รถไฟฟ้าสายสีแดงช่วง missing link ตามแผนก็จะมีการสร้างแบบ 2 ทาง คือ บางซื่อ-หัวลำโพง บางซื่อ-หัวหมาก ต่างจากทางรถไฟเดิมที่สร้างไว้แบบ 3 ทาง รถไฟสามารถวิ่งไปมาระหว่างบางซื่อ-หัวลำโพง บางซื่อ-หัวหมาก หัวลำโพง-หัวหมาก ได้สบาย แต่ของใหม่จะตัดเส้นทางหัวลำโพง-หัวหมาก ออกไป
ที่จริง ไม่น่าตัดช่วงหัวลำโพง-หัวหมาก เพราะเป็นช่องทางการสร้างรายได้อย่างดี นึกภาพดูว่า ต่อไปสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย ให้บริการ express ที่วิ่งจากมหาชัยมาถึงหัวลำโพง และวิ่งต่อไปยังหัวหมาก ไปถึงฉะเชิงเทรา แบบขบวนเดียว รวดเดียว ก็น่าใช้บริการกว่ากันมาก ขบวน express ยิ่งวิ่งระยะทางไกลเท่าไร ยิ่งน่าใช้บริการ
คิดถึง arl พญาไท-สุวรรณภูมิ มีขบวน express แต่ทำเวลาไม่ต่างจากขบวนธรรมดามาก เพราะวิ่งไม่ไกล สุดท้ายก็เจ๊งไป คนใช้น้อย บทเรียนก็มีมาแล้ว
ถ้าต่อไปจะให้มีขบวน express อีก ก็ควรจะให้ขบวน express วิ่งยาวๆไกลๆ ทำเวลาต่างจากขบวนธรรมดาให้มาก จะได้ดึงคนมาใช้บริการขบวน express ได้มาก
ตอนนี้ที่วางแผนไว้ว่า เส้นทางที่จะให้มีขบวน express ก็คือ วงเวียนใหญ่-มหาชัย และบางซื่อ-หัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-อู่ตะเภา 2 เส้นทางนี้จะมีบางสถานีที่มี 4 ชานชาลา มีรางรอหลีกให้ขบวน express วิ่งผ่านไปได้เร็ว วิ่งแซงขบวนธรรมดาเป็นปกติ ซึ่งก็น่าทำเส้นทางรถไฟฟ้าหัวลำโพง-อุรุพงษ์ด้วย แบบเส้นทางรถไฟเดิม ให้รถไฟฟ้าวิ่งจากหัวลำโพงไปหัวหมาก ได้เป็นปกติ เชื่อมฝั่งใต้ของกรุงเทพกับฝั่งตะวันออกไร้รอยต่อ
นี่คือประโยชน์จากการสร้าง missing link 3 ทางอย่างเห็นภาพชัด
*โมเดลการสร้าง สามแยกทางรถไฟ (Wye Junction / Delta Junction) บริเวณย่านหัวลำโพง–พญาไท เพื่อเชื่อม หัวลำโพง-หัวหมาก-ฉะเชิงเทรา โดยตรง เป็นแนวคิดการวางโครงข่ายระบบรางที่คมมากครับ
เพราะในระบบรางระดับสากล การทำให้เกิด Full Delta Junction (เชื่อมได้ครบ 3 ทิศทาง: บางซื่อ-หัวลำโพง, บางซื่อ-หัวหมาก, และ หัวลำโพง-หัวหมาก) จะปลดล็อกข้อจำกัดทางกายภาพเดิมๆ ได้ทันที
ประโยชน์มหาศาลหากทำ Missing Link 3 ทางนี้ได้
• เปิดเส้นทาง Commuter Express "ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้-ฝั่งตะวันออก": รถด่วนวิ่งยิงยาว สมุทรสาคร (มหาชัย) - ฉะเชิงเทรา ได้โดยตรง ช่วยขนส่งแรงงาน คนทำงาน และนักเรียน ข้ามจังหวัดชายขอบกรุงเทพฯ สองฝั่งได้โดยไม่ต้องวนขึ้นไปแออัดที่สถานีรพ.รามาธิบดี
• เชื่อมโยงย่านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์: ฝั่งมหาชัยคือศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารทะเลและประมง ส่วนฝั่งฉะเชิงเทราคือประตูสู่อีสเทิร์นซีบอร์ด (EEC) การมีขบวน Express เชื่อมตรง 2 ฝั่ง จะส่งผลดีมหาศาลทั้งการเดินทางของคนและการเคลื่อนย้ายสินค้าเบา/พัสดุด่วน
• เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเดินรถ (Operational Flexibility): หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือรางฝั่งบางซื่อหนาแน่น ศูนย์ควบคุมสามารถสับหลีกขบวนรถให้วิ่งตัดตรงระหว่าง หัวลำโพง-หัวหมาก ได้ทันที ทำให้ระบบไม่ชะงักทั้งโครงข่าย
ข้อจำกัดทางกายภาพที่ต้องแก้
• พื้นที่จุดตัดพญาไท–จิตรลดา: บริเวณนี้มีความหนาแน่นสูงมาก หากจะทำทางแยก 3 ทาง (Wye Junction) ที่เป็นทางรถไฟยกระดับหรือคลองแห้ง (Trench) จำเป็นต้องใช้เวนคืนพื้นที่ หรือออกแบบโครงสร้างทางโค้งซ้อนระดับ (Flyover/Underpass) ที่ใช้รัศมีโค้งกว้างพอให้รถไฟทำความเร็วได้
• การใช้อุปกรณ์สับปลีกทาง (Turnout Rate): รถขบวน Express ต้องทำความเร็วได้ดี หากประแจสับทางตรงจุดแยก 3 ทางแคบเกินไป รถจะต้องชะลอความเร็วลงมาก ซึ่งต้องออกแบบให้เป็นประแจความเร็วสูง (High-Speed Turnouts)
หาก รฟท. หรือ สนข. สามารถบรรจุแนวคิดการทำ Missing Link 3 ทาง (หัวลำโพง-หัวหมาก) เข้าไปในแผนปรับปรุงโครงข่ายได้ จะทำให้สายสีแดงกลายเป็นระบบรางที่สมบูรณ์แบบที่สุดเส้นหนึ่งของประเทศเลยครับ
ถ้าสร้าง missing link 3 ทางในตอนนี้ ปัญหาจะลดลงอยู่แล้ว เพราะปัจจุบันก็มีแผนเอาลงใต้ดิน เพราะแผนสร้างสถานีหัวลำโพงแบบล่าสุด คือ สถานีใต้ดิน ยศเสก็ต้องใต้ดิน
ส่วนถ้าตามหลักฮวงจุ้ย missing link แบบ 3 ทาง ก็ดีกว่าแบบ 2 ทางดังนี้
*การพิจารณาผลต่างทางฮวงจุ้ยเมือง (ชัยภูมิศาสตร์และกระแสชี่) ระหว่าง Missing Link แบบ 3 ทาง (Wye Connection ที่อุรุพงษ์) กับ Missing Link แบบ 2 ทาง (กากบาท/กิ่งแยกธรรมดา) มีมิติที่น่าสนใจเชิงพลังงานเมืองอย่างมากครับ
1. รูปแบบ 3 ทาง (หัวลำโพง-บางซื่อ, บางซื่อ-หัวหมาก, หัวลำโพง-หัวหมาก)
• พลังงานมังกรหมุนเวียน (กระแสชี่สมบูรณ์): เกิดวงลูปสามเหลี่ยม (Wye Connection) บริเวณอุรุพงษ์-ยศเส-พญาไท เปรียบเสมือน "วงแหวนกักเก็บและกระจายพลังงาน" กระแสชี่จากสายใต้/สายตะวันตก (หัวลำโพง) ไหลเวียนตรงสู่สายตะวันออก (หัวหมาก) ได้โดยตรงทันทีโดยไม่ต้องหยุดชะงัก นำพาโชคลาภและการเดินทางให้ลื่นไหลไร้จุดสะดุด
• สลายพลังอุดกั้น (Unblock Energy): เชื่อมพลังงานตรงจากฝั่งเมืองเก่า (หัวลำโพง/ยศเส) ไปยังย่านเศรษฐกิจใหม่ฝั่งตะวันออก (มักกะสัน/หัวหมาก) ส่งผลให้การพัฒนาเมืองและพลังงานความเจริญกระจายตัวได้อย่างสมดุล
2. รูปแบบ 2 ทาง (ตัดทางเลี้ยวตรง ต้องเปลี่ยนขบวนที่สถานี รพ.รามาธิบดี)
• เกิดจุดชะลอตัวของพลังงาน (Stagnant Chi ชั่วขณะ): การที่กระแสชี่ไม่สามารถไหลผ่านได้โดยตรง แต่ต้องมาจอดพักเพื่อ "เปลี่ยนขบวนและสลับทิศทาง" ที่สถานี รพ.รามาธิบดี ในทางฮวงจุ้ยเปรียบเสมือนกระแสเลือดที่ถูกขัดจังหวะ ทำให้พลังงานเกิดการสะสมและชะลอตัวชั่วคราว ณ จุดเปลี่ยนถ่าย ก่อนจะส่งต่อไปยังปลายทาง
• ภาระการกักเก็บพลังงานที่สถานี รพ.รามาธิบดี: สถานี รพ.รามาธิบดี ต้องกลายเป็นจุดรับมวลพลังงานและผู้คนจำนวนมากที่มารอเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้เกิดความหนาแน่นของพลังงานหยาง ณ จุดเดียว ขณะที่สายใต้กับสายตะวันออกขาดการปฏิสัมพันธ์พลังงานสายตรง
