ย้อนกลับไปปี 2016 รายการศึกวอลเลย์บอลหญิง คัดเลือกโอลิมปิก 2016 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วันที่ 18 พฤษภาคม 2559
รวมตัวแแปรของแมทซ์อัปยศนัดนี้
ตัวแปร A :
“แท็บเลต” FIVB เริ่มนำแท็บเลตมาบังคับใช้เป็นครั้งแรกในรายการนี้ เพื่อให้โค้ชกดขอเปลี่ยนตัวและขอชาเลนจ์ผ่านหน้าจอ แทนการกดปุ่ม
ตัวแปร B :
“กรรมการ” (หลุยส์ เจราร์โด มาซีอาส จากแม็กฮีโก) ตัดสินอย่างแข็งกร้าว ไม่ยืดหยุ่น
โดยแมทซ์เจ้าปัญหา เริ่มต้นใน เซ็ต 4
สถานการณ์ในตอนนั้น ไทยนำญี่ปุ่น 2-1 เซ็ต *แต้ม 23-24
โค้ชอ๊อดต้องการเปลี่ยนตัวแนน ทัดดาว ลงคืนสนามแดนหน้า ช่วยเกมหน้าบล็อค (ก่อนหน้านี้ให้เบอร์8 น่าจะเป็นลิบเบอโร่ที่ใส่เสื้อผู้เล่นปกติ เอาไว้เปลี่ยนแดนหลังช่วยเกมรับ คล้ายๆกับแบมตำแหน่งหัวเสา) *ถ้าข้อมูลผู้เล่นผิดขออภัย
โดยโค้ชอ๊อดกดขอเปลี่ยนตัวผ่านแท็บเล็ตแล้ว แต่เจ้ากรรม สัญญาณแท็บเล็ตฝั่งไทยไม่เด้งไปยังหน้าจอของกรรมการกลาง เมื่อสัญญาณไม่ขึ้น แทนที่กรรมการจะอลุ่มอล่วยหรือรับฟังคำชี้แจงของโค้ชไทย
นางกลับตัดสินว่าไทยเจตนาถ่วงเวลา เป่าให้เล่นเกมต่อทันที (โค้ชอ็อดเริ่มมีอารมณ์)
ซึ่งส่งผลต่อรูปเกมมั้ย? ส่งผลแน่นอน100% หน้าบล็อคโล่งไป1ตัว คือให้ลิบเบอโร่ขึ้นมาบล็อคดีๆนั่นแหละ ส่งผลให้โมเมนตั้ม อารมณ์ โค้ช นักกีฬาเสีย แพ้ 23-25 สถานการณ์ เสมอ 2-2เซ็ต
(เพิ่มเติม ปัญหาแท็บเล็ตในรายการนี้ โค้ชหลายชาติก็เจอปัญหาเดียวกัน คือระบบกดไม่ติด หรือส่งสัญญาณชาเลนจ์/เปลี่ยนตัวไปไม่ถึงหน้าจอกรรมการกลางเหมือนกัน แต่คู่อื่น กรรมการอะลุ่มอะล่วย จะใช้สัญญาณมือแทน สื่อสารให้มีการเปลี่ยนตัวได้ปกติ แทนปัญหาเทคนิค ยกเว้น กรรมการคนนี้นะจ๊ะ)
เซ็ต 5 เหตุการณ์สลิ้งแตกใบแดงปลิว คะแนนฟรี
สถานการณ์ในเซ็ตที่ 5 แต้ม 12-8 (ไทยนำญี่ปุ่น 12-8)
โค้ชอ๊อดก็ได้พยายามกดขอเปลี่ยนตัวผ่านแท็บเล็ตอีกครั้ง เพื่อส่งผู้เล่นลงสนาม แต่ระบบดันขัดข้อง อะเกน
ปลึ้มจิตรเดินเข้าไปสอบถามและพยายามอธิบายว่าเป็นปัญหาเทคนิคของแท็บเล็ต แต่กรรมการตัดสินว่าทีมไทยถ่วงเวลา จึงแจก
ใบแดงใบที่ 1 ผลคือ
ญี่ปุ่นได้แต้มฟรี 1 คะแนน ขยับไล่ขึ้นมาเป็น
12-9 (โค้ชอ๊อดยิ่งหัวร้อน) อารมณ์ในทีมเริ่มเปลี่ยน จากเกมนำเป็นกดดัน บรรยากาศภายในทีมเริ่มใจเสีย
จาก 12-9 ความรวนจากใบแดงแรกและแรงกดดันทำให้ญี่ปุ่นรันแต้มไล่ตามมาจนเสมอ 12-12 และพลิกแซงเป็น 12-13
แต้มที่ 12-13 ไทยพยายามขอชาเลนจ์ผ่านแท็บเล็ตอีกรอบ แต่ระบบ ไม่ทำงานอีกรอบ
เมื่อโค้ชอ๊อดและนักกีฬาเดินเข้าไปโต้แย้ง ขอคำอธิบายเรื่องสัญญาณแท็บเล็ตไม่ติด
