ถ้าพูดถึงซูเปอร์ฮีโร่ที่อยู่คู่กับวงการภาพยนตร์มาอย่างยาวนาน "Spider-Man" ก็น่าจะเป็นหนึ่งในชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง
เพราะตลอดระยะเวลาหลายสิบปี เราได้เห็น Spider-Man ผ่านทั้งหนัง เกม การ์ตูน และสื่ออีกมากมาย
แต่สำหรับเวอร์ชันภาพยนตร์ เราได้เห็น Peter Parker ถึง 3 ยุคด้วยกัน ทั้ง Tobey Maguire, Andrew Garfield และ Tom Holland
ซึ่งแต่ละคนก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป
วันนี้ผมเลยอยากลองหยิบหนัง Spider-Man ของทั้ง 3 Generation มาจัดอันดับ
กระทู้นี้เป็นการจัดอันดับจากความชอบและจริตส่วนตัวของผมเท่านั้น
ไม่ได้หมายความว่าอันดับที่ต่ำกว่าจะเป็นหนังที่แย่กว่า หรืออันดับที่สูงกว่าจะเป็นหนังที่ดีกว่าเสมอไปนะครับ
~ มาเริ่มกันเลย ~
🏅 อันดับที่ 9
Spider-Man: Homecoming (2017) - Tom Holland
ตัวร้ายหลัก: Vulture
จุดเด่น
- มี Tony Stark (Iron Man) คอยดูแลและสั่งสอนเหมือนเป็นคุณพ่อ แถมยังสร้างชุด Spider-Man ที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำและมี AI ให้อีก (ชอบเคมีของสองคนนี้มาก)
- เปิดตัว ป้า May สุดสวยยยย เป็นเวอร์ชันที่ดูสาวที่สุดแล้ว (Peter... นั่นป้านายเหรอ 😂)
- Ned Leeds เป็นตัวสร้างสีสันได้ดีมาก แค่โผล่มาก็พร้อมสร้างเสียงหัวเราะแล้ว
จุดที่น่าเสียดาย
- เป็นหนังเดี่ยวเรื่องแรกของ Spider-Man ยุค Tom แต่ไม่ได้เล่าจุดเริ่มต้นมากนัก เพราะเปิดตัวไปอย่างอลังการใน Captain America: Civil War แล้ว ทำให้การเปิดตัวในหนังตัวเองดูธรรมดาไปหน่อย
- Peter เวอร์ชันนี้ค่อนข้างพูดมากและมีความเป็นเด็กจริง ๆ สีหน้าเก็บอาการไม่ค่อยอยู่ ตอนรู้ว่าตัวร้ายคือพ่อของคนที่ตัวเองชอบ...พิรุธแรงมาก 😂
ระดับความสนุก: 😌 ดูเพลิน
🏅 อันดับที่ 8
Spider-Man (2002) - Tobey Maguire
ตัวร้ายหลัก: Green Goblin
จุดเด่น
- เป็นจุดเริ่มต้นของภาพจำ Spider-Man ฉบับภาพยนตร์ และมีประโยคสุดคลาสสิกอย่าง “พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง”
- มีการเล่าตั้งแต่ช่วงก่อนที่ Peter Parker จะกลายเป็น Spider-Man ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของตัวละครอย่างชัดเจน
- การต่อสู้มีความดิบและสะใจ เน้นการต่อยตีและใช้ใยในการต่อสู้ ขณะที่ฝั่งตัวร้ายก็มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า
จุดที่น่าเสียดาย
- บททำให้ MJ ดูเป็นคนหลายใจไปหน่อย เดี๋ยวก็ไปกับคนนั้น เดี๋ยวมาคบกับคนนี้ (แต่ MJ ก็สวยนะ มีฉากดีย์ ๆ เยอะอยู่ >//<)
- ฉากไคลแม็กซ์จบง่ายไปหน่อย การต่อสู้ไม่ได้มีการพลิกแพลงอะไรมากนัก
ระดับความสนุก: 😌 ดูเพลิน
🏅 อันดับที่ 7
Spider-Man 2 (2004) - Tobey Maguire
ตัวร้ายหลัก: Doctor Octopus
จุดเด่น
