นันทนา ซัดเงินกู้2แสนล. เปลี่ยนผ่านพลังงาน เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ดันโซลาร์รูฟท็อปเอื้อคนรวยไม่ไหว ปชช.จนไม่รอด
https://www.matichon.co.th/politics/news_5869388
.

.
นันทนา ซัดเงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ดันโซลาร์รูฟท็อปเอื้อคนรวยไม่ไหว ปชช.จนไม่รอด ขู่รัฐบาลถ้าคิดตื้น ระวังได้เป็นฝ่ายค้าน
.
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา โดยมี พล.อ.
เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการะชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเสร็จแล้ว
.
จากนั้นเวลา 10.20 น. น.ส.
นันทนา นันทวโรภาส ส.ว. อภิปรายว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทั้งที่แต่ผู้คนตั้งคำถามกันมากมายถึงความเร่งด่วนและความสมเหตุสมผลในการใช้เงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนเปลี่ยนโหมดพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังไงก็ผ่านวุฒิสภา แต่ตนขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่าได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเกาไม่ถูกที่คัน
.
น.ส.
นันทนา กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลจะเอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาทไปรองรับมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือนของประชาชน เป็นความคิดที่ฉาบฉวยมีวาระซ่อนเร้นชนิดที่ต้องจับตาดูให้ดีว่า เงินกู้ก้อนนี้จะหล่นไปใส่กระเป๋าใคร เหตุใดรัฐบาลถึงทุ่มเทเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เรามีพลังงานรูปแบบอื่นให้เลือกพัฒนา เช่น พลังงานไบโอ เชื่อมโยงกับภาคเกษตรสอดคล้องกับอาชีพหลักของคนในชุมชนการที่รัฐบาลดึงดันใช้โซลาร์เซลล์อย่างเดียว ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า แผงโซลาร์เซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย
.
น.ส.
นันทนา กล่าวอีกว่า 2.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะบรรดาโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด ขณะนี้เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูบทเรียนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร และ 3.ในขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่ ที่รัฐบาลจะนำเงินกู้มาใช้ในการเปลี่ยนพลังงาน เราควรนำเงินไปใช้ในวิธีที่ฉลาดกว่านี้ และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์มากกว่านี้
.
น.ส.
นันทนา กล่าวด้วยว่า เราควรหันไปพัฒนาพลังงานในระบบไบโอ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และอื่นๆ เพื่อให้ตลาดกว้างขึ้น ราคาดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซัพพลายเชนของไบโอ มีทั้งเกษตรกร คนงาน คนขายปุ๋ย คนขายเคมี เครื่องมือเครื่องจักร การเกษตร ขนส่ง พ่อค้าคนกลาง โรงงานต่างๆ จนถึงโรงไฟฟ้าห่วงโซ่อุปทานนี้ ยาวกว่าโซลาร์เซลล์หลายเท่า
.
น.ส.
นันทนา กล่าวต่อว่า สำหรับวิธีการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใช้การลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนที่ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป จึงตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้รัฐบาลกำลังช่วยใครเพราะค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ต้องใช้เงินประมาณ 150,000-300,000 บาท คนกลุ่มไหนถึงจะมีเงินออกค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ก่อน
.
น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า 88% ของคนไทย มีเงินอยู่ในบัญชีน้อยกว่า 5 หมื่นบาท และคนมีเงินในบัญชี 1 ล้านบาท มีเพียง 2% แปลว่าคนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายเงินโซลาร์เซลล์ คนจะอยู่ในกลุ่มเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีเพียง 2% เท่านั้น จึงตั้งคำถามว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาท จะเป็นประโยชน์กับคนเพียง 2% แต่คนอีก 98% ต้องจ่ายหนี้ หากรัฐบาลอ้างว่าประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในโครงการนี้ได้ แต่คงจะเป็นคนชนชั้นกลางเท่านั้น พวกรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง
.
น.ส.
นันทนา กล่าวอีกว่า หากคำนวณ 1 ล้านครัวเรือน ขอสินเชื่อครัวเรือนละ 2 แสนบาท ก็จะมีเงินเข้ากระเป๋าคนในวงการโซลาร์เซลล์ 2 แสนล้านบาท เท่ากับว่าจะเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือนให้กับประเทศไทยจาก 16.4 ล้านบาทเป็น 16.66 ล้านบาททันที ดังนั้นรัฐบาลควรจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปให้คนที่เดือดร้อนที่สุด ใครที่กำลังจะจมน้ำต้องช่วยให้รอดก่อน และต้องช่วยอย่างฉลาด ทำให้เกิดการหมุนของเงินเพื่อดึงให้เศรษฐกิจพ้นวิกฤต
.
