มีเรื่องมาเล่า 😁
ปกติไป Afternoon Tea เราก็คงสนใจว่า
ขนมอะไรอร่อย ชาอะไรดี ถ่ายรูปมุมไหนสวย
แต่รอบนี้ดันกลับบ้านมาพร้อมเรื่อง “นาฬิกา” 🕰️
เราไปลอง A Tale of Two Cultures Afternoon Tea ที่ Peacock Alley, Waldorf Astoria Bangkok มา
เป็นการ collab กันระหว่าง Waldorf Astoria Bangkok 🇹🇭 กับ Waldorf Astoria Osaka 🇯🇵
แต่ก่อนจะไปถึงขนม...
🕰️ ทำไมนาฬิกาต้อง 09:09?
คุณ Sebastien Pisano, GM ของโรงแรม เล่าให้ฟังว่า “นาฬิกา” เป็นส่วนหนึ่งของ heritage ของ Waldorf Astoria มาตั้งแต่ New York
ในอดีตนาฬิกาใหญ่ที่ Waldorf Astoria New York เป็นเหมือน meeting point จนเกิดคำว่า
“Meet me at the clock.”
แล้ว Waldorf Astoria ในแต่ละประเทศก็เอา idea เรื่อง clock นี้มาตีความให้เข้ากับ local culture ของตัวเอง
พอมาถึงบางกอก...
นาฬิกาตั้งไว้ที่ 09:09 น. ⏰
เพราะเลข 9 เป็นเลขที่คนไทยถือว่าเป็นมงคล
ไหนๆ จะ localise แล้ว ก็ 9 สองตัวไปเลย 😆
ชอบ detail แบบนี้นะ
ของบางอย่างถ้าไม่รู้ story ก็เดินผ่านเฉยๆ
แต่พอรู้แล้ว...เออ น่ารักดีแฮะ
🇹🇭 x 🇯🇵 แล้วสองวัฒนธรรมมาเจอกันยังไง?
รอบนี้เป็นฝีมือของ Chef Toddi จาก Bangkok x Chef Tomoko จาก Waldorf Astoria Osaka
ไม่ได้มาแนว “ฝั่งนี้อาหารไทย ฝั่งนั้นอาหารญี่ปุ่น” แล้วจบ
แต่เอารสชาติ วัตถุดิบ และหน้าตาของสอง culture มาหยอกกันอยู่ในคำเดียว
ตัว stand ก็ไม่ธรรมดา
ทำเป็น เฟืองนาฬิกา ต่อกันขึ้นไป แล้วมี clock อยู่ข้างบน
คือ theme ไม่ได้จบอยู่ที่ชื่อ
นาฬิกาตามมาถึงโต๊ะเลยค่ะ 😂
ส่วน scones มาในกระเป๋าเดินทางใบจิ๋ว 🧳
เปิดมาแล้วแอบคิดว่า
เอ๊ะ...จะกิน scone หรือจะ check-in ก่อนดี 🤭 (แต่แอบอยากจิ๊กกระเป๋า เขาสั่งทำเพิ่งเสร็จมาสดๆ ร้อนๆ สำหรับงานนี้เลย)
ข้างในมีทั้ง plain และอีกหลาย flavour พร้อม cream และ jam
ส่วนของคาวของหวานก็มีทั้งกลิ่นอายไทยและญี่ปุ่น บางคำหน้าตาน่ารักจนต้องถ่ายก่อนกิน
มือถือกินก่อนเราเหมือนเดิม 😆
มีคำหนึ่งเสิร์ฟบนขนมปังที่ทำตรา WA ไว้ด้วย
detail เล็กๆ แต่ทำให้รู้สึกว่าเขาคิดมาถึง presentation จริงๆ
และที่ชอบคือ Afternoon Tea นี้ไม่ได้พยายามทำให้ความเป็นไทยหรือญี่ปุ่น “ตะโกน” เกินไป
มันมาแบบ...