- เราจะได้เห็นความอาภัพในชีวิตของ Peter มากขึ้น ทั้งตกงาน ผลการเรียนในมหาวิทยาลัยย่ำแย่ ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง แถมยังมีช่วงที่ใช้พลัง Spider-Man ไม่ได้อีก (สู้ชีวิตมาก 😂)
- ตัวร้ายมีเทคโนโลยีที่ล้ำกว่าอีกเช่นเคย และแข็งแกร่งมากจน Peter แทบจะเอาชนะตรง ๆ ไม่ได้เลย
- มีฉากหยุดรถไฟที่เป็นตำนาน เป็นหนึ่งในฉากที่ดังมากและหลายคนน่าจะจำได้แน่นอน
จุดที่น่าเสียดาย
- โครงสร้างของหนังยังมีแพตเทิร์นคล้ายกับภาคแรกอยู่พอสมควร เลยรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก
- MJ ยังคงเป็นเป้าหมายของตัวร้ายอยู่ตลอด เหมือนเป็นจุดอ่อนสำคัญของ Peter และฉากสุดท้ายที่เธอหนีงานแต่งเพื่อมาหา Peter ก็แอบให้อารมณ์ละครน้ำเน่าไปหน่อย
ระดับความสนุก: 🙂 สนุกอยู่
🏅 อันดับที่ 6
The Amazing Spider-Man (2012) - Andrew Garfield
ตัวร้ายหลัก: Lizard
จุดเด่น
- Peter ถูกแมงมุมกัดเหมือนกัน ทำให้ร่างกายมีพละกำลังมากกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่ไม่สามารถผลิตใยเองได้ เขาจึงต้องสร้างเครื่องยิงใยขึ้นมาใช้เอง
- นางเอกของ Generation นี้คือ Gwen Stacy ซึ่งสวยและน่ารักมาก ๆ
- สไตล์การต่อสู้มีความเป็นแมงมุมมากขึ้น มีการใช้ประโยชน์จากใยที่หลากหลายกว่าเดิม แถมตอนโหนใยไปมาก็ทำให้รู้สึกว้าวมาก
จุดที่น่าเสียดาย
- พยายามเดินตามรอยเนื้อเรื่องของ Spider-Man (2002) มากเกินไป ทั้งการได้พลังและสาเหตุที่ ลุง Ben เสียชีวิต ซึ่งแทบจะมีโครงสร้างคล้ายกันเลย
ระดับความสนุก: 🙂 สนุกอยู่
🏅 อันดับที่ 5
Spider-Man: Far From Home (2019) - Tom Holland
ตัวร้ายหลัก: Mysterio
จุดเด่น
- ได้เทคโนโลยีที่ล้ำขึ้นอย่าง แว่น EDITH ซึ่งมี AI สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงควบคุมกองทัพโดรนติดอาวุธได้
- Mysterio เป็นตัวร้ายที่มีเหลี่ยมกว่าปกติ ไม่ได้มาแนวบ้าพลังหรือวางแผนอะไรซับซ้อน แต่ใช้ภาพลวงตาในการหลอก ทำเอา Spider-Man รับมือแทบไม่ถูกในช่วงแรก
- เอฟเฟค CG ทำออกมาได้ดีมาก ช่วงที่ Peter โดนหลอกครั้งแรกนี่แบบโคตรตะลึง หลอกซ้อนหลอก
- ฉากแอ็กชันทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะตอนที่ Spider-Sense ตื่นขึ้นมา บอกเลยว่าสุดยอดมาก
จุดที่น่าเสียดาย
- Peter ยังเด็กมากๆ ตัดสินใจเร็วเกินไป เหตุผลที่ยก EDITH ให้กับ Mysterio ก็งี่เง่า คือคิดเองเออเองหมด แล้วก็ไม่ไตร่ตรองดีๆ
- Nick Fury ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรเลย (แม้ตัวจริงจะไม่ใช่ Nick Fury ก็ตาม)
ระดับความสนุก: 🙂 สนุกอยู่
🏅 อันดับที่ 4
Spider-Man 3 (2007) - Tobey Maguire
ตัวร้ายหลัก: New Goblin, Sandman, Venom
จุดเด่น
- มีตัวร้ายเยอะขึ้น ตอนเด็กนี่ตื่นเต้นมาก แบบ “เห้ย! มีตัวนั้นด้วย ตัวนี้ด้วย!” มันดูเต็มอิ่มมาก (ความรู้สึกตอนเด็ก แต่ตอนนี้แก่ละ...แก่แดด 😂)
- Spider-Man ในชุดดำโคตรเท่ โคตรดุดัน
- Gwen Stacy ในภาคนี้ก็น่ารักกกก