น.ส.
นันทนา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ SMEs ของไทยใกล้หมดลม รัฐบาลควรหันไปแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ช่วยแต่ธุรกิจใหญ่ในขณะที่ธุรกิจย่อยกำลังล้มหายตายจาก แต่ธุรกิจใหญ่ร่ำรวยขึ้นมากมาย ครึ่งปีแรกของปี 69 บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ขยายตัวรวมกัน 22.2% ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รวยไม่ไหวแล้ว แต่ประชาชนจนไม่รอดแล้ว
.
“
หากรัฐบาลยังคิดตื้นๆ ด้วยกันกู้เงินมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่เช่นนี้ วิกฤตเศรษฐกิจอาจจะส่งให้ท่านไปเป็นฝ่ายค้านในที่สุด ดิฉันจึงไม่อาจให้ความเห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้แม้จะผ่านสภาฯ แต่ท่านก็จะได้ชื่อว่า เป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชน” น.ส.
นันทนา กล่าว
.
.
สว.พรชัย ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้พิรุธ 9 ข้อ ซัดแรง โลภแต่ชุ่ย
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10380676
.
สว.พรชัย ไม่เห็นด้วย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้พิรุธ 9 ข้อ เหน็บแรงโลภแต่ชุ่ย ขอเงินเยอะแต่รายละเอียดน้อย ท้ารัฐบาลเปิดรายละเอียดทุกโครงการ
.
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.
เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการะชุม พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเสร็จแล้ว
.
จากนั้นเวลา 09.50 น. นาย
พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลมีพฤติกรรมที่ส่อพิรุธ 9 ประการ แต่ไม่ปฏิเสธว่าประเทศกำลังมีปัญหาราคาพลังงานสูงขึ้นจริง ค่าครองชีพสูงขึ้นจริง กำลังซื้อชะลอตัวจริง และประชาชนกำลังเดือดร้อนจริง รวมถึงไม่ได้คัดค้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
.
แต่ต่อให้มีปัญหาจริงไม่ได้แปลว่าวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลจะถูกต้องเสมอไป คำถามที่ตนอยากถามคือไม่ใช่ว่าประเทศไทยควรกู้เงินมาแก้ปัญหาหรือไม่ แต่คือจำเป็นหรือไม่ที่เราต้องแก้ปัญหาด้วยพ.ร.ก. ไม่ใช่ พ.ร.บ. อีกทั้งยังต้องกู้เงินเป็นวงเงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้วินัยทางการเงินการคลังของเราพังพินาศ เพราะเมื่อพิจารณาแต่ต้นจนจบ ตนพบข้อพิรุธ 9 อย่างที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้
.
ข้อพิรุธที่ 1 คือ ประเทศเราไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉินจริง เงิน 2 แสนล้านบาทแรก รัฐบาลอาจจะพออธิบายได้ว่าเป็นมาตรการประคองเศรษฐกิจจากวิกฤตพลังงาน แต่เงินอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ตนขอถามว่าการสร้าง Smart Grid การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคา การเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถอีวี มันฉุกเฉินตรงไหน หากไม่ได้ทำ 3 สิ่งนี้ภายใน 3-6 เดือนนี้ประชาชนจะอยู่ไม่ได้จริงหรือ
.
ข้อพิรุธที่ 2 คือ พ.ร.ก.ฉบับนี้จงใจไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างที่ควรจะเป็น หากโครงการเหล่านี้ใช้เวลาหลายปี ทำไมไม่เสนอเป็นพ.ร.บ.เงินกู้ แทนที่จะเป็น พ.ร.ก.ที่มีรายละเอียดแนบท้ายน้อยกว่า เพราะความเร่งด่วนที่ไม่ใช่ความเร่งด่วนจริง ไม่ควรเป็นเหตุผลให้ตัดตอนลดอำนาจการตรวจสอบของรัฐสภา
.