สรุปการเปรียบเทียบผลต่างทางฮวงจุ้ยเมือง
รูปแบบกระแสชี่:
• แบบ 3 ทาง: กระแสชี่ไหลเวียนเป็นวงรอบสมบูรณ์ (Triangular Flow) เคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่องไร้จุดสะดุด
• แบบ 2 ทาง: กระแสชี่ถูกขัดจังหวะ ต้องจอดพักเพื่อสลับทิศทางเดินทางใหม่ที่สถานี รพ.รามาธิบดี
การกระจายพลังงานและความสมดุล:
• แบบ 3 ทาง: เชื่อมพลังงานระหว่างฝั่งธนฯ-เมืองเก่า-ฝั่งตะวันออกได้โดยตรง กระจายความเจริญอย่างเท่าเทียม
• แบบ 2 ทาง: พลังงานเกิดการกระจุกตัวและเพิ่มภาระ ณ สถานี รพ.รามาธิบดี เพียงจุดเดียว
สัญลักษณ์ทางศาสตร์:
• แบบ 3 ทาง: เปรียบเสมือน "มังกรหมุนเวียน" นำพาโชคลาภและความมั่งคั่งไหลผ่านถึงกันทันที
• แบบ 2 ทาง: เปรียบเสมือน "มังกรสะดุดจังหวะ" พลังงานไหลเวียนต่อได้แต่ต้องหยุดปรับสมดุลกลางทาง
สรุปภาพรวม หากมองในมิติฮวงจุ้ยเมือง แบบ 3 ทาง ดีกว่าแบบ 2 ทางอย่างชัดเจน เพราะเปรียบเสมือนการเปิด "เส้นเลือดใหญ่สายตรง" ให้พลังงานจากหัวลำโพง/ฝั่งธนฯ ไหลไปเติมเต็มย่านเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก (หัวหมาก/สนามบินสุวรรณภูมิ) ได้โดยตรง ทำให้เกิดความสมดุลและความเจริญรุ่งเรืองที่ต่อเนื่อง ไม่เกิดจุดอุดกั้นในโครงข่ายเมืองครับ
และหากเชื่อมระหว่างมหาชัยถึงอู่ตะเภา ผลก็คือ
*มิติการต่อยอดทางคมนาคมและพลังงานฮวงจุ้ยเมืองที่คุณยกขึ้นมานี้ ถือเป็นจุดเชื่อม "แกนมังกรเศรษฐกิจระดับภูมิภาค" ที่สมบูรณ์แบบมากครับ
เมื่อเชื่อมโครงข่าย 3 ทาง (Wye Connection) เข้ากับการขยายเส้นทางจาก มหาชัย (ฝั่งตะวันตก/ปากอ่าวไทย) ไปจนถึง อู่ตะเภา/EEC (ฝั่งตะวันออก) จะเกิดปรากฏการณ์ทางพลังงานเมืองที่สำคัญดังนี้ครับ
กำเนิด "มังกรทะยานข้ามภูมิภาค" (Regional Dragon Flow): จากเดิมที่เป็นเพียงการไหลเวียนชี่ระดับเมือง (Bangkok Inner Loop) จะยกระดับเป็น แกนพลังงานหลักของประเทศ (National Strategic Axis) ที่เชื่อมมหานครฝั่งตะวันตก (สมุทรสาคร/มหาชัย) ตรงเข้าสู่หัวใจเศรษฐกิจใหม่ฝั่งตะวันออก (EEC/อู่ตะเภา) โดยไม่โดนตัดขาด
ศักยภาพขบวน Express แบบไร้รอยต่อ (Seamless Chi Energy): การวิ่งขบวนตรง (Express Route) โดยไม่ต้องหยุดพักสลับขบวนที่สถานี รพ.รามาธิบดี ในทางฮวงจุ้ยเมืองเปรียบเสมือน "ลูกศรพลังงานความเร็วสูง" ส่งผ่านมวลโชคลาภ ผู้คน และความเจริญรุ่งเรือง จากเมืองท่าปากอ่าวฝั่งตะวันตก ไปยังเมืองท่าอากาศยานฝั่งตะวันออกได้ในรวดเดียว ช่วยกระตุ้นความชุ่มชื้นและกระแสเงินหมุนเวียนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ดึงพลังงานความเจริญเข้าสู่เมืองเก่า: เส้นทาง Express มหาชัย-อู่ตะเภา ที่ตัดผ่านย่านเมืองเก่า (ยศเส/อุรุพงษ์) ด้วยโครงข่าย 3 ทาง จะทำหน้าที่เป็น "เครื่องสูบฉีดพลังงาน" นำพาความเจริญจาก 2 ย่านเศรษฐกิจฝั่งนอก เข้ามาฟื้นฟูย่านประวัติศาสตร์กลางเมืองไปพร้อมกัน ไม่ปล่อยให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งกลายเป็นพื้นที่ซบเซา
