JJNY : 5in1 ไอลอว์จี้สั่งฟ้อง│วีระยุทธถกตั้งสาขาพรรค│เดชรัตเปิด 5 นโยบาย│แม่ฮ่องสอนพบแผ่นดินแยก│ไอซ์แลนด์ไม่เข้าร่วม EU

ไอลอว์ บุกเล่นกีฬาหน้า กกต. จี้สั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว.นัดส่งเสียงรอบสุดท้าย 13 ก.ย.
.

.
‘ไอลอว์’ บุกเล่นกีฬาหน้า กกต. จี้สั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว ส.ว. ลั่นไม่ฟ้องใครพร้อมเปิดข้อมูล นัดส่งเสียงรอบสุดท้าย 13 ก.ย.
.
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่หน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เครือข่ายประชาชน โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) และเครือข่ายสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน นำโดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ และ น.ส.ภัสราวดี ธนกิจวิบูลย์ หรือ มายด์ จัดกิจกรรม “เล่นกีฬาหน้า กกต.” 3 ชนิด ประกอบด้วย กิจกรรมตีลูกแบดชิงแชมป์ กิจกรรมโยนบอลสีน้ำเงินลงกล่อง และสกายรันนิ่ง วิ่งให้ครบ 2.29 ก.ม. เพื่อเรียกร้องให้ กกต.มีมติสั่งฟ้อง ส.ว. และผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือกตั้ง ส.ว. ที่ปรากฏรายชื่อในสำนวนคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ทั้ง 229 คน ต่อศาลฎีกา และทำหน้าที่ให้สมกับเป็นองค์กรอิสระตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ คำนึงถึงผลประโยชน์ชาติ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ปราศจากการครอบงำจากกลุ่มอำนาจการเมือง โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายชยพล สท้อนดี สส.กทม. เขต 8 พรรคประชาชน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า รวมถึงอดีตผู้สมัคร ส.ว. และประชาชนผู้สนับสนุนจำนวนมากเดินทางมาร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดได้ร่วมกันแปรอักษรเป็นเลข 229 เรียกร้องความยุติธรรมในคดีฮั้ว ส.ว. ก่อนยุติกิจกรรมไปด้วยความเรียบร้อย
.
ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ กล่าวว่า ตอนนี้มีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียว คือ ให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ส่วนที่เหลือให้ไปว่ากันในชั้นศาล ถือว่าภารกิจภาคประชาชนจบสิ้นแล้ว แต่หาก กกต.ละเว้นไม่สั่งฟ้องใคร เราจะเปิดเผยข้อมูลของบุคคลนั้นด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่ รัฐมนตรีท่านใดที่กลัวว่าจะถูกเปิดเผยข้อมูลในสำนวน ขอให้ท่านรัฐมนตรีรีบโทรไปบอก กกต.ให้สั่งฟ้องเลย ตนอยากให้ข้อมูลทั้งหมดไปเปิดเผยในกระบวนการพิจารณาของศาล ยืนยันว่า พวกเราภาคประชาชนไม่ได้มีข้อมูลเพียง 90,000 หน้า เรามีข้อมูลมากกว่านั้น ถ้าหาก กกต.ไม่ฟ้องใครเลย เราก็จะเปิดให้หมด นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ตรวจสอบ ส.ว. ของจังหวัดตัวเอง และส่งข้อมูลมาให้ที่ไอลอว์จนกว่าจะถึงวันที่ กกต.มีมติ
.
นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ในระหว่างนี้จนถึงวันที่ 13 กันยายน ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันคิดว่า จะทำกิจกรรมอะไรที่จะสื่อสารถึง กกต. เพื่อพวกเราจะได้มาทำกิจกรรมร่วมกันส่งเสียงเป็นครั้งสุดท้าย ให้ กกต.สั่งฟ้อง ส.ว. และเครือข่ายโกงเลือกตั้ง ส.ว. ในวันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน และเสนอมาที่ไอลอว์เพื่อตัดสินใจอีกครั้ง
.

.
“วีระยุทธ” ถกตั้งสาขาพรรคที่อยุธยา ชวนตั้งข้อสังเกตปัญหามลพิษ-ทุจริตมาจากจังหวัดสีน้ำเงิน
.
“วีระยุทธ” ขนแกนนำพรรคประชาชน ประชุมจัดตั้งสาขาพรรคที่อยุธยา เปิดวงคุยชวนตั้งข้อสังเกต ปัญหามลพิษและการทุจริตล้วนเป็น “จังหวัดสีน้ำเงินเข้ม”
.
วันที่ 30 สิงหาคม 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ร่วมงานจัดตั้งสาขาพรรคจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยแกนนำพรรคประชาชน ได้แก่ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม กรรมการบริหารพรรคประชาชน นางสาวรักชนก ศรีนอก และ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมงานครั้งนี้ด้วย
.
ในช่วงเช้า สมาชิกพรรคจังหวัดพระนครศรีอยุธยารวมตัวจัดประชุมเพื่อจัดตั้งสาขาพรรค ณ ร้านโจ๊กตลาดพลูอยุธยา โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากเห็นชอบให้จัดตั้งสาขาพรรคและคณะกรรมการสาขา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นจุดเริ่มต้นตั้งสาขาพรรคอย่างเป็นทางการ 
.
ด้าน นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ อดีต สส.อยุธยา เขต 1 กล่าวถึงความสำคัญของสาขาพรรคการเมืองว่า จะเป็นกลไกที่ทำให้การทำงานของพรรคการเมืองตอบสนองต่อความเห็นของสมาชิกพรรค และมีทรัพยากรเข้ามาสนับสนุนการทำงานในพื้นที่มากยิ่งขึ้น เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 กำหนดให้พรรคต้องขอความเห็นของสาขาพรรคและตัวแทนพรรคประจำจังหวัดก่อนออกนโยบาย นอกจากนี้ การตั้งสาขาพรรคการเมืองยังทำให้พื้นที่นั้นๆ มีสิทธิได้รับเงินจัดสรรจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองด้วย