นี่นิด ญี่ปุ่นหน่อย
แล้วเจอกันตรงกลางพอดี 🇹🇭🤝🇯🇵
☕️ แต่สุดท้าย สิ่งที่ชอบที่สุดกลับไม่ใช่ขนม
วันนี้ KTC ชวนสื่อและ KOLs มาด้วยกัน
เพราะเราเชื่อว่า
ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะวันที่เรามีข่าวอยากให้เขาช่วยเล่า
บางทีก็แค่มาเจอกัน
กินอะไรอร่อยๆ
คุยเรื่องงานบ้าง เรื่องอื่นบ้าง
หัวเราะกันบ้าง
ไม่ได้มี press release วางอยู่ตรงกลางโต๊ะตลอดเวลาก็ดีเหมือนกัน 😆
คิดไปคิดมา เลยกลับมาเข้ากับ story ของ Waldorf พอดี
Meet me at the clock.
เพราะสุดท้ายแล้ว นาฬิกาที่เป็น meeting point ก็ไม่ได้สำคัญเพราะมันบอกเวลา
แต่มันสำคัญเพราะ
มีคนมานัดเจอกันตรงนั้น
วันนี้ก็ประมาณนั้นเลยค่ะ 😊
ขอบคุณ Sebastien Pisano และทีม Waldorf Astoria Bangkok มากๆ สำหรับ warm welcome และการดูแลพวกเราอย่างดี
และขอบคุณพี่ๆ สื่อทุกท่านที่มาใช้เวลาช่วงบ่ายด้วยกันนะคะ ❤️
ของอร่อยก็ดี
สถานที่สวยก็ดี
แต่สุดท้าย คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะนี่แหละ ทำให้ afternoon นี้สนุก
ว่าแล้วก็...
Meet me at the clock.
หรือไม่ก็...meet me over tea ละกัน ☕️😆
[CR] ไป Afternoon Tea แล้วเพิ่งรู้ว่า...ทำไมนาฬิกา Waldorf Astoria Bangkok หยุดอยู่ที่ 09:09 🕰️☕️
ปกติไป Afternoon Tea เราก็คงสนใจว่า
ขนมอะไรอร่อย ชาอะไรดี ถ่ายรูปมุมไหนสวย
แต่รอบนี้ดันกลับบ้านมาพร้อมเรื่อง “นาฬิกา” 🕰️
เราไปลอง A Tale of Two Cultures Afternoon Tea ที่ Peacock Alley, Waldorf Astoria Bangkok มา
เป็นการ collab กันระหว่าง Waldorf Astoria Bangkok 🇹🇭 กับ Waldorf Astoria Osaka 🇯🇵
แต่ก่อนจะไปถึงขนม...
🕰️ ทำไมนาฬิกาต้อง 09:09?
คุณ Sebastien Pisano, GM ของโรงแรม เล่าให้ฟังว่า “นาฬิกา” เป็นส่วนหนึ่งของ heritage ของ Waldorf Astoria มาตั้งแต่ New York
ในอดีตนาฬิกาใหญ่ที่ Waldorf Astoria New York เป็นเหมือน meeting point จนเกิดคำว่า
“Meet me at the clock.”
แล้ว Waldorf Astoria ในแต่ละประเทศก็เอา idea เรื่อง clock นี้มาตีความให้เข้ากับ local culture ของตัวเอง
พอมาถึงบางกอก...
นาฬิกาตั้งไว้ที่ 09:09 น. ⏰
เพราะเลข 9 เป็นเลขที่คนไทยถือว่าเป็นมงคล
ไหนๆ จะ localise แล้ว ก็ 9 สองตัวไปเลย 😆
ชอบ detail แบบนี้นะ
ของบางอย่างถ้าไม่รู้ story ก็เดินผ่านเฉยๆ
แต่พอรู้แล้ว...เออ น่ารักดีแฮะ
🇹🇭 x 🇯🇵 แล้วสองวัฒนธรรมมาเจอกันยังไง?