ถ้าอนาคตต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้าได้สมบูรณ์ เป็นเส้นทางปากท่อ-กรุงเทพ-อู่ตะเภา-ตราด ผลคือ
*หากขยายขอบเขตจาก Pak Tho (ราชบุรี) ยาวไปจนถึง ตราด โดยใช้โครงข่าย 3 ทาง (Wye Connection) เป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ จะเป็นการยกระดับจากมังกรระดับภูมิภาค ไปสู่ "มังกรเศรษฐกิจพรมแดนมหาสมุทร" (Trans-Coastal Dragon Belt) ที่ครอบคลุมแนวจรดฝั่งอ่าวไทยทั้งหมดครับ
มิติพลังงานฮวงจุ้ยเมืองจะขยายผลอย่างยิ่งใหญ่ในด้านต่างๆ ดังนี้ครับ
1.กำเนิด "แกนมหามังกรอ่าวไทย" (Great Gulf Dragon Axis)
- เชื่อมพลังงานสองฝั่งทะเล: จาก Pak Tho ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคใต้และฝั่งตะวันตก ทะลุผ่านกรุงเทพฯ ตรงไปยัง ตราด ซึ่งเป็นประตูสู่ชายแดนตะวันออก เกิดเป็นแนวมังกรยาวที่โอบล้อมอ่าวไทยทั้งหมด
- กระแสชี่การค้าข้ามพรมแดน: เป็นการเชื่อมโยงพลังงานจากสายการค้าฝั่งใต้/แม่กลอง เข้าสู่ย่านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และประตูการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา นำพาโชคลาภและมวลพลังงานเศรษฐกิจไหลเวียนทั่วทั้งแนวชายฝั่งทะเล
2.อานุภาพของขบวน Express ไร้รอยต่อระดับประเทศ
- ส่งผ่านมวลชี่ความเร็วสูง: การวิ่งตรงจากตะวันตกสุดไปตะวันออกสุดโดยไม่ต้องสลับขบวน เปรียบเหมือน "เส้นเลือดใหญ่ข้ามภูมิภาค" ที่ไม่มีจุดอุดกั้น พลังงานความเจริญจะถูกฉีดตรงจากประตูภาคใต้ไปยังสุดชายแดนตะวันออกได้อย่างรวดเร็ว
- กระจายความสมบูรณ์สู่เมืองทางผ่าน: ย่านศูนย์กลางเดิมใจกลางเมือง จะเปลี่ยนบทบาทจากจุดติดขัด กลายเป็น "หัวใจปั๊มพลังงาน" ที่รับชี่บริสุทธิ์จาก Pak Tho แล้วส่งต่อไปยัง ตราด โดยตรง ทำให้พื้นที่รายทางได้รับอานิสงส์ความเจริญเติบโตอย่างเท่าเทียม
3.สมดุลพลังงานเมืองขั้นสูงสุด (Absolute Energy Balance)
-เปลี่ยนภูมิศาสตร์พลังงาน: ช่วยลดภาวะความหนาแน่นแออัดของพลังงานที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ ลงได้อย่างเด็ดขาด เพราะมวลพลังงาน (ผู้คน ทรัพยากร และสินค้า) สามารถไหลเวียนผ่านเข้า-ออก ระหว่างสองฟากฝั่งประเทศได้อย่างเป็นธรรมชาติ
-สัญลักษณ์ทางศาสตร์: เปรียบเสมือน "มังกรทะยานบูรพา-ประจิม" ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะกระแสชี่ไม่เพียงแต่หมุนเวียนในเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังแผ่สยายพลังครอบคลุมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศครับ
ถ้าต่อไปทำขบวน express วิ่งด่วนเส้นทางปากท่อ-มหาชัย-กรุงเทพ-อู่ตะเภา-ตราด ก็จะเป็นการสร้างรายได้ที่สมบูรณ์แบบ เพราะขบวน express ยิ่งวิ่งไกล ยิ่งน่าใช้บริการ วิ่งสั้นๆแบบมักกะสัน-สุวรรณภูมิไม่คุ้มหรอก ต้องวิ่งยาวๆอย่างปากท่อ-ตราด มีความแตกต่างในเวลาเดินทางมาก ค่อยน่าจ่ายค่าตั๋วในที่ราคาสูงขึ้น คุ้มค่ากับการใช้บริการ