- เนื้อเรื่องมีหลากหลายอารมณ์ ทั้งดราม่าและแอ็กชัน ยิ่งตอนขยายปมเรื่อง ลุง Ben ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเห็นใจ Sandman มากขึ้น
จุดที่น่าเสียดาย
- MJ เป็นตัวโดนเหมือนเดิม ในยุคของ Tobey ตัวร้ายต้องมาจับเธอไปทุกภาค เริ่มสงสารนางจริง ๆ ละ
- Peter ทำตัวงี่เง่าไปหน่อย ตั้งแต่จูบกับ Gwen บนเวที ทั้งที่คบกับ MJ อยู่แล้ว แถมก็รู้ว่า MJ ดูอยู่ แต่ดันไม่คิดถึงใจเธอบ้างเลย และยังใช้ Gwen เป็นเครื่องมือให้ MJ หึงอีก
ระดับความสนุก: 🔥 สนุกมาก
🏅 อันดับที่ 3
Spider-Man: No Way Home (2021) - Tom Holland (มีกำลังเสริม Tobey Maguire และ Andrew Garfield)
ตัวร้ายหลัก: Green Goblin, Doctor Octopus, Electro, Sandman, Lizard (มาเยอะเกิ๊นนนนนน)
จุดเด่น
- มีตัวละครจาก Generation ก่อนกลับมาเพียบ ทั้งตัวเอกและตัวร้าย ได้เห็น Spider-Man 3 คนช่วยกันสู้กับเหล่าร้าย โคตรฟิน โคตรคิดถึงตัวละครเก่าๆ
- มี Doctor Strange มาเสริมอีก ปกติเวลามีตัวละครอื่นจาก MCU มาโผล่ในหนังเดี่ยวของอีกตัวละครก็รู้สึกว้าวอยู่แล้ว
- ฉากต่อสู้ยังทำได้ดี แต่ช่วงหลังไม่ได้เน้นการต่อสู้เพียงอย่างเดียว กลับเน้นไปที่การช่วยเหลือตัวร้ายมากกว่า
- Spider-Man ของ Andrew ได้แก้ตัวอีกครั้งด้วยการช่วยเหลือ MJ ในจักรวาลนี้ (พูดแล้วเศร้าซึม เป็นซีนสั้น ๆ ที่มีความหมายมาก)
- เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Peter เติบโตขึ้นมาก และเป็นจุดจบของการเป็นเด็ก เมื่อ Peter เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ และต้องแบกรับทุกอย่างด้วยตัวเอง ในตอนจบไม่มีใครจำเขาได้ ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว และเฝ้ามองคนที่เขารักอยู่ห่าง ๆ มันซึ้งมาก
จุดที่น่าเสียดาย
- จุดเริ่มต้นของเรื่องราวยังไม่ค่อยแข็งแรงนัก โอเค Peter โดนเปิดโปงว่าเป็น Spider-Man และโดนจัดฉากว่าเป็นคนฆ่า Mysterio แต่ไม่มีคนอื่นยื่นมือมาช่วยเลยเหรอ? เทคโนโลยีล้ำ ๆ ก็มี ทำไมถึงไม่ใช้มันช่วยพิสูจน์ตัวเอง
ระดับความสนุก: 🔥 สนุกมาก
🏅 อันดับที่ 2
The Amazing Spider-Man 2 (2014) - Andrew Garfield
ตัวร้ายหลัก: Electro, Green Goblin
จุดเด่น
- มีการขยายปมเรื่องพ่อแม่ของ Peter จากภาคแรก ตอนแรกนึกว่าจะทิ้งไปแล้ว สรุปว่าปมนี้สำคัญกว่าที่คิด และคลิปที่พ่อทิ้งไว้ก็ทำเอาซึ้งอยู่เหมือนกัน
- ตัวร้ายมีความน่าสงสาร จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่เหมือนโชคชะตาบีบให้ต้องกลายเป็นตัวร้าย แถมจริงๆแล้วเขายังเป็นติ่ง Spider-Man ด้วย
- ฉากโหนใยและฉากต่อสู้ยังทำได้ดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเอฟเฟกต์สายฟ้าที่อลังการมาก
- มีการทิ้งปมไว้ตอนท้ายเรื่อง เหมือนจะปูไปทาง Sinister Six มันดูน่าสนใจมาก