จากนั้น นายวีระยุทธนำ สส. และอดีตผู้สมัครพรรคประชาชน นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ และ นายชริน วงศ์พันธ์เที่ยง ร่วมเวทีสาธารณะ เปิดให้สมาชิกพรรคได้ตั้งคำถามแลกเปลี่ยนการผลักดันประเด็นที่พรรคกำลังผลักดัน เช่น โครงการ TH-AI Passport และการเปิดโปงการทุจริตในโครงการอื่นๆ
...
นายวีระยุทธชวนตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหามลพิษและการทุจริตที่ปรากฏตามหน้าข่าวล้วนเป็น “จังหวัดสีน้ำเงินเข้ม” คือมีเครือข่ายการเมืองบ้านใหญ่ที่มีความเชื่อมโยงกับระบอบสีน้ำเงิน ที่เอื้อประโยชน์แก่กันจนต้องปิดตามองข้าม ละเลยการตรวจสอบที่เข้มงวด ตรงข้าม กลับซ้ำเติมด้วยการคุกคาม ฟ้องปิดปากภาคประชาชนที่ออกมาเปิดโปงปัญหา 
.
สอดรับกับข้อเสนอของหนึ่งในผู้เข้าร่วมที่สะท้อนประสบการณ์การฟ้องคดีปิดปาก และกลั่นแกล้งไม่ให้เติบโตในหน้าที่การงาน จากการที่ตนออกมาเปิดโปงการทุจริตขององค์กร จึงอยากให้พรรคช่วยผลักดันมาตรการไม่ว่าทางกฎหมายหรืออื่นๆ ขึ้นมาคุ้มครองผู้เปิดโปงอย่างจริงจัง ซึ่งนอกจากการเสนอชุดร่างกฎหมาย Anti-SLAPP ที่กำลังผลักดันแล้ว นายวีระยุทธชี้ว่า นโยบาย “คนแฉได้เงิน คนโกงวงแตก” ที่พรรคประชาชนเสนอ ก็เป็นกลไกสำคัญที่จะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันในหน่วยงาน
.
ขณะที่นางสาวรักชนกและนายกรุณพลเสริมว่า สส. และส่วนกลางของพรรคจะผลักดันวาระทางสังคมขนาดใหญ่เพียงลำพังไม่ได้ จึงอยากชวนสมาชิกพรรคและประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในแบบที่ตนเองถนัด ทั้งชี้ว่าการที่คนอยุธยาสามารถรวมตัวกันตั้งสาขาพรรคได้เป็นสัญญาณที่ดีและเชื่อว่าจะช่วยกันผลักดันงานพื้นที่ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
.
โดยนางสาวรักชนกยกตัวอย่างสิ่งที่พลังของประชาชนทำได้ดียิ่งกว่าเสียงจากแกนนำ คือ การลดอคติต่อพรรคและส่งต่อข้อมูลที่ตรงกับความจริงให้คนใกล้ตัว โดยเฉพาะช่วงที่ข่าวปลอมระบาดอย่างหนักในโซเชียลมีเดีย กลุ่มสังคมออนไลน์ ประชาชนทุกคนมีบทบาทอย่างมากในการใช้ความสัมพันธ์ที่มีให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ สส. และทีมงานเข้าไม่ถึง 
.
นอกจากประเด็นร้อนในสังคม สมาชิกพรรคได้สะท้อนปัญหาในพื้นที่ที่ขอให้พรรคช่วยติดตาม เช่น ปัญหาผิวถนนจราจรจากการลอกถนนเส้นบางกระสัน บางปะอิน ข้อกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎผังเมือง ที่ขณะนี้มีสัญญาณการเข้ามาของทุนจีนสีเทาที่น่ากังวลว่าจะเข้ามาครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในอยุธยาผ่านนอมินี รวมถึงรับเรื่องร้องเรียนการประกอบกิจการโรงแรมที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยทั้งหมดนี้คณะทำงานจังหวัดได้รับเรื่องร้องเรียนและประสานไปยังกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเพื่อการแก้ไขปัญหาต่อไป
.
ทั้งนี้ พรรคประชาชนมีเป้าหมายจัดตั้งสาขาพรรคให้ครบทุกจังหวัด เพื่อให้สมาชิกพรรคมีพื้นที่ในการแสดงความเห็น มีการรวมตัวผลักดันวาระนโยบายของพรรคสู่พื้นที่ให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น
.