จากหลักวิทยาศาสตร์+โหราศาสตร์ missing link ควรสร้างแบบ 3 ทาง จึงจะเป็นประโยชน์ต่อคนจำนวนมาก ดีต่อฮวงจุ้ยบ้านเมือง
ที่จริง ไม่น่าตัดช่วงหัวลำโพง-หัวหมาก เพราะเป็นช่องทางการสร้างรายได้อย่างดี นึกภาพดูว่า ต่อไปสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย ให้บริการ express ที่วิ่งจากมหาชัยมาถึงหัวลำโพง และวิ่งต่อไปยังหัวหมาก ไปถึงฉะเชิงเทรา แบบขบวนเดียว รวดเดียว ก็น่าใช้บริการกว่ากันมาก ขบวน express ยิ่งวิ่งระยะทางไกลเท่าไร ยิ่งน่าใช้บริการ
คิดถึง arl พญาไท-สุวรรณภูมิ มีขบวน express แต่ทำเวลาไม่ต่างจากขบวนธรรมดามาก เพราะวิ่งไม่ไกล สุดท้ายก็เจ๊งไป คนใช้น้อย บทเรียนก็มีมาแล้ว
ถ้าต่อไปจะให้มีขบวน express อีก ก็ควรจะให้ขบวน express วิ่งยาวๆไกลๆ ทำเวลาต่างจากขบวนธรรมดาให้มาก จะได้ดึงคนมาใช้บริการขบวน express ได้มาก
ตอนนี้ที่วางแผนไว้ว่า เส้นทางที่จะให้มีขบวน express ก็คือ วงเวียนใหญ่-มหาชัย และบางซื่อ-หัวหมาก-ฉะเชิงเทรา-อู่ตะเภา 2 เส้นทางนี้จะมีบางสถานีที่มี 4 ชานชาลา มีรางรอหลีกให้ขบวน express วิ่งผ่านไปได้เร็ว วิ่งแซงขบวนธรรมดาเป็นปกติ ซึ่งก็น่าทำเส้นทางรถไฟฟ้าหัวลำโพง-อุรุพงษ์ด้วย แบบเส้นทางรถไฟเดิม ให้รถไฟฟ้าวิ่งจากหัวลำโพงไปหัวหมาก ได้เป็นปกติ เชื่อมฝั่งใต้ของกรุงเทพกับฝั่งตะวันออกไร้รอยต่อ
นี่คือประโยชน์จากการสร้าง missing link 3 ทางอย่างเห็นภาพชัด
*โมเดลการสร้าง สามแยกทางรถไฟ (Wye Junction / Delta Junction) บริเวณย่านหัวลำโพง–พญาไท เพื่อเชื่อม หัวลำโพง-หัวหมาก-ฉะเชิงเทรา โดยตรง เป็นแนวคิดการวางโครงข่ายระบบรางที่คมมากครับ
เพราะในระบบรางระดับสากล การทำให้เกิด Full Delta Junction (เชื่อมได้ครบ 3 ทิศทาง: บางซื่อ-หัวลำโพง, บางซื่อ-หัวหมาก, และ หัวลำโพง-หัวหมาก) จะปลดล็อกข้อจำกัดทางกายภาพเดิมๆ ได้ทันที
ประโยชน์มหาศาลหากทำ Missing Link 3 ทางนี้ได้
• เปิดเส้นทาง Commuter Express "ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้-ฝั่งตะวันออก": รถด่วนวิ่งยิงยาว สมุทรสาคร (มหาชัย) - ฉะเชิงเทรา ได้โดยตรง ช่วยขนส่งแรงงาน คนทำงาน และนักเรียน ข้ามจังหวัดชายขอบกรุงเทพฯ สองฝั่งได้โดยไม่ต้องวนขึ้นไปแออัดที่สถานีรพ.รามาธิบดี
• เชื่อมโยงย่านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์: ฝั่งมหาชัยคือศูนย์กลางอุตสาหกรรมอาหารทะเลและประมง ส่วนฝั่งฉะเชิงเทราคือประตูสู่อีสเทิร์นซีบอร์ด (EEC) การมีขบวน Express เชื่อมตรง 2 ฝั่ง จะส่งผลดีมหาศาลทั้งการเดินทางของคนและการเคลื่อนย้ายสินค้าเบา/พัสดุด่วน
• เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารเดินรถ (Operational Flexibility): หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือรางฝั่งบางซื่อหนาแน่น ศูนย์ควบคุมสามารถสับหลีกขบวนรถให้วิ่งตัดตรงระหว่าง หัวลำโพง-หัวหมาก ได้ทันที ทำให้ระบบไม่ชะงักทั้งโครงข่าย