จนนำไปสู่ข้อพิรุธที่ 3 คือ ไม่ชัดเจน เงินกู้ระดับ 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย แต่คำถามพื้นฐานกลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าหลังจากใช้เงินแล้วประเทศไทยจะลดการนำเข้าพลังงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ ค่าไฟจะลดลงกี่บาท เงิน 1 บาทที่ลงทุนไปจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้กี่บาท ประชาชนกี่ครัวเรือนจะได้รับประโยชน์ ภายในเวลาเท่าไหร่
.
“
หากไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ การขออำนาจกู้ในครั้งนี้จะถือเป็นการขอเช็คเปล่า และเป็นการขอโดยใช้เอกสารเพียงแค่ไม่กี่หน้า รายละเอียดแผนงานโครงการและความพร้อมก็ยังไม่ปรากฏชัด ซึ่งผมเห็นว่าจำนวนเงินยิ่งมากเป้าหมายยิ่งต้องชัด ไม่ใช่เงินยิ่งมากแล้วรายละเอียดยิ่งน้อย แล้วอ้างว่าฉุกเฉินจึงยังคิดไม่ทัน แบบนี้เขาเรียกว่าโลภแต่ชุ่ย” นาย
พรชัย กล่าว
.
นาย
พรชัย กล่าวต่อว่า ข้อพิรุธที่ 4 คือ ความไม่โปร่งใส เนื่องจากเอกสารมีการระบุว่ามีหนังสือให้ท้องถิ่นเสนอรายการตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2569 ทั้งที่หลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการออกในวันที่ 26 มิ.ย. 2569 ตนจึงมองว่าในวันที่กติกายังไม่ออกใครรู้กติกาก่อน แล้วเป็นความโปร่งใสแบบใด และเหตุใดทำไมจึงต้องมีเสาไฟโซลาร์ ประปาโซลาร์ รถขยะอีวี และโครงการอีกจำนวนมากเตรียมเสนอมาแล้ว ซึ่งตนไม่ได้กล่าวหาว่าโครงการใดทุจริต
.
“
เงินกู้ระดับนี้ไม่ควรเปิดช่องให้ประชาชนสงสัยว่าเป็นการเกี้ยเซียะให้กับผู้รับเหมาหรือเครือข่ายด้านพลังงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับคนใดในรัฐบาล โดยวิธีที่จะลบข้อสงสัยได้ดีที่สุดมีทางเดียว คือ เปิดทุกโครงการ เปิดหลักเกณฑ์ เปิดราคากลาง และคู่สัญญา รวมถึงเปิดผลการประเมินต่อสาธารณะ รัฐบาลจะกล้าทำหรือไม่ หากไม่ทำก็เท่ากับจงใจปกปิดหมกเม็ด” นาย
พรชัย กล่าว
.
นาย
พรชัย กล่าวว่า ข้อพิรุธที่ 5 ช่วยไม่ตรงคน โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่คนยากจนจริงๆ อาจจะไม่มีเงินแม้แต่จะโอนเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตัง และอาจแพ้ตั้งแต่ลงทะเบียน เพราะทรัพยากรเขาไม่พร้อม ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนมากที่สุดกลับได้รับสิทธิ์
.
โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ต้องกู้เงิน 2 แสนล้านบาทมาใช้ และใช้งบประมาณถึง 1.2 แสนล้านบาท จึงดูคล้ายระบบใครมีทรัพยากรพร้อมที่จะสมัครก่อนกลับได้ก่อน มากกว่าใครเดือดร้อนก่อนได้สิทธิ์ก่อนอย่างที่ควรจะเป็น
.
และยิ่งน่าแปลกใจ เพราะกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนจากน้ำมันโดยตรงได้รับผลกระทบมากที่สุดกลับไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ เป็นพิเศษจากการใช้เงินก้อนนี้เลย เช่น ชาวประมงที่ต้องอาศัยน้ำมันในการออกเรือทุกเที่ยว ทำไมรัฐบาลจึงหว่านแหช่วยคนแบบสะเปะสะปะเช่นนี้
.
ข้อพิรุธที่ 6 คือ ไม่ตรงปก รัฐบอกว่าจะใช้งบในส่วนนี้ติดตั้งแผงโซลาร์ 5 แสนถึง 1 ล้านหลังคาเรือน แต่ข้อมูลระบุว่า ปีที่ผ่านมาไทยติดตั้งได้ที่ประมาณ 1 แสนหลัง และปีนี้ประมาณการว่าจะติดได้ประมาณ 1.4 แสนหลัง หากจะติดครบ 1 ล้านหลัง อาจต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี
.