รอบนี้เป็นฝีมือของ Chef Toddi จาก Bangkok x Chef Tomoko จาก Waldorf Astoria Osaka
ไม่ได้มาแนว “ฝั่งนี้อาหารไทย ฝั่งนั้นอาหารญี่ปุ่น” แล้วจบ
แต่เอารสชาติ วัตถุดิบ และหน้าตาของสอง culture มาหยอกกันอยู่ในคำเดียว
ตัว stand ก็ไม่ธรรมดา
ทำเป็น เฟืองนาฬิกา ต่อกันขึ้นไป แล้วมี clock อยู่ข้างบน
คือ theme ไม่ได้จบอยู่ที่ชื่อ
นาฬิกาตามมาถึงโต๊ะเลยค่ะ 😂
ส่วน scones มาในกระเป๋าเดินทางใบจิ๋ว 🧳
เปิดมาแล้วแอบคิดว่า
เอ๊ะ...จะกิน scone หรือจะ check-in ก่อนดี 🤭 (แต่แอบอยากจิ๊กกระเป๋า เขาสั่งทำเพิ่งเสร็จมาสดๆ ร้อนๆ สำหรับงานนี้เลย)
ข้างในมีทั้ง plain และอีกหลาย flavour พร้อม cream และ jam
ส่วนของคาวของหวานก็มีทั้งกลิ่นอายไทยและญี่ปุ่น บางคำหน้าตาน่ารักจนต้องถ่ายก่อนกิน
มือถือกินก่อนเราเหมือนเดิม 😆
มีคำหนึ่งเสิร์ฟบนขนมปังที่ทำตรา WA ไว้ด้วย
detail เล็กๆ แต่ทำให้รู้สึกว่าเขาคิดมาถึง presentation จริงๆ
และที่ชอบคือ Afternoon Tea นี้ไม่ได้พยายามทำให้ความเป็นไทยหรือญี่ปุ่น “ตะโกน” เกินไป
มันมาแบบ...
นี่นิด ญี่ปุ่นหน่อย
แล้วเจอกันตรงกลางพอดี 🇹🇭🤝🇯🇵
☕️ แต่สุดท้าย สิ่งที่ชอบที่สุดกลับไม่ใช่ขนม
วันนี้ KTC ชวนสื่อและ KOLs มาด้วยกัน
เพราะเราเชื่อว่า
ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะวันที่เรามีข่าวอยากให้เขาช่วยเล่า
บางทีก็แค่มาเจอกัน
กินอะไรอร่อยๆ
คุยเรื่องงานบ้าง เรื่องอื่นบ้าง
หัวเราะกันบ้าง
ไม่ได้มี press release วางอยู่ตรงกลางโต๊ะตลอดเวลาก็ดีเหมือนกัน 😆
คิดไปคิดมา เลยกลับมาเข้ากับ story ของ Waldorf พอดี
Meet me at the clock.
เพราะสุดท้ายแล้ว นาฬิกาที่เป็น meeting point ก็ไม่ได้สำคัญเพราะมันบอกเวลา
แต่มันสำคัญเพราะ
มีคนมานัดเจอกันตรงนั้น
วันนี้ก็ประมาณนั้นเลยค่ะ 😊
ขอบคุณ Sebastien Pisano และทีม Waldorf Astoria Bangkok มากๆ สำหรับ warm welcome และการดูแลพวกเราอย่างดี
และขอบคุณพี่ๆ สื่อทุกท่านที่มาใช้เวลาช่วงบ่ายด้วยกันนะคะ ❤️
ของอร่อยก็ดี
สถานที่สวยก็ดี
แต่สุดท้าย คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะนี่แหละ ทำให้ afternoon นี้สนุก
ว่าแล้วก็...
Meet me at the clock.
หรือไม่ก็...meet me over tea ละกัน ☕️😆