.
‘เดชรัต’ เปิด 5 นโยบายการศึกษา ‘พิธา’ ชี้เป้าหมายการศึกษาระดับโลกที่นนท์เป็นไปได้ย้ำอย่าลืมเด็กหลุดระบบ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5868748
.
‘เดชรัต’ เปิด 5 นโยบายปฏิรูปการศึกษา ลั่นการศึกษาต้องไปได้ไกลกว่านี้ ยันคงงบ 1.6 พันล้านบาท ด้าน ‘พิธา’ ชี้เป้าหมายการศึกษาระดับโลกที่นนท์ เป็นไปได้ ย้ำอย่าลืมเด็กหลุดระบบ ขณะที่ ‘กุลธิดา’ เสนอคืนเวลาให้ครู ลดงานเอกสาร เพิ่มนักจิตวิทยา-นักสังคมสงเคราะห์
.
เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม ที่สวนอีเด่น จ.นนทบุรี พรรคประชาชน จัดกิจกรรมเสวนานโยบายด้านการศึกษาของ จ.นนทบุรี โดยมี นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี พรรคประชาชน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน และน.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ และกรรมการมูลนิธิคณะก้าวหน้า ร่วมอภิปรายถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบการศึกษา พร้อมนำเสนอข้อเสนอทางนโยบายของทีม อบจ.นนทบุรี พรรคประชาชน
.
โดยนายเดชรัต กล่าวว่า ที่ผ่านมามีข้อกังวลว่าหากพรรคประชาชนเข้าบริหาร อบจ.นนทบุรี จะมีการลดงบประมาณด้านการศึกษา รวมถึงลดตำแหน่งครู แต่ตนขอยืนยันว่าจะยังคงการลงทุนด้านการศึกษาไว้ที่ประมาณ 1,600 ล้านบาทต่อปี รวมถึงการจ้างครูและตำแหน่งงานต่างๆ จะดำเนินต่อไป เช่นเดียวกับการสนับสนุนโรงเรียนในอัตราเดิม โดยสิ่งที่ต้องเดินหน้าต่อคือการเติมเต็มการศึกษาให้ตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความท้าทายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่
.
1. การสนับสนุนให้เด็กค้นหาตัวตนและความฝัน เพราะเด็กแต่ละคนมีความสนใจที่หลากหลายและลงลึกมากขึ้น ตนจึงเสนอให้มีกิจกรรม After School Club เชิญวิทยากรจากภายนอกเข้ามาเปิดประสบการณ์ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในนนทบุรีจัดกิจกรรม Job Shadow ให้เด็กได้เข้าไปสัมผัสการทำงานจริงในระยะสั้น เพื่อช่วยให้เข้าใจอาชีพก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางอนาคต ตลอดจนพัฒนาหลักสูตรวิชาชีพที่เสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มโอกาสในการต่อยอดการทำงาน
.
นายเดชรัต กล่าวต่อว่า 2.เพิ่มพื้นที่การเรียนรู้และพื้นที่สร้างสรรค์ในนนทบุรี เพื่อลดความจำเป็นที่เด็กและเยาวชนต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในวันหยุด ด้วยการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้สร้างสรรค์ที่มีทั้ง Co-working Space ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และพื้นที่สำหรับสภาเด็กและเยาวชน โดยไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหม่ แต่สามารถนำอาคารเดิมที่มีอยู่มาปรับปรุง รวมทั้งเปิดพื้นที่โรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กในวันเสาร์-อาทิตย์ให้ครอบครัวเข้ามาใช้งาน ผ่านโครงการบ้านนิทาน ลานของเล่น ที่ อบจ.จะสนับสนุนหนังสือและของเล่นให้ครอบครัวยืมกลับบ้านได้
.
นายเดชรัต กล่าวต่อว่า 3.สร้างระบบดูแลสุขภาพจิตทั้งเด็ก ผู้ปกครอง และครู ซึ่งเป็นความเครียดสามเสาที่เชื่อมโยงกัน ทั้งความกดดันของนักเรียน ความกังวลของพ่อแม่ และภาระงานของครู จึงต้องแก้ไขพร้อมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ในโรงเรียน การสร้างความเข้าใจแก่พ่อแม่ในการสื่อสารกับลูก การจัดตั้งคลินิกนิรนามที่เด็กสามารถขอคำปรึกษาหรือแจ้งปัญหาการกลั่นแกล้งได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกเปิดเผยข้อมูล ไปจนถึงคลินิกดูแลสุขภาพจิตสำหรับครู หากตนได้รับโอกาสบริหาร อบจ. จะเริ่มระบบดูแลสุขภาพจิตในโรงเรียนภายใน 30 วันแรก เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ทันทีในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษานี้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่