กระทู้เห่อลูก : ขึ้น ม.6 แล้วนะเธอ

"ถ้าสมัครมหาลัยที่นู่นไม่ได้หนูจะไม่กลับบ้าน" คำลั่นของคุณลูกสาว ต้องพลิกลิ้นเพียงครึ่งปีให้หลัง เมื่อ นางต้องกลับมายังบ้านเกิดด้วยเหตุจำเป็น (ปู่คนสำคัญป่วยเข้าโรงพยาบาลปานจะกลับดาว)

เรื่องราวของลุกสาว ที่ไปโครงการแลกเปลี่ยน ม.4 แล้วได้ยื่นขอทุนสนับสนุนเรียนต่อ จนจบไฮสคูลที่ต่างประเทศ เดินทางมาถึงชั้นเรียนปีสุดท้ย ขึ้นเป็น"ซีเนียร์" ของโรงเรียนแล้ว แม่สาวกะเหรี่ยงจากแดนไกล เด็กหอในของโรงเรียน ที่ปีนี้ ได้รูมเมทเป็นสาวแลกเปลี่ยนจากเวียตนาม เข้าสู่ชีวิตปีที่สามในต่างแดน ด้วยตัวเอง บริหารจัดการชีวิตเอง และ รับผิดชอบการกระทำของตัวเอง กับเป้าหมายที่มี



บางคน อาจจะพอจำเรื่องราวที่เคยเล่าไว้ได้บ้าง แต่ก็หายไปนาน เพราะผมทำงานหนักอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ เศรษฐกิจค่อนข้างแย่อย่างที่เรารู้ๆกัน งานที่ตัวเลขมีผลสำคัญ วัดกึ๋นของเรา ทำให้ต้องทุ่มเวลาลงไป จะสงสารก็เจ้าแมวที่บ้าน ที่ต้องอยู่ตัวเดียว (กับปลาในตู้)  กว่าจะกลับไปก็ดึก วันหยุดก็ต้องออกไปทำอะไรสักอย่างที่ทำงานเสมอ

ผมบอกรับงานบริษัทอีกครั้งก็ตอนคุณลูกไปเมืองนอกยาวนี่แหละ  เพราะเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวมายาวนาน ถ้าลูกสาวอยู่ก็คงไม่ทำงานแบบนี้ คงทำธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ พออยู่ได้ไป เงินน้อย แต่มีเวลา ตอนนี้ ไม่มีคนอยู่ให้ใช้เวลา เราก็หาเงินสิครับ รออะไร
(หาให้ตัวเองตอนแก่ละ เผื่อลูกไม่เลี้ยง)

ทางด้านคุณลูกสาว ยังคงทำงานพิเศษสองอย่าง คือ สอนภาษาอังกฤษทางไกล กับน้องๆที่เมืองไทย ตอนนี้ ลูกศิษย์งอกงามไป 15-16 คนแล้ว สอนเดี่ยวบ้าง คู่บ้าง กลุ่มบ้าง รับเงินจากเมืองไทย ไปเป็นค่าขนมใช้จ่ายที่อเมริกาได้นิดๆหน่อย ไม่เยอะแต่ก็ ไม่มาขอเงินเราซื้อของจุกจิกอีกเลย (ยังคงมีค่าขนม ของใช้สำคัญ และ เบิกเงินซื้อ ล่าสุด ipad นางพัก ก็มาทำเรื่องโครงการถอย ipad ใหม่)

อีกงานที่ไม่ได้เงินแต่เป็นอนาคตคือ ทำงานธุรการในสถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐในเมือง  ก็เป็นเบ๊ นั่นแหละครับ ทำมาได้ปีนึงแล้ว  ทำทุกอย่างตั้งแต่จัดของ อัพรูป ถ่ายรูปเวลามีสัมมนา ประดับ ตกแต่งสถานที่ โทรนัดหมายอาหารมาส่ง ติดต่อแม่บ้าน ตอนนี้เพิ่มตำแหน่ง "นายหน้า" หาอาสาสมัครเวลามีกิจกรรมใหญ่ๆ ที่ต้องมีคนเยอะ ซึ่ง .. จะหาที่ไหนล่ะ ก็รุ่นน้องในโรงเรียนนั่นแหละ




