เรื่องราวของ
น้ำปลาทิพรส แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจ ทุกวันนี้ “น้ำปลา” กลายเป็นเครื่องปรุงที่แทบจะมีอยู่ในทุกครัวของคนไทย แต่รู้หรือไม่ว่า เมื่อกว่า 100 ปีก่อน คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับน้ำปลาเลย และหนึ่งในแบรนด์ที่มีส่วนสำคัญในการทำให้น้ำปลาเป็นที่รู้จักในไทย ก็คือ
“ทิพรส”
🏮
จุดเริ่มต้นเมื่อกว่า 100 ปีก่อน
- เรื่องราวเริ่มต้นในปี
2456 หรือประมาณ 113 ปีก่อน
- โดย
คุณไล่เจี๊ยง แซ่ทั้ง ชาวจีนที่อพยพเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย
- ช่วงแรกเขาทำงานรับจ้างแบกข้าวในโรงสี แต่สมัยนั้นโรงสียังไม่มีเครื่องจักรเหมือนปัจจุบัน งานส่วนใหญ่ต้องใช้แรงงานคน ทำให้เป็นงานที่ค่อนข้างหนัก
- จึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพมา
ขายปลาเค็มและปลาสด
🐟
จากคนขายปลา สู่การผลิตน้ำปลา
- ระหว่างที่ขายปลา คุณไล่เจี๊ยงนึกถึงประสบการณ์ที่เคยทำงานในโรงน้ำปลาที่ประเทศจีน
- จึงเกิดความคิดว่า
“ประเทศไทยน่าจะผลิตน้ำปลาออกมาขายได้” เพราะในช่วงเวลานั้น คนไทยส่วนใหญ่ยังใช้
เกลือ เป็นเครื่องปรุงอาหาร
- เขาจึงเริ่มทดลองหมักและผลิตน้ำปลา ก่อนนำออกมาขายในจังหวัดชลบุรี ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำปลารุ่นแรก ๆ ของประเทศไทย
🤔
แต่ปัญหาคือ...คนไทยยังไม่รู้จักน้ำปลา
- ช่วงแรกธุรกิจไม่ได้ประสบความสำเร็จทันที เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับการนำน้ำปลามาปรุงอาหาร
- พูดง่าย ๆ คือ
มีสินค้าแล้ว แต่คนยังไม่รู้ว่ามันดียังไง
- วิธีแก้เกมในตอนนั้นคือ 👉 ให้ลูกค้าได้
ทดลองชิมและใช้น้ำปลาฟรี
- เมื่อคนได้ลอง ก็พบว่าน้ำปลามีกลิ่นหอมและช่วยเพิ่มรสชาติอาหารได้แตกต่างจากการใช้เกลือ จากนั้นน้ำปลาจึงเริ่มได้รับการยอมรับและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
🌸
จาก “ตราดอกไม้” สู่ “ทิพรส”
- เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต คุณไล่เจี๊ยงจึงเริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเอง
- ช่วงแรกใช้ชื่อว่า
น้ำปลาตราดอกไม้ ตราโบแดง
- ก่อนที่จะพัฒนามาใช้ชื่อ
“ทิพรส” ในเวลาต่อมา
🏭
จากโอ่ง สู่โรงงานและบ่อหมักขนาดใหญ่
- เมื่อกิจการเติบโตขึ้น ก็มีการก่อตั้งโรงงานผลิตน้ำปลา และมีการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
- จากเดิมที่เริ่มต้นด้วยการหมักใน
โอ่ง ค่อย ๆ พัฒนามาเป็น
บ่อหมักคอนกรีตขนาดใหญ่ ที่ยื่นออกไปในทะเล
- จากธุรกิจเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่
🧂
ไม่ได้มีแค่น้ำปลา
- ปัจจุบันทิพรสไม่ได้ทำธุรกิจเฉพาะน้ำปลาเท่านั้น
- แต่ยังขยายสินค้าเครื่องปรุงอาหารเพิ่มเติม เช่น น้ำส้มสายชู ผงปรุงรส ซอสหอยนางรม เครื่องปรุงอาหารประเภทอื่น ๆ
- เป็นการต่อยอดจากธุรกิจหลัก และสร้างแหล่งรายได้เพิ่มเติม
💰
รายได้หลักพันล้านบาท
-
บริษัท ไพโรจน์ (ทั่งซังฮะ) จำกัด ผู้ผลิตน้ำปลาตราทิพรส
- ผลประกอบการปี
2568
📌 รายได้ประมาณ
3,215 ล้านบาท
📌 กำไรประมาณ
367 ล้านบาท
- เรียกได้ว่า จากธุรกิจที่เริ่มต้นเมื่อกว่า 100 ปีก่อน วันนี้กลายเป็นธุรกิจที่มีรายได้ระดับ
หลายพันล้านบาทต่อปี
จาก 113 ปีก่อน ถึงวันนี้
- จากชายชาวจีนที่เดินทางเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย
- เริ่มจากการเป็นแรงงานรับจ้าง → ขายปลา → ผลิตน้ำปลา → สร้างแบรนด์ → สร้างโรงงาน
- จนกลายเป็นธุรกิจที่มีรายได้กว่า
3,000 ล้านบาทต่อปี
- เรื่องของทิพรสจึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจที่แสดงให้เห็นว่า
การเป็นผู้บุกเบิกตลาดอาจต้องใช้เวลา แต่ถ้าสินค้าสามารถสร้างคุณค่าให้ผู้บริโภคได้ สุดท้ายก็สามารถสร้างตลาดขึ้นมาได้
- ทุกวันนี้เวลาเราเดินเข้าครัวแล้วหยิบน้ำปลามาปรุงอาหาร อาจไม่เคยคิดเลยว่า
กว่าจะกลายมาเป็นเครื่องปรุงที่อยู่คู่ครัวไทย ต้องผ่านเรื่องราวมากว่า 100 ปี
ที่มา BrandCase
สรุปเส้นทาง “ทิพรส” จากน้ำปลาที่คนไทยไม่รู้จัก สู่แบรนด์รายได้ 3,000+ ล้านบาท
🏮 จุดเริ่มต้นเมื่อกว่า 100 ปีก่อน
- เรื่องราวเริ่มต้นในปี 2456 หรือประมาณ 113 ปีก่อน
- โดย คุณไล่เจี๊ยง แซ่ทั้ง ชาวจีนที่อพยพเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย
- ช่วงแรกเขาทำงานรับจ้างแบกข้าวในโรงสี แต่สมัยนั้นโรงสียังไม่มีเครื่องจักรเหมือนปัจจุบัน งานส่วนใหญ่ต้องใช้แรงงานคน ทำให้เป็นงานที่ค่อนข้างหนัก
- จึงตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพมา ขายปลาเค็มและปลาสด
🐟 จากคนขายปลา สู่การผลิตน้ำปลา
- ระหว่างที่ขายปลา คุณไล่เจี๊ยงนึกถึงประสบการณ์ที่เคยทำงานในโรงน้ำปลาที่ประเทศจีน
- จึงเกิดความคิดว่า “ประเทศไทยน่าจะผลิตน้ำปลาออกมาขายได้” เพราะในช่วงเวลานั้น คนไทยส่วนใหญ่ยังใช้ เกลือ เป็นเครื่องปรุงอาหาร
- เขาจึงเริ่มทดลองหมักและผลิตน้ำปลา ก่อนนำออกมาขายในจังหวัดชลบุรี ถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำปลารุ่นแรก ๆ ของประเทศไทย
🤔 แต่ปัญหาคือ...คนไทยยังไม่รู้จักน้ำปลา