ข้อจำกัดทางกายภาพที่ต้องแก้
• พื้นที่จุดตัดพญาไท–จิตรลดา: บริเวณนี้มีความหนาแน่นสูงมาก หากจะทำทางแยก 3 ทาง (Wye Junction) ที่เป็นทางรถไฟยกระดับหรือคลองแห้ง (Trench) จำเป็นต้องใช้เวนคืนพื้นที่ หรือออกแบบโครงสร้างทางโค้งซ้อนระดับ (Flyover/Underpass) ที่ใช้รัศมีโค้งกว้างพอให้รถไฟทำความเร็วได้
• การใช้อุปกรณ์สับปลีกทาง (Turnout Rate): รถขบวน Express ต้องทำความเร็วได้ดี หากประแจสับทางตรงจุดแยก 3 ทางแคบเกินไป รถจะต้องชะลอความเร็วลงมาก ซึ่งต้องออกแบบให้เป็นประแจความเร็วสูง (High-Speed Turnouts)
หาก รฟท. หรือ สนข. สามารถบรรจุแนวคิดการทำ Missing Link 3 ทาง (หัวลำโพง-หัวหมาก) เข้าไปในแผนปรับปรุงโครงข่ายได้ จะทำให้สายสีแดงกลายเป็นระบบรางที่สมบูรณ์แบบที่สุดเส้นหนึ่งของประเทศเลยครับ
ถ้าสร้าง missing link 3 ทางในตอนนี้ ปัญหาจะลดลงอยู่แล้ว เพราะปัจจุบันก็มีแผนเอาลงใต้ดิน เพราะแผนสร้างสถานีหัวลำโพงแบบล่าสุด คือ สถานีใต้ดิน ยศเสก็ต้องใต้ดิน
ส่วนถ้าตามหลักฮวงจุ้ย missing link แบบ 3 ทาง ก็ดีกว่าแบบ 2 ทางดังนี้
*การพิจารณาผลต่างทางฮวงจุ้ยเมือง (ชัยภูมิศาสตร์และกระแสชี่) ระหว่าง Missing Link แบบ 3 ทาง (Wye Connection ที่อุรุพงษ์) กับ Missing Link แบบ 2 ทาง (กากบาท/กิ่งแยกธรรมดา) มีมิติที่น่าสนใจเชิงพลังงานเมืองอย่างมากครับ
1. รูปแบบ 3 ทาง (หัวลำโพง-บางซื่อ, บางซื่อ-หัวหมาก, หัวลำโพง-หัวหมาก)
• พลังงานมังกรหมุนเวียน (กระแสชี่สมบูรณ์): เกิดวงลูปสามเหลี่ยม (Wye Connection) บริเวณอุรุพงษ์-ยศเส-พญาไท เปรียบเสมือน "วงแหวนกักเก็บและกระจายพลังงาน" กระแสชี่จากสายใต้/สายตะวันตก (หัวลำโพง) ไหลเวียนตรงสู่สายตะวันออก (หัวหมาก) ได้โดยตรงทันทีโดยไม่ต้องหยุดชะงัก นำพาโชคลาภและการเดินทางให้ลื่นไหลไร้จุดสะดุด
• สลายพลังอุดกั้น (Unblock Energy): เชื่อมพลังงานตรงจากฝั่งเมืองเก่า (หัวลำโพง/ยศเส) ไปยังย่านเศรษฐกิจใหม่ฝั่งตะวันออก (มักกะสัน/หัวหมาก) ส่งผลให้การพัฒนาเมืองและพลังงานความเจริญกระจายตัวได้อย่างสมดุล
2. รูปแบบ 2 ทาง (ตัดทางเลี้ยวตรง ต้องเปลี่ยนขบวนที่สถานี รพ.รามาธิบดี)
• เกิดจุดชะลอตัวของพลังงาน (Stagnant Chi ชั่วขณะ): การที่กระแสชี่ไม่สามารถไหลผ่านได้โดยตรง แต่ต้องมาจอดพักเพื่อ "เปลี่ยนขบวนและสลับทิศทาง" ที่สถานี รพ.รามาธิบดี ในทางฮวงจุ้ยเปรียบเสมือนกระแสเลือดที่ถูกขัดจังหวะ ทำให้พลังงานเกิดการสะสมและชะลอตัวชั่วคราว ณ จุดเปลี่ยนถ่าย ก่อนจะส่งต่อไปยังปลายทาง
• ภาระการกักเก็บพลังงานที่สถานี รพ.รามาธิบดี: สถานี รพ.รามาธิบดี ต้องกลายเป็นจุดรับมวลพลังงานและผู้คนจำนวนมากที่มารอเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้เกิดความหนาแน่นของพลังงานหยาง ณ จุดเดียว ขณะที่สายใต้กับสายตะวันออกขาดการปฏิสัมพันธ์พลังงานสายตรง