เรื่องที่น่าตื่นเต้นที่สุดปิดเทอมหน้าร้อนที่ผ่านมาคือ งานละครเวที  ที่ย้อนความกันสักหน่อย คือ นางส่งประกวดพล็อตละครเวทีของโรงเรียน อันเป็นกิจกรรมประเพณีใหญ่ช่วงหน้าร้อนโรงเรียนนี้ มีเด็กนักเรียน ศิษย์เก่า รุ่นพี่มหาลัย ออดิชั่นกันมาทำอย่างเต็มพิกัด ขายบัตรในเมือง เอาเงินเข้าคลับไว้ทำปีต่อไป แล้วขอสปอนเซอร์ห้างร้านต่างๆ นางไปเอา "คู่กรรม" ของแมทมฯ มาสร้างตักรวาลคู่ขนาน ให้เหตุเกิดที่อิตาลี ยุคกลาง สงครามเวนิเชีย ตำนานรักของสาวเวนิเชีย กับ นายทหารหนุ่มหัใจละมุนจากปารี

พล็อตนี้ชนะได้รับเลือกไปทำต่อ ทำให้ปิดเทอม หมดสิทธิ์ไปทำกิจกรรมใดๆได้อีก เวลาทั้งหมดต้องทุ่มให้กับงานนี้ โดยรับหน้าที่เป็นทีมเขียนบทละคร ร่วมกับศิษย์เก่า แลพ พี่ๆจากภาควิชาวรรณกรรมที่มหาลัย มาช่วยเป็นที่ปรึกษา ซึ่งสุดท้าย แม้ว่าจะเป็นไอเดียของนาง แต่บทละครถูกัดแปลงไปจากเดิมเยอะมากจนแทบเหลือแต่โครงของคู่กรรม หลวมๆ ตอนจบ ไม่ใช่พ่อโกโบริตุยบนตักแม่อัง แต่เป็น นางเองที่แกว่งดาบปกป้องชายคนรักในสนามรบ และสุดท้าย ทั้งสอง ตายเคียงข้างกัน กับคำสัญญาว่า จะพบกันบนทางช้างเผือก ตัวละครถูกรวบ ถูกเพิ่ม ปม ประเด็นต่างๆ ถูกขยายและลดทอน

ไม่เหลือคุณแม่กับคุณยาย ตาผลกับตาบัว ถูกรวมเป็นตัวเดียว ไปเน้นบทขบวนการใต้ดิน กับชายคนรักเก่า(วันส)  เล่นกับทางเลือกของหัวใจ หน้าที่ต่อชาติ และความรักที่ก่อเกิดช้าๆแบบไม่รู้ตัว พ่อนางเอก (คุณหลวงของแม่อัง) กลายเป็นตัวละครเทาๆ คือ เหมือนจะโกงแต่ เพราะรักครอบครัว อยากให้ครอบครัวรอด ปลอดภัย กับตัวละคร "ลุง" ของพระเอก ที่สะท้อนความเป็นชายชาติทหาร ที่ทิ้งหัวใจให้ตายในสนามรบ ทำทุกสิ่งเพื่อเกียรติภูมิแห่งตระกูล

ละคร ถูกพัฒนาช่วงปิดเทอม บทถูกเขียนจากทีมช่วยกันสร้างโครง สร้างคำพูด ตีความ ฝึกซ้อม และเปิดการแสดงก่อนเปิดเทอม เต็มหน่ึ่งสัปดาห์ 10 รอบ ผ่านไปด้วยดี

ผลจากที่เคยพาลูกสาวไปดูละครเวที ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แนวๆบ้าง หรือพวกละครมหาลัย ก็ไปดูหมด(ในกรุงเทพ)  ลูกสาวบอกว่า  แรกๆก็ประหม่าเพราะไม่เคยทำ บางคน ทำมาหลายปีแล้ว เราเพิ่งมาทำปีแรก แต่ ด้วยความดื้อ ไม่ยอมแพ้ และมีภาพในหัว กับความอยากให้งานมาดี ก็ได้เรียนรู้การทำงานกับทีม การทะเลาะ แตกหักบนโต๊ะ ให้งานจบ โทรมาร้องไห้อยู่หลายรอบ หลักคือ น้อยใจ ทำไม คู่กรรมของเธอ ถูกเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แทบไม่เหลือเค้าโครง  เก่า อยากถ่ายทอดเรื่องของยาย กับแม่ ให้จับใจ ก็โดนตัดบทออกไป