แต่กรรมการได้ชู ใบแดงใบที่ 2 ทันที
ผลคือ ญี่ปุ่นได้แต้มฟรีอีก 1 คะแนน ขยับขึ้นนำเป็น 14-12 (ได้แมตช์พอยต์) ก่อนจะปิดเกมชนะไป 15-13 ในที่สุด
หลังจบเกม แฮชแท็ก
#japannospirit เกิดขึ้นทันทีหลังจบแมตช์ประวัติศาสตร์ ไทย-ญี่ปุ่น (18 พฤษภาคม 2016) โดยแฟนวอลเลย์บอลชาวไทยและทั่วโลกพร้อมใจกันติดแฮชแท็กนี้บน Twitter และ Social Media เพื่อประจานพฤติกรรมความไม่เป็นธรรมในแมตช์ดังกล่าว
สาเหตุหลักที่ทำให้แฮชแท็กนี้แมสและติดเทรนด์อย่างรวดเร็ว เกิดจาก 3 ประเด็นหลัก:
- ฉายา "สปิริตญี่ปุ่น" ถูกสั่นคลอน: วงการกีฬาญี่ปุ่นมักได้รับคำชมเรื่องน้ำใจนักกีฬา (Sportsmanship) แต่ในแมตช์นี้ แฟนบอลมองว่าญี่ปุ่นฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของระบบแท็บเล็ต และการตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของกรรมการ โดยไม่มีการแสดงสปิริตทัดทานความอัปยศที่เกิดขึ้น
- การแจก 2 ใบแดงช่วงท้ายเซต 5: การที่ไทยถูกริบแต้มสำคัญจนญี่ปุ่นได้ 2 แต้มฟรีไปถึง 12-9 และ 14-12 (แมตช์พอยต์) ทำให้คนมองว่าญี่ปุ่นชนะเพราะ "ของขวัญจากกรรมการและแท็บเล็ต" ไม่ใช่ชนะด้วยฝีมืออย่างแท้จริง
- ความแค้นสะสมจากปี 2012: แฟนกีฬาไทยยังคงมีภาพจำจากดราม่าแมตช์ ญี่ปุ่น-เซอร์เบีย ในรอบคัดโอลิมปิก 2012 (ที่ส่งผลให้ไทยตกเก้าอี้) เมื่อมาเจอเหตุการณ์คัดโอลิมปิก 2016 ซ้ำอีกครั้ง กระแสความโกรธแค้นจึงระเบิดออกมาผ่านแฮชแท็ก #japannospirit เพื่อตั้งคำถามถึง "สปิริต" ของทีมชาติญี่ปุ่น
บทสรุปจากแมตช์อัปยศ และผลลัพธ์หลังการร้องเรียน
หลังจบแมตช์ สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือประท้วงการทำงานของกรรมการ
หลุยส์ เจราร์โด มาซีอาส และระบบแท็บเล็ตไปยัง FIVB ทันที พร้อมกับกระแสแฟนบอลทั่วโลกที่ร่วมลงชื่อเรียกร้องความเป็นธรรมผ่าน Change.org
แต่ FIVB ปฏิเสธคำร้องเรียน โดยอ้างว่าการตัดสินในสนามถือเป็นอันสิ้นสุด แถมยังให้กรรมการคนดังกล่าวยังคงได้ไปทำหน้าที่ต่อในศึกโอลิมปิก 2016 ที่ริโอ เด จาเนโร ตามปกติโดยไม่ถูกลงโทษใดๆ
แต่บทเรียนราคาแพงของไทยในวันนั้นก็บีบให้ FIVB ต้องยกเลิกการใช้ระบบแท็บเล็ตเวอร์ชันดังกล่าวกลับไปพัฒนาใหม่ทั้งหมด พร้อมปรับกติกาให้กรรมการยืดหยุ่นและอนุญาตให้โค้ชสื่อสารผ่านสัญญาณมือได้หากเกิดปัญหาทางเทคนิค เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนที่ทีมชาติไทยต้องเผชิญอีก
ความเสียใจของพี่ๆในวันนั้น วันนี้น้องๆสานต่อให้แล้วน้าา
*ข้อมูลผิดแย้งได้นะ ขออภัย พร้อมแก้ไขให้นะ จุ๊ฟ