เหตุใดเราจึงต้องรีบกู้เงินทั้งก้อนมาภายในปีนี้ แบบที่ภาระดอกเบี้ยมหาศาลและใช้เวลา 5 ปีกว่าจะใช้เงินหมด ทำไมเราจึงไม่วางแผนก่อนว่า แต่ละปีจะใช้เงินเท่าไหร่แล้วจึงค่อยกู้รายปีตามนั้น หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถอีวี 7 ประเภท 8 หมื่นคัน แต่เมื่อสอบถามรายละเอียดกลับพบว่าที่ทำได้จริงชัดเจนมีเพียงรถแท็กซี่เท่านั้น
.
ข้อพิรุธที่ 7 คือ ซุกงบปกติไว้ในเงินกู้พิเศษ เช่น เงินจำนวน 1.88 หมื่นล้านบาทที่นำไปสมทบงบกองทุนประชารัฐสวัสดิการ ตนสนับสนุนการดูแลผู้มีรายได้น้อย แต่ต้องไม่ใช่วิธีการกู้ฉุกเฉินมาจ่ายรายจ่ายที่รู้อยู่แล้วต้องเกิด
JJNY : นันทนาซัดเงินกู้เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ│สว.พรชัยซัดแรง โลภแต่ชุ่ย│สั่งจำคุก ตะวัน 2 ปี│เจาะไส้ใน ศก.โตลวงตา
https://www.matichon.co.th/politics/news_5869388
.
.
นันทนา ซัดเงินกู้ 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ดันโซลาร์รูฟท็อปเอื้อคนรวยไม่ไหว ปชช.จนไม่รอด ขู่รัฐบาลถ้าคิดตื้น ระวังได้เป็นฝ่ายค้าน
.
เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา โดยมี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการะชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเสร็จแล้ว
.
จากนั้นเวลา 10.20 น. น.ส.นันทนา นันทวโรภาส ส.ว. อภิปรายว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ผ่านสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว ทั้งที่แต่ผู้คนตั้งคำถามกันมากมายถึงความเร่งด่วนและความสมเหตุสมผลในการใช้เงินกู้จำนวน 2 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนเปลี่ยนโหมดพลังงานจากพลังงานฟอสซิลเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ แม้จะรู้ว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังไงก็ผ่านวุฒิสภา แต่ตนขออภิปรายเพื่อบันทึกไว้ว่าได้เคยเตือนแนวทางการใช้เงินกู้ของรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจประเทศไทยโคม่า เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือเกาไม่ถูกที่คัน
.
น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า การที่รัฐบาลจะเอาเงินกู้ 2 แสนล้านบาทไปรองรับมาตรการภาษี เพื่อส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปตามบ้านเรือนของประชาชน เป็นความคิดที่ฉาบฉวยมีวาระซ่อนเร้นชนิดที่ต้องจับตาดูให้ดีว่า เงินกู้ก้อนนี้จะหล่นไปใส่กระเป๋าใคร เหตุใดรัฐบาลถึงทุ่มเทเงินมหาศาลกับพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว ทั้งที่เรามีพลังงานรูปแบบอื่นให้เลือกพัฒนา เช่น พลังงานไบโอ เชื่อมโยงกับภาคเกษตรสอดคล้องกับอาชีพหลักของคนในชุมชนการที่รัฐบาลดึงดันใช้โซลาร์เซลล์อย่างเดียว ต้องตอบคำถาม 3 ข้อ ได้แก่ 1.เทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์มีความเสถียรแล้วหรือไม่ หากวางโครงสร้างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แบบปูพรม มั่นใจได้อย่างไรว่าอีก 3 ปี 5 ปีข้างหน้า แผงโซลาร์เซลล์จะไม่ล้าสมัย ตกรุ่น หรือกลายเป็นขยะพิษของประเทศไทย
.
น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า 2.ประเทศไทยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีด้านโซลาร์เซลล์หรือไม่ เพราะบรรดาโซลาร์เซลล์ที่นำเข้ามาประกอบในประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมด ขณะนี้เจ้าของกิจการเป็นคนไทยจริงหรือไม่ สุดท้ายใครได้รับเงินทอนและเงินไหลออกนอกประเทศมากน้อยเพียงใด ขอให้ดูบทเรียนการอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนว่า ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร และ 3.ในขณะที่เราอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจสมควรแล้วหรือไม่ ที่รัฐบาลจะนำเงินกู้มาใช้ในการเปลี่ยนพลังงาน เราควรนำเงินไปใช้ในวิธีที่ฉลาดกว่านี้ และประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์มากกว่านี้
.