แต่เป็นมติทีมเขียนบท จากคำแนะนำรุ่นพี่ ให้สัมผัสได้ง่ายกับคนดูมากกว่า  และ เพื่อให้ละครเวที มีจุดสนใจที่แก่นของเรื่องหลัก ความรัก หน้าที่ ความรู้สึก และ คำสัญญา ให้ทุกตัวละคร ต้องมีปมและการพัฒนากับคำทั้งหมดนี้ที่มีเวลาปู เพื่อดำเนิน ถ้ามีตัวละครเยอะๆแบบที่เราชิน เกรงจะกระจายเกินไป
ไอ้เราก็ได้แต่ สอนให้รู้ว่า การทำงานเป็นทีม อะไรต้องเข้าใจ อะไรคือทีม ที่สำคัญ คนดู เค้าอาจต่างจากเรา  เรา รู้จักคนของเค้าไม่เท่าพวกเค้าเอง ที่สำคัญ นางท้อแท้ เรื่องการสร้าง "บทพูด" เพราะ ไม่สามารถเขียนภาษาอังกฤษแบบ วรรณกรรม เชิงวรรณศิลป์ได้ สู้เด็กฝรั่งที่เนิร์ดวรรณกรรมไม่ได้

มานั่งร้องไห้ จะเลิกอยู่หลายรอบ บทก็โดนแก้เยอะ บทพูดเค้าก็แก้ แล้วคนอื่นเขียนใหม่  ไม่อยากตื่นไปทำงานนี้อีก แต่สุดท้าย ก็ดันกัน ให้ผ่านมาได้ ซึ่งภายหลัง ฝรั่งเค้าเคารพนาง ในฐานะของ คนต้นเรื่อง และ ทุกอย่างที่ช่วยกัน เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด จนถึงช่วงท้าย แม้แต่ผู้กำกับการแสดง ยังถามนางก่อนเริ่มการแสดงว่า นี่คือภาพที่คิดไว้มั้ย แม้ว่า บทจะถูกแก้ไปไกลมาก แต่  เวลาต้องปรับแก้การแสดงหรือบท จังหวะต่างๆ เค้าก็ยัง ให้นางคือหนึ่งในคนทำบทที่มีบทบาทสำคัญในการออกความเห็น โดยเฉพาะกับการอธิบายตัวตนของ "โกโบริ" เวอร์ชั่น บาแก็ทต์  ให้เข้าใจหนุ่มน้อยคนนี้ ว่าทำไมเค้าถึงเป็นแบบนั้น การแสดงออกควรเป็นยังไง ตอนจะสั่งทำโทษ ต้องมีอาการแบบไหน

เป็นอีกหนึ่งผลงาน เก็บในแฟ้มไว้ และ น่าจะเป็นตัวยืนยันว่า

ลูกสาวคนนี้ คงไปบนเส้นทางของ อักษรศาสตร์ วรรณกรรม อย่างเต็มตัวแล้วล่ะ ได้เจอตัวเองแล้ว แม้ว่า แม่ของเธอ จะเครียด เพราะอยากให้ลูกเรียน บริหารธุรกิจมากกว่า เพราะ จะได้"รวย"  ถ้าเรียนสายนี้ จบมา จะทำอะไร เดี๋ยวเอไอ ก็มาทำแทนได้หมดแล้ว



สุดท้าย นังแม่นี่แหละ บินไปดูละครลูกตัวเอง (ผมไม่ได้ไป ไม่มีตังค์ และงานยุ่ง กับเคยดูที่นางถ่ายมาสั้นๆๆ ต่อกันตั้งแต่ซ้อมแล้ว) แม่เค้ากลับมาแล้วบอกว่า ยอมก็ได้  เค้าเห็นภาพลูกสาว ยืนกลางในฐานะทีมเขียนบท เสียงคนดูปรบมือหลังละครจบ ยืนยิ้มแป้นบนเวที ไฟส่อง น้ำตาไหล ร้องไห้