ย้อนรอยแมทซ์ประวัติศาสตร์ คัด อลป. 2016 ญี่ปุ่นปล้นชัยชนะไทย จริงไหม มาดูกัน
รวมตัวแแปรของแมทซ์อัปยศนัดนี้
ตัวแปร A : “แท็บเลต” FIVB เริ่มนำแท็บเลตมาบังคับใช้เป็นครั้งแรกในรายการนี้ เพื่อให้โค้ชกดขอเปลี่ยนตัวและขอชาเลนจ์ผ่านหน้าจอ แทนการกดปุ่ม
ตัวแปร B : “กรรมการ” (หลุยส์ เจราร์โด มาซีอาส จากแม็กฮีโก) ตัดสินอย่างแข็งกร้าว ไม่ยืดหยุ่น
โดยแมทซ์เจ้าปัญหา เริ่มต้นใน เซ็ต 4
สถานการณ์ในตอนนั้น ไทยนำญี่ปุ่น 2-1 เซ็ต *แต้ม 23-24
โค้ชอ๊อดต้องการเปลี่ยนตัวแนน ทัดดาว ลงคืนสนามแดนหน้า ช่วยเกมหน้าบล็อค (ก่อนหน้านี้ให้เบอร์8 น่าจะเป็นลิบเบอโร่ที่ใส่เสื้อผู้เล่นปกติ เอาไว้เปลี่ยนแดนหลังช่วยเกมรับ คล้ายๆกับแบมตำแหน่งหัวเสา) *ถ้าข้อมูลผู้เล่นผิดขออภัย
โดยโค้ชอ๊อดกดขอเปลี่ยนตัวผ่านแท็บเล็ตแล้ว แต่เจ้ากรรม สัญญาณแท็บเล็ตฝั่งไทยไม่เด้งไปยังหน้าจอของกรรมการกลาง เมื่อสัญญาณไม่ขึ้น แทนที่กรรมการจะอลุ่มอล่วยหรือรับฟังคำชี้แจงของโค้ชไทย
นางกลับตัดสินว่าไทยเจตนาถ่วงเวลา เป่าให้เล่นเกมต่อทันที (โค้ชอ็อดเริ่มมีอารมณ์)
ซึ่งส่งผลต่อรูปเกมมั้ย? ส่งผลแน่นอน100% หน้าบล็อคโล่งไป1ตัว คือให้ลิบเบอโร่ขึ้นมาบล็อคดีๆนั่นแหละ ส่งผลให้โมเมนตั้ม อารมณ์ โค้ช นักกีฬาเสีย แพ้ 23-25 สถานการณ์ เสมอ 2-2เซ็ต
(เพิ่มเติม ปัญหาแท็บเล็ตในรายการนี้ โค้ชหลายชาติก็เจอปัญหาเดียวกัน คือระบบกดไม่ติด หรือส่งสัญญาณชาเลนจ์/เปลี่ยนตัวไปไม่ถึงหน้าจอกรรมการกลางเหมือนกัน แต่คู่อื่น กรรมการอะลุ่มอะล่วย จะใช้สัญญาณมือแทน สื่อสารให้มีการเปลี่ยนตัวได้ปกติ แทนปัญหาเทคนิค ยกเว้น กรรมการคนนี้นะจ๊ะ)
เซ็ต 5 เหตุการณ์สลิ้งแตกใบแดงปลิว คะแนนฟรี
สถานการณ์ในเซ็ตที่ 5 แต้ม 12-8 (ไทยนำญี่ปุ่น 12-8)
โค้ชอ๊อดก็ได้พยายามกดขอเปลี่ยนตัวผ่านแท็บเล็ตอีกครั้ง เพื่อส่งผู้เล่นลงสนาม แต่ระบบดันขัดข้อง อะเกน
ปลึ้มจิตรเดินเข้าไปสอบถามและพยายามอธิบายว่าเป็นปัญหาเทคนิคของแท็บเล็ต แต่กรรมการตัดสินว่าทีมไทยถ่วงเวลา จึงแจก ใบแดงใบที่ 1 ผลคือ ญี่ปุ่นได้แต้มฟรี 1 คะแนน ขยับไล่ขึ้นมาเป็น 12-9 (โค้ชอ๊อดยิ่งหัวร้อน) อารมณ์ในทีมเริ่มเปลี่ยน จากเกมนำเป็นกดดัน บรรยากาศภายในทีมเริ่มใจเสีย
จาก 12-9 ความรวนจากใบแดงแรกและแรงกดดันทำให้ญี่ปุ่นรันแต้มไล่ตามมาจนเสมอ 12-12 และพลิกแซงเป็น 12-13
แต้มที่ 12-13 ไทยพยายามขอชาเลนจ์ผ่านแท็บเล็ตอีกรอบ แต่ระบบ ไม่ทำงานอีกรอบ
เมื่อโค้ชอ๊อดและนักกีฬาเดินเข้าไปโต้แย้ง ขอคำอธิบายเรื่องสัญญาณแท็บเล็ตไม่ติด