- ช่วงแรกธุรกิจไม่ได้ประสบความสำเร็จทันที เพราะคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับการนำน้ำปลามาปรุงอาหาร
- พูดง่าย ๆ คือ มีสินค้าแล้ว แต่คนยังไม่รู้ว่ามันดียังไง
- วิธีแก้เกมในตอนนั้นคือ 👉 ให้ลูกค้าได้ ทดลองชิมและใช้น้ำปลาฟรี
- เมื่อคนได้ลอง ก็พบว่าน้ำปลามีกลิ่นหอมและช่วยเพิ่มรสชาติอาหารได้แตกต่างจากการใช้เกลือ จากนั้นน้ำปลาจึงเริ่มได้รับการยอมรับและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ
🌸 จาก “ตราดอกไม้” สู่ “ทิพรส”
- เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต คุณไล่เจี๊ยงจึงเริ่มสร้างแบรนด์ของตัวเอง
- ช่วงแรกใช้ชื่อว่า น้ำปลาตราดอกไม้ ตราโบแดง
- ก่อนที่จะพัฒนามาใช้ชื่อ “ทิพรส” ในเวลาต่อมา
🏭 จากโอ่ง สู่โรงงานและบ่อหมักขนาดใหญ่
- เมื่อกิจการเติบโตขึ้น ก็มีการก่อตั้งโรงงานผลิตน้ำปลา และมีการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
- จากเดิมที่เริ่มต้นด้วยการหมักใน โอ่ง ค่อย ๆ พัฒนามาเป็น บ่อหมักคอนกรีตขนาดใหญ่ ที่ยื่นออกไปในทะเล
- จากธุรกิจเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่
🧂 ไม่ได้มีแค่น้ำปลา
- ปัจจุบันทิพรสไม่ได้ทำธุรกิจเฉพาะน้ำปลาเท่านั้น
- แต่ยังขยายสินค้าเครื่องปรุงอาหารเพิ่มเติม เช่น น้ำส้มสายชู ผงปรุงรส ซอสหอยนางรม เครื่องปรุงอาหารประเภทอื่น ๆ
- เป็นการต่อยอดจากธุรกิจหลัก และสร้างแหล่งรายได้เพิ่มเติม
💰 รายได้หลักพันล้านบาท
- บริษัท ไพโรจน์ (ทั่งซังฮะ) จำกัด ผู้ผลิตน้ำปลาตราทิพรส
- ผลประกอบการปี 2568
📌 รายได้ประมาณ 3,215 ล้านบาท
📌 กำไรประมาณ 367 ล้านบาท
- เรียกได้ว่า จากธุรกิจที่เริ่มต้นเมื่อกว่า 100 ปีก่อน วันนี้กลายเป็นธุรกิจที่มีรายได้ระดับ หลายพันล้านบาทต่อปี
จาก 113 ปีก่อน ถึงวันนี้
- จากชายชาวจีนที่เดินทางเข้ามาทำมาหากินในประเทศไทย
- เริ่มจากการเป็นแรงงานรับจ้าง → ขายปลา → ผลิตน้ำปลา → สร้างแบรนด์ → สร้างโรงงาน
- จนกลายเป็นธุรกิจที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาทต่อปี
- เรื่องของทิพรสจึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของธุรกิจที่แสดงให้เห็นว่า การเป็นผู้บุกเบิกตลาดอาจต้องใช้เวลา แต่ถ้าสินค้าสามารถสร้างคุณค่าให้ผู้บริโภคได้ สุดท้ายก็สามารถสร้างตลาดขึ้นมาได้
- ทุกวันนี้เวลาเราเดินเข้าครัวแล้วหยิบน้ำปลามาปรุงอาหาร อาจไม่เคยคิดเลยว่า กว่าจะกลายมาเป็นเครื่องปรุงที่อยู่คู่ครัวไทย ต้องผ่านเรื่องราวมากว่า 100 ปี
ที่มา BrandCase