู่บ้านคนอื่น โดนเค้าเปรียบเทียบ ชิงดีชิงเด่นมากกว่าเรา แถมยังต้องโดนเค้าอวยลูกหลานมาทับถมสติปัญญาของเรา (ทั้งๆที่ผมปกติดี และไม่ได้สมบูรณ์แบบ)จนภายหลังทำให้เราไม่มีความมั่นใจในตัวเอง มันกลายเป็นปมด้อยของเรา แถมเวลาเค้าลำบาก เราต้องไปช่วยเหลือใช้หนี้บุญคุณ ไม่รู้จักจบสิ้น (ถ้าญาตินิสัยดี ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ดี ได้แต่นั่งถอนหายใจยาวๆ)
การเป็นหนี้บุญคุณมันไม่สนุกครับ แถมยังโดนพี่น้องญาติๆ มองเราด้วยทัศนคติรังเกียจว่าด้อยกว่าเค้าจนตาย ถ้ายืนได้ด้วยตัวเองเมื่อไร ต้องออกมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองโดยเร็วที่สุดครับ
เพราะฉะนั้น อย่าล้มจนต้องแบกหน้าไปขอความช่วยเหลือจากญาติที่ลับหลังทำร้ายเรา (เลือกคนที่ไว้ใจได้ให้ช่วยเหลือ)
เพราะต่อให้เค้าทำไม่ดีลับหลังเรา เราก็ตอบโต้ยาก สาเหตุจากการที่เค้าช่วยเหลือชีวิตเรา ยังไงก็ตามเราจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องก้มหัวรับชะตากรรมไป
2.อย่าเสียเวลาอยู่ใกล้ ‘คนที่เกลียดเรา แม้ว่าเราไม่เคยไปทำอะไรเค้าก่อน หรือปฎิบัติตัวกับเค้าดีแล้ว แต่เค้าเลือกที่จะอคติ และรังเกียจเรา’
เมื่อก่อนผมเคยคิดนะ ว่าความคิดคนมันเปลี่ยนได้ ถ้าเราทำดีกับเค้าสม่ำเสมอ แต่ปัจจุบันมันยาก ถ้าเค้าตัดสินใจแล้ว ว่าจะเกลียดเรา ไม่ชอบเรา เราทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือ ตั้งธงไว้ในใจ ว่าคนประเภทนี้ที่เราจะไม่ขอมีในชีวิตอีก คนประเภทไหนที่เราจะเก็บไว้สอนลูกหลานว่าอย่าปฎิบัติกับคนอื่น ด้วยวิธีแบบนี้
ของผมประมาณนี้ครับ
ขอให้ทุกคนลองแชร์ ความคิดสิ่งที่ตัวเองได้ตกผนึกกัน
#เขียนเถอะ อยากอ่าน