แต่กรรมการได้ชู ใบแดงใบที่ 2 ทันที
ผลคือ ญี่ปุ่นได้แต้มฟรีอีก 1 คะแนน ขยับขึ้นนำเป็น 14-12 (ได้แมตช์พอยต์) ก่อนจะปิดเกมชนะไป 15-13 ในที่สุด
หลังจบเกม แฮชแท็ก #japannospirit เกิดขึ้นทันทีหลังจบแมตช์ประวัติศาสตร์ ไทย-ญี่ปุ่น (18 พฤษภาคม 2016) โดยแฟนวอลเลย์บอลชาวไทยและทั่วโลกพร้อมใจกันติดแฮชแท็กนี้บน Twitter และ Social Media เพื่อประจานพฤติกรรมความไม่เป็นธรรมในแมตช์ดังกล่าว
สาเหตุหลักที่ทำให้แฮชแท็กนี้แมสและติดเทรนด์อย่างรวดเร็ว เกิดจาก 3 ประเด็นหลัก:
- ฉายา "สปิริตญี่ปุ่น" ถูกสั่นคลอน: วงการกีฬาญี่ปุ่นมักได้รับคำชมเรื่องน้ำใจนักกีฬา (Sportsmanship) แต่ในแมตช์นี้ แฟนบอลมองว่าญี่ปุ่นฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของระบบแท็บเล็ต และการตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของกรรมการ โดยไม่มีการแสดงสปิริตทัดทานความอัปยศที่เกิดขึ้น
- การแจก 2 ใบแดงช่วงท้ายเซต 5: การที่ไทยถูกริบแต้มสำคัญจนญี่ปุ่นได้ 2 แต้มฟรีไปถึง 12-9 และ 14-12 (แมตช์พอยต์) ทำให้คนมองว่าญี่ปุ่นชนะเพราะ "ของขวัญจากกรรมการและแท็บเล็ต" ไม่ใช่ชนะด้วยฝีมืออย่างแท้จริง
- ความแค้นสะสมจากปี 2012: แฟนกีฬาไทยยังคงมีภาพจำจากดราม่าแมตช์ ญี่ปุ่น-เซอร์เบีย ในรอบคัดโอลิมปิก 2012 (ที่ส่งผลให้ไทยตกเก้าอี้) เมื่อมาเจอเหตุการณ์คัดโอลิมปิก 2016 ซ้ำอีกครั้ง กระแสความโกรธแค้นจึงระเบิดออกมาผ่านแฮชแท็ก #japannospirit เพื่อตั้งคำถามถึง "สปิริต" ของทีมชาติญี่ปุ่น
บทสรุปจากแมตช์อัปยศ และผลลัพธ์หลังการร้องเรียน
หลังจบแมตช์ สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยได้ยื่นหนังสือประท้วงการทำงานของกรรมการ หลุยส์ เจราร์โด มาซีอาส และระบบแท็บเล็ตไปยัง FIVB ทันที พร้อมกับกระแสแฟนบอลทั่วโลกที่ร่วมลงชื่อเรียกร้องความเป็นธรรมผ่าน Change.org
แต่ FIVB ปฏิเสธคำร้องเรียน โดยอ้างว่าการตัดสินในสนามถือเป็นอันสิ้นสุด แถมยังให้กรรมการคนดังกล่าวยังคงได้ไปทำหน้าที่ต่อในศึกโอลิมปิก 2016 ที่ริโอ เด จาเนโร ตามปกติโดยไม่ถูกลงโทษใดๆ
แต่บทเรียนราคาแพงของไทยในวันนั้นก็บีบให้ FIVB ต้องยกเลิกการใช้ระบบแท็บเล็ตเวอร์ชันดังกล่าวกลับไปพัฒนาใหม่ทั้งหมด พร้อมปรับกติกาให้กรรมการยืดหยุ่นและอนุญาตให้โค้ชสื่อสารผ่านสัญญาณมือได้หากเกิดปัญหาทางเทคนิค เพื่อไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนที่ทีมชาติไทยต้องเผชิญอีก
ความเสียใจของพี่ๆในวันนั้น วันนี้น้องๆสานต่อให้แล้วน้าา
*ข้อมูลผิดแย้งได้นะ ขออภัย พร้อมแก้ไขให้นะ จุ๊ฟ