น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า เราควรหันไปพัฒนาพลังงานในระบบไบโอ เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ถั่วเหลือง และอื่นๆ เพื่อให้ตลาดกว้างขึ้น ราคาดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซัพพลายเชนของไบโอ มีทั้งเกษตรกร คนงาน คนขายปุ๋ย คนขายเคมี เครื่องมือเครื่องจักร การเกษตร ขนส่ง พ่อค้าคนกลาง โรงงานต่างๆ จนถึงโรงไฟฟ้าห่วงโซ่อุปทานนี้ ยาวกว่าโซลาร์เซลล์หลายเท่า
.
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า สำหรับวิธีการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลใช้การลดหย่อนภาษีให้กับประชาชนที่ติดตั้ง โซลาร์รูฟท็อป จึงตั้งคำถามว่าการทำเช่นนี้รัฐบาลกำลังช่วยใครเพราะค่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ต้องใช้เงินประมาณ 150,000-300,000 บาท คนกลุ่มไหนถึงจะมีเงินออกค่าติดตั้งโซลาร์เซลล์ก่อน
.
น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า 88% ของคนไทย มีเงินอยู่ในบัญชีน้อยกว่า 5 หมื่นบาท และคนมีเงินในบัญชี 1 ล้านบาท มีเพียง 2% แปลว่าคนไทย 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ไม่มีกำลังพอที่จะจ่ายเงินโซลาร์เซลล์ คนจะอยู่ในกลุ่มเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านพลังงานมีเพียง 2% เท่านั้น จึงตั้งคำถามว่าเงินกู้ 2 แสนล้านบาท จะเป็นประโยชน์กับคนเพียง 2% แต่คนอีก 98% ต้องจ่ายหนี้ หากรัฐบาลอ้างว่าประชาชนเข้าถึงสินเชื่อในโครงการนี้ได้ แต่คงจะเป็นคนชนชั้นกลางเท่านั้น พวกรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง
.
น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า หากคำนวณ 1 ล้านครัวเรือน ขอสินเชื่อครัวเรือนละ 2 แสนบาท ก็จะมีเงินเข้ากระเป๋าคนในวงการโซลาร์เซลล์ 2 แสนล้านบาท เท่ากับว่าจะเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือนให้กับประเทศไทยจาก 16.4 ล้านบาทเป็น 16.66 ล้านบาททันที ดังนั้นรัฐบาลควรจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปให้คนที่เดือดร้อนที่สุด ใครที่กำลังจะจมน้ำต้องช่วยให้รอดก่อน และต้องช่วยอย่างฉลาด ทำให้เกิดการหมุนของเงินเพื่อดึงให้เศรษฐกิจพ้นวิกฤต
.
น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ขณะนี้ SMEs ของไทยใกล้หมดลม รัฐบาลควรหันไปแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ช่วยแต่ธุรกิจใหญ่ในขณะที่ธุรกิจย่อยกำลังล้มหายตายจาก แต่ธุรกิจใหญ่ร่ำรวยขึ้นมากมาย ครึ่งปีแรกของปี 69 บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ขยายตัวรวมกัน 22.2% ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รวยไม่ไหวแล้ว แต่ประชาชนจนไม่รอดแล้ว
.
“หากรัฐบาลยังคิดตื้นๆ ด้วยกันกู้เงินมาใช้อย่างไม่คุ้มค่า ไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนใหญ่เช่นนี้ วิกฤตเศรษฐกิจอาจจะส่งให้ท่านไปเป็นฝ่ายค้านในที่สุด ดิฉันจึงไม่อาจให้ความเห็นชอบต่อ พ.ร.ก.ฉบับนี้ได้แม้จะผ่านสภาฯ แต่ท่านก็จะได้ชื่อว่า เป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศโดยไม่เห็นหัวประชาชน” น.ส.นันทนา กล่าว
.
.
สว.พรชัย ค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้พิรุธ 9 ข้อ ซัดแรง โลภแต่ชุ่ย
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10380676
.
สว.พรชัย ไม่เห็นด้วย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้พิรุธ 9 ข้อ เหน็บแรงโลภแต่ชุ่ย ขอเงินเยอะแต่รายละเอียดน้อย ท้ารัฐบาลเปิดรายละเอียดทุกโครงการ
.
เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการะชุม พิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท ที่สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเสร็จแล้ว
.