- เป็นภาคที่กล้ามาก กล้าที่จะตัดบทนางเอก ตอนแรกก็ตกใจ ช็อกแบบพูดอะไรไม่ออกเลย ไม่คิดว่า Gwen จะตุยจริง ๆ มันทำให้ผมเศร้าตาม Peter
แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ประทับใจกับการที่หนังกล้าพาเรื่องราวไปในทิศทางนี้ เพราะมันทำให้เราเห็นผลกระทบจากการสูญเสียของ Peter ได้ชัดมาก
จุดที่น่าเสียดาย
- ตำรวจในจักรวาลนี้ชอบทำให้เรื่องมันยากขึ้น ภาคก่อนก็สั่งอย่ายิง Spider-Man สุดท้ายมีคนทำปืนลั่นจน Spider-Man เจ็บ มาภาคนี้ Spider-Man กำลังกล่อมตัวร้ายสำเร็จ ก็มีคนยิงอีก ทำให้เหตุการณ์ยิ่งแย่กว่าเดิม
- มาเปิดความสัมพันธ์ของ Peter กับ Harry ในภาคนี้ เหมือนยัดให้ทั้งคู่สนิทกัน ทั้งที่เราแทบไม่ได้เห็นเรื่องราวว่าพวกเขารู้จักกันมาก่อนเลย ทำให้ยังไม่ค่อยอิน แถมพอ Harry กลายเป็นตัวร้ายก็มาช่วงท้ายแป๊บเดียว สู้ได้ไม่นานก็จบ เหมือนมาขี่บอร์ดโชว์ 😂
ระดับความสนุก: 🔥 สนุกมาก
🏆 อันดับที่ 1
Spider-Man: Brand New Day (2026) - Tom Holland
ตัวร้ายหลัก: Jean Grey (แรก ๆ ร้าย หลัง ๆ รัก), Department of Damage Control (DODC นี่แหละ ร้ายของแทร่)
จุดเด่น
- Mood and Tone ของหนังดูจริงจังขึ้น Peter โตขึ้น ไม่ได้เป็นเด็กมัธยมปลายแล้ว แม้จะยังมีความขี้เล่นอยู่ แต่ก็แบกรับความเศร้าไว้เยอะมาก
- เป็นครั้งแรกในหนังที่มีการผสมระหว่างเทคโนโลยีกับการกลายพันธุ์ของ Spider-Man ทำให้ใช้ได้ทั้งเครื่องยิงใย และการผลิตใยด้วยตัวเอง
- เน้นฉากโหนใยมากขึ้น การเคลื่อนไหวต่างๆ ลื่นไหลขึ้น ฉากการต่อสู้ก็เน้นการใช้ใยที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะซีนสู้ในกรง บอกเลยว่าโคตรว้าว
- นางเอกคือ Jean Grey ชัดๆ บอกเลยว่า Sadie Sink เหมาะสมกับบทนี้มาก ๆ
- แม้ MJ จะได้อ่านจดหมายที่ Peter เขียนแล้ว และรู้ว่า Peter ยังรักเธออยู่ แต่เธอก็ยังจำ Peter ไม่ได้จริงๆ และไม่สามารถรัก Peter กลับได้ ตรงนี้ถือว่าบทหนักแน่นดี ไม่ได้ให้ Peter สมหวังง่าย ๆ
- Spider-Man ทำตัวเป็นฮีโร่ติดดินมากขึ้น ไม่ได้อยากพิสูจน์ตัวเองหรืออยากทำแต่งานใหญ่ ๆ ระดับโลกหรือระดับจักรวาล แต่เขารับผิดชอบดูแลเมืองที่ตัวเองอยู่ได้อย่างเต็มที่
- เคมีระหว่างตัวละครทำได้ดีมาก Peter กับ Frank (The Punisher) เป็นเหมือนพี่ชายน้องชาย เป็นทั้งคู่หูและคู่กัด ร่วมมือกันบ้าง ขัดคอกันบ้าง
ส่วน Peter กับ Jean เป็นเหมือนคนที่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกัน แต่ยืนอยู่คนละฝั่ง Jean ทำให้ Peter ยอมรับในพลังของตัวเอง ขณะที่ Peter ก็ทำให้ Jean ยอมรับว่าเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป
จุดที่น่าเสียดาย
- Peter เหมือนจะมูฟออนได้แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังมูฟเป็นวงกลมอยู่ดี
- Punisher เน้นตลกและตบมุกมากเกินไป จนแทบไม่รู้สึกถึงความโหดและความดิบเถื่อนเลย ยิ่งมาตอนเต้นช่วงท้ายเรื่องนี่แบบ... ก็ฮานะ แต่ก็งง ๆ 😂