เปิดเทอมไปแป๊บนึงก็มีข่าวไม่ดี ปู่คนสำคัญ (ลุงขงผม พี่ชายแท้ๆของพ่อ หรือปู่ของนาง) สนิทกันมาก เพราะ ปู่คนนี้ ทำวงการโทรทัศน์ งานเบื้องหลัง ชอบเล่าให้นางฟังเวลารวมญาติ แล้ว ให้เงินของขวัญที่ได้เรียนทุนที่นั่นไว้ แสนบาท ให้หลานคนโปรดไว้เป็นทุนเรียน
ปู่เข้าไอซียู ทันทีที่รู้ข่าว ก็ตัดสินใจ หากเกิดอะไรขึ้น ก็จะกลับไทย และต้องการกลับมาก่อนอะไรจะเกิด เพื่อให้ทัน

ผ่านไป 2-3 วันข่าวยังไม่ค่อยดี เราจึงตัดสินใจ บินด่วน ลาเรียนกันเลย  ของก็ไม่ได้เอาอะไรมามาก กระเป๋าลากเล็กใบเดียว รีบกลับมา
ไม่รู้ว่าปู่แกล้ง หรือปู่ดีใจ สุดท้ายออกจากไอซียู พักฟื้นอีกระยะ กลับบ้านได้ สบายอารมณ์ แถมยังหยอกหลานสาวด้วยว่า "เจอปู่เธอ (น้องชายตัวเอง ปู่แท้ พ่อแท้ๆของผม) มันบอกอย่าเพิ่งมาแย่งมันดื่มไวน์"

ที่ปู่คนนี้ สนิทกัน รักกันมากเพราะ แกก็เป็นคุณปู่เหงาๆครับ แยกทางกับภรรยาตั้งแต่ยังหนุ่ม มีลูกสาวสามคนนะ แต่ไม่ได้เลี้ยงเลย ภรรยาเอาไปเลี้ยงหมด ไปอยู่ต่างจังหวัด ได้เจอกันปีละหน จนลูกสาวโต ก็ห่างกันไป ทางนั้นก็มีสามีใหม่ และพ่อเลี้ยงก็ได้ใจลูกสาวไปเยอะ เพราะ ลูกสาวแก รู้สึกว่า พ่อ  ดูแลแม่ไม่ได้ ไม่ดี พอสามสาว มีหลานให้แก ก็ไม่ค่อยได้เจอเท่าไหร่ เหงาแหละครับ  เคยมานั่งดื่มกับพ่อผม(น้องชายตัวเอง) บ่อยๆ  พอลูกสาวรู้ว่าปู่มา ก็จะรบเร้าให้ไปส่งบ้านปู่ ไปนั่งฟังรุ่นปู่เล่าอะไรต่างๆมาตลอด



ตอน ปู่แท้ๆเสีย ลูกสาวกับผม ลางานลาเรียนไปเฝ้าไอซียูกันครึ่งเดือน ก็ได้ปู่คนนี้ มาอยู่ด้วยกัน ทั้งวัน ตั้งแต่เปิดยันปิด จนวันที่น้องชายตัวเองจากไป  ก็ได้แกนี่แหละ ทำบรรยากาศให้ไม่หดหู่เกินไปจากความขี้เล่น แม้แต่ คืนสุดท้าย ที่ โรงพยาบาลโทรมาแจ้งว่า ไม่น่าพ้นคืนนี้ เราทั้งหมด ไปทันวินาทีที่ ชีพจรแผ่วเบา และ สงบไปในที่สุด ซึ่ง ยิ่งกว่าหนัง ยิ่งกว่าละคร ในจังหวะ มันไม่ใช่ เสียง ตี๊ดดดดด ยาวแล้วคนร้องไห้โฮ  แต่ มันคือ น้ำตา ที่ไหลมาเรื่อยๆ พร้อมกับ ชีพจร ความดัน ที่กำลังแผ่วลงอย่างช้าๆ เสียงพูดของทุกคน เครือเสียงกลืนความเสียใจ บอกลาทีละคน ให้จากไปอย่างสบายหมดห่วง ลูกสาว  ยืนถือลำโพง เปิดเพลงที่ตัวเองเล่นเปียโน แต่งเพลงให้ปู่อยู่ข้างหูไม่พูดอะไร