จากนั้นเวลา 09.50 น. นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายว่า ตนไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลมีพฤติกรรมที่ส่อพิรุธ 9 ประการ แต่ไม่ปฏิเสธว่าประเทศกำลังมีปัญหาราคาพลังงานสูงขึ้นจริง ค่าครองชีพสูงขึ้นจริง กำลังซื้อชะลอตัวจริง และประชาชนกำลังเดือดร้อนจริง รวมถึงไม่ได้คัดค้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
.
แต่ต่อให้มีปัญหาจริงไม่ได้แปลว่าวิธีการแก้ปัญหาของรัฐบาลจะถูกต้องเสมอไป คำถามที่ตนอยากถามคือไม่ใช่ว่าประเทศไทยควรกู้เงินมาแก้ปัญหาหรือไม่ แต่คือจำเป็นหรือไม่ที่เราต้องแก้ปัญหาด้วยพ.ร.ก. ไม่ใช่ พ.ร.บ. อีกทั้งยังต้องกู้เงินเป็นวงเงินสูงถึง 4 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้วินัยทางการเงินการคลังของเราพังพินาศ เพราะเมื่อพิจารณาแต่ต้นจนจบ ตนพบข้อพิรุธ 9 อย่างที่รัฐบาลต้องตอบให้ได้
.
ข้อพิรุธที่ 1 คือ ประเทศเราไม่ได้อยู่ในภาวะฉุกเฉินจริง เงิน 2 แสนล้านบาทแรก รัฐบาลอาจจะพออธิบายได้ว่าเป็นมาตรการประคองเศรษฐกิจจากวิกฤตพลังงาน แต่เงินอีก 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ตนขอถามว่าการสร้าง Smart Grid การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 1 ล้านหลังคา การเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถอีวี มันฉุกเฉินตรงไหน หากไม่ได้ทำ 3 สิ่งนี้ภายใน 3-6 เดือนนี้ประชาชนจะอยู่ไม่ได้จริงหรือ
.
ข้อพิรุธที่ 2 คือ พ.ร.ก.ฉบับนี้จงใจไม่ผ่านการตรวจสอบอย่างที่ควรจะเป็น หากโครงการเหล่านี้ใช้เวลาหลายปี ทำไมไม่เสนอเป็นพ.ร.บ.เงินกู้ แทนที่จะเป็น พ.ร.ก.ที่มีรายละเอียดแนบท้ายน้อยกว่า เพราะความเร่งด่วนที่ไม่ใช่ความเร่งด่วนจริง ไม่ควรเป็นเหตุผลให้ตัดตอนลดอำนาจการตรวจสอบของรัฐสภา
.
จนนำไปสู่ข้อพิรุธที่ 3 คือ ไม่ชัดเจน เงินกู้ระดับ 4 แสนล้านบาท ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย แต่คำถามพื้นฐานกลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าหลังจากใช้เงินแล้วประเทศไทยจะลดการนำเข้าพลังงานได้กี่เปอร์เซ็นต์ ค่าไฟจะลดลงกี่บาท เงิน 1 บาทที่ลงทุนไปจะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจได้กี่บาท ประชาชนกี่ครัวเรือนจะได้รับประโยชน์ ภายในเวลาเท่าไหร่
.
“หากไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ การขออำนาจกู้ในครั้งนี้จะถือเป็นการขอเช็คเปล่า และเป็นการขอโดยใช้เอกสารเพียงแค่ไม่กี่หน้า รายละเอียดแผนงานโครงการและความพร้อมก็ยังไม่ปรากฏชัด ซึ่งผมเห็นว่าจำนวนเงินยิ่งมากเป้าหมายยิ่งต้องชัด ไม่ใช่เงินยิ่งมากแล้วรายละเอียดยิ่งน้อย แล้วอ้างว่าฉุกเฉินจึงยังคิดไม่ทัน แบบนี้เขาเรียกว่าโลภแต่ชุ่ย” นายพรชัย กล่าว
.