ระดับความสนุก: ❤️ รักเลย
จัดอันดับ หนัง Spider-Man 3 Generation ...เรื่องที่คุณชอบจะได้อันดับ 1 ไหมนะ? [มีสปอยล์]
เพราะตลอดระยะเวลาหลายสิบปี เราได้เห็น Spider-Man ผ่านทั้งหนัง เกม การ์ตูน และสื่ออีกมากมาย
แต่สำหรับเวอร์ชันภาพยนตร์ เราได้เห็น Peter Parker ถึง 3 ยุคด้วยกัน ทั้ง Tobey Maguire, Andrew Garfield และ Tom Holland
ซึ่งแต่ละคนก็มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป
วันนี้ผมเลยอยากลองหยิบหนัง Spider-Man ของทั้ง 3 Generation มาจัดอันดับ
กระทู้นี้เป็นการจัดอันดับจากความชอบและจริตส่วนตัวของผมเท่านั้น
ไม่ได้หมายความว่าอันดับที่ต่ำกว่าจะเป็นหนังที่แย่กว่า หรืออันดับที่สูงกว่าจะเป็นหนังที่ดีกว่าเสมอไปนะครับ
~ มาเริ่มกันเลย ~
🏅 อันดับที่ 9
Spider-Man: Homecoming (2017) - Tom Holland
ตัวร้ายหลัก: Vulture
จุดเด่น
- มี Tony Stark (Iron Man) คอยดูแลและสั่งสอนเหมือนเป็นคุณพ่อ แถมยังสร้างชุด Spider-Man ที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำและมี AI ให้อีก (ชอบเคมีของสองคนนี้มาก)
- เปิดตัว ป้า May สุดสวยยยย เป็นเวอร์ชันที่ดูสาวที่สุดแล้ว (Peter... นั่นป้านายเหรอ 😂)
- Ned Leeds เป็นตัวสร้างสีสันได้ดีมาก แค่โผล่มาก็พร้อมสร้างเสียงหัวเราะแล้ว
จุดที่น่าเสียดาย
- เป็นหนังเดี่ยวเรื่องแรกของ Spider-Man ยุค Tom แต่ไม่ได้เล่าจุดเริ่มต้นมากนัก เพราะเปิดตัวไปอย่างอลังการใน Captain America: Civil War แล้ว ทำให้การเปิดตัวในหนังตัวเองดูธรรมดาไปหน่อย
- Peter เวอร์ชันนี้ค่อนข้างพูดมากและมีความเป็นเด็กจริง ๆ สีหน้าเก็บอาการไม่ค่อยอยู่ ตอนรู้ว่าตัวร้ายคือพ่อของคนที่ตัวเองชอบ...พิรุธแรงมาก 😂
ระดับความสนุก: 😌 ดูเพลิน
🏅 อันดับที่ 8
Spider-Man (2002) - Tobey Maguire
ตัวร้ายหลัก: Green Goblin
จุดเด่น
- เป็นจุดเริ่มต้นของภาพจำ Spider-Man ฉบับภาพยนตร์ และมีประโยคสุดคลาสสิกอย่าง “พลังอันยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง”
- มีการเล่าตั้งแต่ช่วงก่อนที่ Peter Parker จะกลายเป็น Spider-Man ทำให้เราได้เห็นพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของตัวละครอย่างชัดเจน
- การต่อสู้มีความดิบและสะใจ เน้นการต่อยตีและใช้ใยในการต่อสู้ ขณะที่ฝั่งตัวร้ายก็มีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่า
จุดที่น่าเสียดาย
- บททำให้ MJ ดูเป็นคนหลายใจไปหน่อย เดี๋ยวก็ไปกับคนนั้น เดี๋ยวมาคบกับคนนี้ (แต่ MJ ก็สวยนะ มีฉากดีย์ ๆ เยอะอยู่ >//<)
- ฉากไคลแม็กซ์จบง่ายไปหน่อย การต่อสู้ไม่ได้มีการพลิกแพลงอะไรมากนัก
ระดับความสนุก: 😌 ดูเพลิน
🏅 อันดับที่ 7
Spider-Man 2 (2004) - Tobey Maguire
ตัวร้ายหลัก: Doctor Octopus
จุดเด่น