เพียงไม่ถึง 5 นาทีจากจังหวะที่ เจ้าหน้าที่ให้ญาติออกจากห้องไอซิยุเพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายร่าง

"เฮ้ย ...แต่งเพลงให้ปู่มั่งดิ ไม่เอาแบบของปู่เธอนะ เปิดตอนนั้น ไม่รู้ได้ยินมั้ย" ปู่ลุง เรียกหลานสาว หลานสาวรับปากตั้งแต่ตอนนั้น จนตอนนี้ ก็ยังไม่ได้แต่งเพลงให้แกตามสัญญา

นี่แหละครับ ถึงเป็นช็อตสำคัญ ที่ต้อง  กลับคำตัวเอง และรีบกลับมา แม้ว่าจะเจ็ทแล็ก แต่ กลับมาถึงแล้วไปเยี่ยม ก็นั่งเล่นเปียโน แต่งเพลงให้ปู่อย่างตั้งใจ เอาไปเปิดให้แกฟังที่ไอซียู สิ่งที่ต่างคือ แกมองหน้า ในปากยังมีที่ครอบช่วยหายใจ เสียงอู้อี้ๆ พยักหน้า หงึกๆ ส่งสัญญาณว่ารับรู้ ยกมือมาควานหา ไขว่คว้า  พอหลานจับมือ ก็บีบมือแน่น

ผมก็คงไม่คิดว่าจะเพราะเพลงนี้ ทำให้แกมีกำลังใจ หรือจะเพราะเจอพ่อผมไล่กลับมาจริงๆ แต่ ตลอดช่วงเวลา ผมก็แทบไม่เห็นลูกพี่ลูกน้องผมทั้งสามนางเลย ถึงสุดท้าย จะมาอยู่ กทม. กันหมดก็ตาม และ ไม่เห็นตัวป้า (อดีตภรรยาของแก) มาแม้แต่ครั้งเดียว ลูกสาว แวะมาก็ตอนเย็น พาหลาน วัยประถม วัยมัธยมต้น มาเยี่ยม ซึ่งก็นั่งเล่นหน้าห้อง ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมเลย
มีเพียง ภรรยาใหม่ของแก ที่อายุรุ่นลูกก็ว่าได้ คอยเคียงข้างตลอดทุกวัน อาจเพราะ ....  เห็นว่ายังไม่ถึงวระกระมัง ยังไม่ถึงเวลาต้องมาคุยเรื่องอะไรจะยกให้ใคร เค้าเลยไม่ค่อยมาหากัน



นอกเรื่องไปไกลมาก กับการกลับมารอบนี้
ไม่ได้ไปเที่ยวไหน มีแค่ เยี่ยมปู่ ทำฟัน ตัดผม  ตรวจสายตา ซื้อของบางอย่างไปตุนเพิ่ม แล้ว นางก็เดินทางกลับไป

อ้อ... ถ้าใครพอจำได้ว่า ก่อนนี้ รอบสุดท้าย มีสตอรี่ว่า เดทกับหนุ่ม อารณ์มีแฟนคนแรก ก็ล่มสลายพังไปในเวลาไม่นาน  เหมือนฝ่ายชายรุกหนักเกินไป ตามสไตล์ฝรั่ง  นางรู้สึกอึดอัดปนรำคาญ เลยขอจบดีกว่า ถ้าไม่อยากจบ ก็คุยกันไปก่อนแบบเคารพกันหน่อย อยากคบคนเอเชียแท้ๆก็ต้องเข้าใจวัฒนธรรมเราด้วย สุดท้าย ผู้ก็หายไป ลูกสาวก็ เฟลๆ หงอยๆไปแป๊บนึง  อารมณ์เซ็งแหละครับ แต่ โฟกัสกับงาน กับละครที่ทำ ก็ผ่านมาและตัดทิ้งไปจากหัวได้แล้ว

เช่นเคย
ภาพประกอบดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่