นายพรชัย กล่าวต่อว่า ข้อพิรุธที่ 4 คือ ความไม่โปร่งใส เนื่องจากเอกสารมีการระบุว่ามีหนังสือให้ท้องถิ่นเสนอรายการตั้งแต่วันที่ 18 มิ.ย. 2569 ทั้งที่หลักเกณฑ์อย่างเป็นทางการออกในวันที่ 26 มิ.ย. 2569 ตนจึงมองว่าในวันที่กติกายังไม่ออกใครรู้กติกาก่อน แล้วเป็นความโปร่งใสแบบใด และเหตุใดทำไมจึงต้องมีเสาไฟโซลาร์ ประปาโซลาร์ รถขยะอีวี และโครงการอีกจำนวนมากเตรียมเสนอมาแล้ว ซึ่งตนไม่ได้กล่าวหาว่าโครงการใดทุจริต
.
“เงินกู้ระดับนี้ไม่ควรเปิดช่องให้ประชาชนสงสัยว่าเป็นการเกี้ยเซียะให้กับผู้รับเหมาหรือเครือข่ายด้านพลังงานที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับคนใดในรัฐบาล โดยวิธีที่จะลบข้อสงสัยได้ดีที่สุดมีทางเดียว คือ เปิดทุกโครงการ เปิดหลักเกณฑ์ เปิดราคากลาง และคู่สัญญา รวมถึงเปิดผลการประเมินต่อสาธารณะ รัฐบาลจะกล้าทำหรือไม่ หากไม่ทำก็เท่ากับจงใจปกปิดหมกเม็ด” นายพรชัย กล่าว
.
นายพรชัย กล่าวว่า ข้อพิรุธที่ 5 ช่วยไม่ตรงคน โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่คนยากจนจริงๆ อาจจะไม่มีเงินแม้แต่จะโอนเข้าแอปพลิเคชันเป๋าตัง และอาจแพ้ตั้งแต่ลงทะเบียน เพราะทรัพยากรเขาไม่พร้อม ขณะที่ผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนมากที่สุดกลับได้รับสิทธิ์
.
โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่ต้องกู้เงิน 2 แสนล้านบาทมาใช้ และใช้งบประมาณถึง 1.2 แสนล้านบาท จึงดูคล้ายระบบใครมีทรัพยากรพร้อมที่จะสมัครก่อนกลับได้ก่อน มากกว่าใครเดือดร้อนก่อนได้สิทธิ์ก่อนอย่างที่ควรจะเป็น
.
และยิ่งน่าแปลกใจ เพราะกลุ่มที่ต้องแบกรับต้นทุนจากน้ำมันโดยตรงได้รับผลกระทบมากที่สุดกลับไม่ได้รับการเยียวยาใดๆ เป็นพิเศษจากการใช้เงินก้อนนี้เลย เช่น ชาวประมงที่ต้องอาศัยน้ำมันในการออกเรือทุกเที่ยว ทำไมรัฐบาลจึงหว่านแหช่วยคนแบบสะเปะสะปะเช่นนี้
.
ข้อพิรุธที่ 6 คือ ไม่ตรงปก รัฐบอกว่าจะใช้งบในส่วนนี้ติดตั้งแผงโซลาร์ 5 แสนถึง 1 ล้านหลังคาเรือน แต่ข้อมูลระบุว่า ปีที่ผ่านมาไทยติดตั้งได้ที่ประมาณ 1 แสนหลัง และปีนี้ประมาณการว่าจะติดได้ประมาณ 1.4 แสนหลัง หากจะติดครบ 1 ล้านหลัง อาจต้องใช้เวลาประมาณ 5 ปี
.
เหตุใดเราจึงต้องรีบกู้เงินทั้งก้อนมาภายในปีนี้ แบบที่ภาระดอกเบี้ยมหาศาลและใช้เวลา 5 ปีกว่าจะใช้เงินหมด ทำไมเราจึงไม่วางแผนก่อนว่า แต่ละปีจะใช้เงินเท่าไหร่แล้วจึงค่อยกู้รายปีตามนั้น หรือแม้กระทั่งการเปลี่ยนรถสาธารณะเป็นรถอีวี 7 ประเภท 8 หมื่นคัน แต่เมื่อสอบถามรายละเอียดกลับพบว่าที่ทำได้จริงชัดเจนมีเพียงรถแท็กซี่เท่านั้น
.
ข้อพิรุธที่ 7 คือ ซุกงบปกติไว้ในเงินกู้พิเศษ เช่น เงินจำนวน 1.88 หมื่นล้านบาทที่นำไปสมทบงบกองทุนประชารัฐสวัสดิการ ตนสนับสนุนการดูแลผู้มีรายได้น้อย แต่ต้องไม่ใช่วิธีการกู้ฉุกเฉินมาจ่ายรายจ่ายที่รู้อยู่แล้วต้องเกิด