- เราจะได้เห็นความอาภัพในชีวิตของ Peter มากขึ้น ทั้งตกงาน ผลการเรียนในมหาวิทยาลัยย่ำแย่ ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าห้อง แถมยังมีช่วงที่ใช้พลัง Spider-Man ไม่ได้อีก (สู้ชีวิตมาก 😂)
- ตัวร้ายมีเทคโนโลยีที่ล้ำกว่าอีกเช่นเคย และแข็งแกร่งมากจน Peter แทบจะเอาชนะตรง ๆ ไม่ได้เลย
- มีฉากหยุดรถไฟที่เป็นตำนาน เป็นหนึ่งในฉากที่ดังมากและหลายคนน่าจะจำได้แน่นอน
จุดที่น่าเสียดาย
- โครงสร้างของหนังยังมีแพตเทิร์นคล้ายกับภาคแรกอยู่พอสมควร เลยรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรใหม่มากนัก
- MJ ยังคงเป็นเป้าหมายของตัวร้ายอยู่ตลอด เหมือนเป็นจุดอ่อนสำคัญของ Peter และฉากสุดท้ายที่เธอหนีงานแต่งเพื่อมาหา Peter ก็แอบให้อารมณ์ละครน้ำเน่าไปหน่อย
ระดับความสนุก: 🙂 สนุกอยู่
🏅 อันดับที่ 6
The Amazing Spider-Man (2012) - Andrew Garfield
ตัวร้ายหลัก: Lizard
จุดเด่น
- Peter ถูกแมงมุมกัดเหมือนกัน ทำให้ร่างกายมีพละกำลังมากกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่ไม่สามารถผลิตใยเองได้ เขาจึงต้องสร้างเครื่องยิงใยขึ้นมาใช้เอง
- นางเอกของ Generation นี้คือ Gwen Stacy ซึ่งสวยและน่ารักมาก ๆ
- สไตล์การต่อสู้มีความเป็นแมงมุมมากขึ้น มีการใช้ประโยชน์จากใยที่หลากหลายกว่าเดิม แถมตอนโหนใยไปมาก็ทำให้รู้สึกว้าวมาก
จุดที่น่าเสียดาย
- พยายามเดินตามรอยเนื้อเรื่องของ Spider-Man (2002) มากเกินไป ทั้งการได้พลังและสาเหตุที่ ลุง Ben เสียชีวิต ซึ่งแทบจะมีโครงสร้างคล้ายกันเลย
ระดับความสนุก: 🙂 สนุกอยู่
🏅 อันดับที่ 5
Spider-Man: Far From Home (2019) - Tom Holland
ตัวร้ายหลัก: Mysterio
จุดเด่น
- ได้เทคโนโลยีที่ล้ำขึ้นอย่าง แว่น EDITH ซึ่งมี AI สามารถเข้าถึงและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงควบคุมกองทัพโดรนติดอาวุธได้
- Mysterio เป็นตัวร้ายที่มีเหลี่ยมกว่าปกติ ไม่ได้มาแนวบ้าพลังหรือวางแผนอะไรซับซ้อน แต่ใช้ภาพลวงตาในการหลอก ทำเอา Spider-Man รับมือแทบไม่ถูกในช่วงแรก
- เอฟเฟค CG ทำออกมาได้ดีมาก ช่วงที่ Peter โดนหลอกครั้งแรกนี่แบบโคตรตะลึง หลอกซ้อนหลอก
- ฉากแอ็กชันทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะตอนที่ Spider-Sense ตื่นขึ้นมา บอกเลยว่าสุดยอดมาก
จุดที่น่าเสียดาย
- Peter ยังเด็กมากๆ ตัดสินใจเร็วเกินไป เหตุผลที่ยก EDITH ให้กับ Mysterio ก็งี่เง่า คือคิดเองเออเองหมด แล้วก็ไม่ไตร่ตรองดีๆ
- Nick Fury ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรเลย (แม้ตัวจริงจะไม่ใช่ Nick Fury ก็ตาม)
ระดับความสนุก: 🙂 สนุกอยู่
🏅 อันดับที่ 4
Spider-Man 3 (2007) - Tobey Maguire
ตัวร้ายหลัก: New Goblin, Sandman, Venom
จุดเด่น
- มีตัวร้ายเยอะขึ้น ตอนเด็กนี่ตื่นเต้นมาก แบบ “เห้ย! มีตัวนั้นด้วย ตัวนี้ด้วย!” มันดูเต็มอิ่มมาก (ความรู้สึกตอนเด็ก แต่ตอนนี้แก่ละ...แก่แดด 😂)
- Spider-Man ในชุดดำโคตรเท่ โคตรดุดัน