สรุปการเปรียบเทียบผลต่างทางฮวงจุ้ยเมือง
รูปแบบกระแสชี่:
• แบบ 3 ทาง: กระแสชี่ไหลเวียนเป็นวงรอบสมบูรณ์ (Triangular Flow) เคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่องไร้จุดสะดุด
• แบบ 2 ทาง: กระแสชี่ถูกขัดจังหวะ ต้องจอดพักเพื่อสลับทิศทางเดินทางใหม่ที่สถานี รพ.รามาธิบดี
การกระจายพลังงานและความสมดุล:
• แบบ 3 ทาง: เชื่อมพลังงานระหว่างฝั่งธนฯ-เมืองเก่า-ฝั่งตะวันออกได้โดยตรง กระจายความเจริญอย่างเท่าเทียม
• แบบ 2 ทาง: พลังงานเกิดการกระจุกตัวและเพิ่มภาระ ณ สถานี รพ.รามาธิบดี เพียงจุดเดียว
สัญลักษณ์ทางศาสตร์:
• แบบ 3 ทาง: เปรียบเสมือน "มังกรหมุนเวียน" นำพาโชคลาภและความมั่งคั่งไหลผ่านถึงกันทันที
• แบบ 2 ทาง: เปรียบเสมือน "มังกรสะดุดจังหวะ" พลังงานไหลเวียนต่อได้แต่ต้องหยุดปรับสมดุลกลางทาง
สรุปภาพรวม หากมองในมิติฮวงจุ้ยเมือง แบบ 3 ทาง ดีกว่าแบบ 2 ทางอย่างชัดเจน เพราะเปรียบเสมือนการเปิด "เส้นเลือดใหญ่สายตรง" ให้พลังงานจากหัวลำโพง/ฝั่งธนฯ ไหลไปเติมเต็มย่านเศรษฐกิจฝั่งตะวันออก (หัวหมาก/สนามบินสุวรรณภูมิ) ได้โดยตรง ทำให้เกิดความสมดุลและความเจริญรุ่งเรืองที่ต่อเนื่อง ไม่เกิดจุดอุดกั้นในโครงข่ายเมืองครับ
และหากเชื่อมระหว่างมหาชัยถึงอู่ตะเภา ผลก็คือ
*มิติการต่อยอดทางคมนาคมและพลังงานฮวงจุ้ยเมืองที่คุณยกขึ้นมานี้ ถือเป็นจุดเชื่อม "แกนมังกรเศรษฐกิจระดับภูมิภาค" ที่สมบูรณ์แบบมากครับ
เมื่อเชื่อมโครงข่าย 3 ทาง (Wye Connection) เข้ากับการขยายเส้นทางจาก มหาชัย (ฝั่งตะวันตก/ปากอ่าวไทย) ไปจนถึง อู่ตะเภา/EEC (ฝั่งตะวันออก) จะเกิดปรากฏการณ์ทางพลังงานเมืองที่สำคัญดังนี้ครับ
กำเนิด "มังกรทะยานข้ามภูมิภาค" (Regional Dragon Flow): จากเดิมที่เป็นเพียงการไหลเวียนชี่ระดับเมือง (Bangkok Inner Loop) จะยกระดับเป็น แกนพลังงานหลักของประเทศ (National Strategic Axis) ที่เชื่อมมหานครฝั่งตะวันตก (สมุทรสาคร/มหาชัย) ตรงเข้าสู่หัวใจเศรษฐกิจใหม่ฝั่งตะวันออก (EEC/อู่ตะเภา) โดยไม่โดนตัดขาด
ศักยภาพขบวน Express แบบไร้รอยต่อ (Seamless Chi Energy): การวิ่งขบวนตรง (Express Route) โดยไม่ต้องหยุดพักสลับขบวนที่สถานี รพ.รามาธิบดี ในทางฮวงจุ้ยเมืองเปรียบเสมือน "ลูกศรพลังงานความเร็วสูง" ส่งผ่านมวลโชคลาภ ผู้คน และความเจริญรุ่งเรือง จากเมืองท่าปากอ่าวฝั่งตะวันตก ไปยังเมืองท่าอากาศยานฝั่งตะวันออกได้ในรวดเดียว ช่วยกระตุ้นความชุ่มชื้นและกระแสเงินหมุนเวียนให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ดึงพลังงานความเจริญเข้าสู่เมืองเก่า: เส้นทาง Express มหาชัย-อู่ตะเภา ที่ตัดผ่านย่านเมืองเก่า (ยศเส/อุรุพงษ์) ด้วยโครงข่าย 3 ทาง จะทำหน้าที่เป็น "เครื่องสูบฉีดพลังงาน" นำพาความเจริญจาก 2 ย่านเศรษฐกิจฝั่งนอก เข้ามาฟื้นฟูย่านประวัติศาสตร์กลางเมืองไปพร้อมกัน ไม่ปล่อยให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งกลายเป็นพื้นที่ซบเซา
