ตลาดทุนคือสถานที่โอนเงิน จาก "คนใจร้อน" ไปใส่กระเป๋า "คนใจเย็น"



หลายคนคิดว่าการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ ต้องเก่งเรื่องอ่านกราฟ อ่านงบการเงิน หรือรู้ข่าวก่อนคนอื่น แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ตัดสินว่าใครจะอยู่รอดในตลาดได้นาน คือ "ใจ" ของเรานี่แหละ

1. ตลาดทุนเหมือนโรงยิม ฝึกความอดทน
ทุกครั้งที่ราคาหุ้นขึ้นๆ ลงๆ แรงๆ มันไม่ได้แค่ทดสอบเงินในกระเป๋าเรา แต่มันทดสอบใจเราด้วย เวลาหุ้นร่วงหนักๆ คนส่วนใหญ่จะกลัวจนอยากขายทิ้งทันที ทั้งที่บางทีบริษัทนั้นยังดีอยู่เหมือนเดิม การ "ทนไหว" ไม่ได้แปลว่าถือหุ้นแย่ๆ ไปเรื่อยๆ แบบไม่คิดอะไร แต่หมายถึงการมีสติ ไม่ตื่นตระหนก และเชื่อมั่นในแผนที่วางไว้

2. ยิ่งเจ็บ ยิ่งได้บทเรียน
คนที่เคยขาดทุนหนักๆ มาก่อน มักจะกลายเป็นนักลงทุนที่ระมัดระวังและเก่งขึ้นในครั้งต่อไป เพราะได้เรียนรู้ว่าอะไรที่ทำแล้วพัง ที่สำคัญคือ พอเราทนกับความผันผวนได้มากพอ เราจะเริ่มแยกออกว่า "ราคาหุ้นตอนนี้" กับ "มูลค่าจริงของบริษัท" มันคนละเรื่องกัน ราคาอาจจะแกว่งเพราะอารมณ์ตลาด แต่มูลค่าจริงไม่ได้เปลี่ยนง่ายๆ

3. เปลี่ยนความปั่นป่วน ให้เป็นโอกาส
นักลงทุนที่เก่งจริงๆ ไม่ได้ทายอนาคตแม่นกว่าคนอื่น แต่เขา "รับมือ" กับความไม่แน่นอนได้ดีกว่า วิธีง่ายๆ ที่ทำได้คือ
• คิดไว้ก่อนล่วงหน้าว่าถ้าสถานการณ์แย่ที่สุดจะทำยังไง
• ถ้าหุ้นร่วงแต่พื้นฐานบริษัทยังโอเค อาจเป็นจังหวะดีในการทยอยเก็บ ไม่ใช่จังหวะแตกตื่นขายทิ้ง
• เก็บเงินสดสำรองไว้บ้าง จะได้ไม่ต้องขายหุ้นตอนราคาแย่ที่สุดเพราะจำเป็นต้องใช้เงิน

สรุป
ตลาดทุนมักจะโอนเงินจาก "คนใจร้อน" ไปให้ "คนใจเย็น" เสมอ ใครทนได้นานกว่า มีสติมากกว่า คนนั้นมักจะเป็นผู้ชนะในระยะยาว

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่