- Gwen Stacy ในภาคนี้ก็น่ารักกกก
- เนื้อเรื่องมีหลากหลายอารมณ์ ทั้งดราม่าและแอ็กชัน ยิ่งตอนขยายปมเรื่อง ลุง Ben ก็ยิ่งทำให้รู้สึกเห็นใจ Sandman มากขึ้น
จุดที่น่าเสียดาย
- MJ เป็นตัวโดนเหมือนเดิม ในยุคของ Tobey ตัวร้ายต้องมาจับเธอไปทุกภาค เริ่มสงสารนางจริง ๆ ละ
- Peter ทำตัวงี่เง่าไปหน่อย ตั้งแต่จูบกับ Gwen บนเวที ทั้งที่คบกับ MJ อยู่แล้ว แถมก็รู้ว่า MJ ดูอยู่ แต่ดันไม่คิดถึงใจเธอบ้างเลย และยังใช้ Gwen เป็นเครื่องมือให้ MJ หึงอีก
ระดับความสนุก: 🔥 สนุกมาก
🏅 อันดับที่ 3
Spider-Man: No Way Home (2021) - Tom Holland (มีกำลังเสริม Tobey Maguire และ Andrew Garfield)
ตัวร้ายหลัก: Green Goblin, Doctor Octopus, Electro, Sandman, Lizard (มาเยอะเกิ๊นนนนนน)
จุดเด่น
- มีตัวละครจาก Generation ก่อนกลับมาเพียบ ทั้งตัวเอกและตัวร้าย ได้เห็น Spider-Man 3 คนช่วยกันสู้กับเหล่าร้าย โคตรฟิน โคตรคิดถึงตัวละครเก่าๆ
- มี Doctor Strange มาเสริมอีก ปกติเวลามีตัวละครอื่นจาก MCU มาโผล่ในหนังเดี่ยวของอีกตัวละครก็รู้สึกว้าวอยู่แล้ว
- ฉากต่อสู้ยังทำได้ดี แต่ช่วงหลังไม่ได้เน้นการต่อสู้เพียงอย่างเดียว กลับเน้นไปที่การช่วยเหลือตัวร้ายมากกว่า
- Spider-Man ของ Andrew ได้แก้ตัวอีกครั้งด้วยการช่วยเหลือ MJ ในจักรวาลนี้ (พูดแล้วเศร้าซึม เป็นซีนสั้น ๆ ที่มีความหมายมาก)
- เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Peter เติบโตขึ้นมาก และเป็นจุดจบของการเป็นเด็ก เมื่อ Peter เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ และต้องแบกรับทุกอย่างด้วยตัวเอง ในตอนจบไม่มีใครจำเขาได้ ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว และเฝ้ามองคนที่เขารักอยู่ห่าง ๆ มันซึ้งมาก
จุดที่น่าเสียดาย
- จุดเริ่มต้นของเรื่องราวยังไม่ค่อยแข็งแรงนัก โอเค Peter โดนเปิดโปงว่าเป็น Spider-Man และโดนจัดฉากว่าเป็นคนฆ่า Mysterio แต่ไม่มีคนอื่นยื่นมือมาช่วยเลยเหรอ? เทคโนโลยีล้ำ ๆ ก็มี ทำไมถึงไม่ใช้มันช่วยพิสูจน์ตัวเอง
ระดับความสนุก: 🔥 สนุกมาก
The Amazing Spider-Man 2 (2014) - Andrew Garfield
ตัวร้ายหลัก: Electro, Green Goblin
จุดเด่น
- มีการขยายปมเรื่องพ่อแม่ของ Peter จากภาคแรก ตอนแรกนึกว่าจะทิ้งไปแล้ว สรุปว่าปมนี้สำคัญกว่าที่คิด และคลิปที่พ่อทิ้งไว้ก็ทำเอาซึ้งอยู่เหมือนกัน
- ตัวร้ายมีความน่าสงสาร จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่เหมือนโชคชะตาบีบให้ต้องกลายเป็นตัวร้าย แถมจริงๆแล้วเขายังเป็นติ่ง Spider-Man ด้วย
- ฉากโหนใยและฉากต่อสู้ยังทำได้ดีเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือเอฟเฟกต์สายฟ้าที่อลังการมาก
- มีการทิ้งปมไว้ตอนท้ายเรื่อง เหมือนจะปูไปทาง Sinister Six มันดูน่าสนใจมาก