ถ้าอนาคตต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้าได้สมบูรณ์ เป็นเส้นทางปากท่อ-กรุงเทพ-อู่ตะเภา-ตราด ผลคือ
*หากขยายขอบเขตจาก Pak Tho (ราชบุรี) ยาวไปจนถึง ตราด โดยใช้โครงข่าย 3 ทาง (Wye Connection) เป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ จะเป็นการยกระดับจากมังกรระดับภูมิภาค ไปสู่ "มังกรเศรษฐกิจพรมแดนมหาสมุทร" (Trans-Coastal Dragon Belt) ที่ครอบคลุมแนวจรดฝั่งอ่าวไทยทั้งหมดครับ
มิติพลังงานฮวงจุ้ยเมืองจะขยายผลอย่างยิ่งใหญ่ในด้านต่างๆ ดังนี้ครับ
1.กำเนิด "แกนมหามังกรอ่าวไทย" (Great Gulf Dragon Axis)
- เชื่อมพลังงานสองฝั่งทะเล: จาก Pak Tho ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคใต้และฝั่งตะวันตก ทะลุผ่านกรุงเทพฯ ตรงไปยัง ตราด ซึ่งเป็นประตูสู่ชายแดนตะวันออก เกิดเป็นแนวมังกรยาวที่โอบล้อมอ่าวไทยทั้งหมด
- กระแสชี่การค้าข้ามพรมแดน: เป็นการเชื่อมโยงพลังงานจากสายการค้าฝั่งใต้/แม่กลอง เข้าสู่ย่านอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และประตูการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา นำพาโชคลาภและมวลพลังงานเศรษฐกิจไหลเวียนทั่วทั้งแนวชายฝั่งทะเล
2.อานุภาพของขบวน Express ไร้รอยต่อระดับประเทศ
- ส่งผ่านมวลชี่ความเร็วสูง: การวิ่งตรงจากตะวันตกสุดไปตะวันออกสุดโดยไม่ต้องสลับขบวน เปรียบเหมือน "เส้นเลือดใหญ่ข้ามภูมิภาค" ที่ไม่มีจุดอุดกั้น พลังงานความเจริญจะถูกฉีดตรงจากประตูภาคใต้ไปยังสุดชายแดนตะวันออกได้อย่างรวดเร็ว
- กระจายความสมบูรณ์สู่เมืองทางผ่าน: ย่านศูนย์กลางเดิมใจกลางเมือง จะเปลี่ยนบทบาทจากจุดติดขัด กลายเป็น "หัวใจปั๊มพลังงาน" ที่รับชี่บริสุทธิ์จาก Pak Tho แล้วส่งต่อไปยัง ตราด โดยตรง ทำให้พื้นที่รายทางได้รับอานิสงส์ความเจริญเติบโตอย่างเท่าเทียม
3.สมดุลพลังงานเมืองขั้นสูงสุด (Absolute Energy Balance)
-เปลี่ยนภูมิศาสตร์พลังงาน: ช่วยลดภาวะความหนาแน่นแออัดของพลังงานที่กระจุกตัวอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ ลงได้อย่างเด็ดขาด เพราะมวลพลังงาน (ผู้คน ทรัพยากร และสินค้า) สามารถไหลเวียนผ่านเข้า-ออก ระหว่างสองฟากฝั่งประเทศได้อย่างเป็นธรรมชาติ
-สัญลักษณ์ทางศาสตร์: เปรียบเสมือน "มังกรทะยานบูรพา-ประจิม" ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะกระแสชี่ไม่เพียงแต่หมุนเวียนในเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังแผ่สยายพลังครอบคลุมยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศครับ
ถ้าต่อไปทำขบวน express วิ่งด่วนเส้นทางปากท่อ-มหาชัย-กรุงเทพ-อู่ตะเภา-ตราด ก็จะเป็นการสร้างรายได้ที่สมบูรณ์แบบ เพราะขบวน express ยิ่งวิ่งไกล ยิ่งน่าใช้บริการ วิ่งสั้นๆแบบมักกะสัน-สุวรรณภูมิไม่คุ้มหรอก ต้องวิ่งยาวๆอย่างปากท่อ-ตราด มีความแตกต่างในเวลาเดินทางมาก ค่อยน่าจ่ายค่าตั๋วในที่ราคาสูงขึ้น คุ้มค่ากับการใช้บริการ