- เป็นภาคที่กล้ามาก กล้าที่จะตัดบทนางเอก ตอนแรกก็ตกใจ ช็อกแบบพูดอะไรไม่ออกเลย ไม่คิดว่า Gwen จะตุยจริง ๆ มันทำให้ผมเศร้าตาม Peter
แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็ประทับใจกับการที่หนังกล้าพาเรื่องราวไปในทิศทางนี้ เพราะมันทำให้เราเห็นผลกระทบจากการสูญเสียของ Peter ได้ชัดมาก
จุดที่น่าเสียดาย
- ตำรวจในจักรวาลนี้ชอบทำให้เรื่องมันยากขึ้น ภาคก่อนก็สั่งอย่ายิง Spider-Man สุดท้ายมีคนทำปืนลั่นจน Spider-Man เจ็บ มาภาคนี้ Spider-Man กำลังกล่อมตัวร้ายสำเร็จ ก็มีคนยิงอีก ทำให้เหตุการณ์ยิ่งแย่กว่าเดิม
- มาเปิดความสัมพันธ์ของ Peter กับ Harry ในภาคนี้ เหมือนยัดให้ทั้งคู่สนิทกัน ทั้งที่เราแทบไม่ได้เห็นเรื่องราวว่าพวกเขารู้จักกันมาก่อนเลย ทำให้ยังไม่ค่อยอิน แถมพอ Harry กลายเป็นตัวร้ายก็มาช่วงท้ายแป๊บเดียว สู้ได้ไม่นานก็จบ เหมือนมาขี่บอร์ดโชว์ 😂
ระดับความสนุก: 🔥 สนุกมาก
🏆 อันดับที่ 1
Spider-Man: Brand New Day (2026) - Tom Holland
ตัวร้ายหลัก: Jean Grey (แรก ๆ ร้าย หลัง ๆ รัก), Department of Damage Control (DODC นี่แหละ ร้ายของแทร่)
จุดเด่น
- Mood and Tone ของหนังดูจริงจังขึ้น Peter โตขึ้น ไม่ได้เป็นเด็กมัธยมปลายแล้ว แม้จะยังมีความขี้เล่นอยู่ แต่ก็แบกรับความเศร้าไว้เยอะมาก
- เป็นครั้งแรกในหนังที่มีการผสมระหว่างเทคโนโลยีกับการกลายพันธุ์ของ Spider-Man ทำให้ใช้ได้ทั้งเครื่องยิงใย และการผลิตใยด้วยตัวเอง
- เน้นฉากโหนใยมากขึ้น การเคลื่อนไหวต่างๆ ลื่นไหลขึ้น ฉากการต่อสู้ก็เน้นการใช้ใยที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะซีนสู้ในกรง บอกเลยว่าโคตรว้าว
- นางเอกคือ Jean Grey ชัดๆ บอกเลยว่า Sadie Sink เหมาะสมกับบทนี้มาก ๆ
- แม้ MJ จะได้อ่านจดหมายที่ Peter เขียนแล้ว และรู้ว่า Peter ยังรักเธออยู่ แต่เธอก็ยังจำ Peter ไม่ได้จริงๆ และไม่สามารถรัก Peter กลับได้ ตรงนี้ถือว่าบทหนักแน่นดี ไม่ได้ให้ Peter สมหวังง่าย ๆ
- Spider-Man ทำตัวเป็นฮีโร่ติดดินมากขึ้น ไม่ได้อยากพิสูจน์ตัวเองหรืออยากทำแต่งานใหญ่ ๆ ระดับโลกหรือระดับจักรวาล แต่เขารับผิดชอบดูแลเมืองที่ตัวเองอยู่ได้อย่างเต็มที่
- เคมีระหว่างตัวละครทำได้ดีมาก Peter กับ Frank (The Punisher) เป็นเหมือนพี่ชายน้องชาย เป็นทั้งคู่หูและคู่กัด ร่วมมือกันบ้าง ขัดคอกันบ้าง
ส่วน Peter กับ Jean เป็นเหมือนคนที่รู้สึกโดดเดี่ยวเหมือนกัน แต่ยืนอยู่คนละฝั่ง Jean ทำให้ Peter ยอมรับในพลังของตัวเอง ขณะที่ Peter ก็ทำให้ Jean ยอมรับว่าเธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอีกต่อไป
จุดที่น่าเสียดาย
- Peter เหมือนจะมูฟออนได้แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังมูฟเป็นวงกลมอยู่ดี
- Punisher เน้นตลกและตบมุกมากเกินไป จนแทบไม่รู้สึกถึงความโหดและความดิบเถื่อนเลย ยิ่งมาตอนเต้นช่วงท้ายเรื่องนี่แบบ... ก็ฮานะ แต่ก็งง ๆ 😂
ระดับความสนุก: ❤️ รักเลย