"เมื่อไหร่เงินเดือนจะขึ้น? ถ้าเงินเดือนเยอะกว่านี้ ฉันคงมีเงินเก็บเป็นถุงเป็นถัง" ความคิดแบบนี้คงเคยแวะเวียนเข้ามาในหัวของหลายคน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงกลับมีปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกันอยู่ นั่นคือคนจำนวนไม่น้อยที่ยิ่งมีรายได้เพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ เงินเก็บในบัญชีกลับไม่เพิ่มตาม หรือแย่กว่านั้นคือกำลังเผชิญกับสถานการณ์ "เดือนชนเดือน"
📌ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบอาจซ่อนอยู่ในพฤติกรรมที่เรียกว่า "เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์" (Lifestyle Inflation)
รู้จัก "เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์" ภาวะเงินเฟ้อแบบเฉพาะบุคคล
โดยปกติแล้ว เราคุ้นเคยกับคำว่า "เงินเฟ้อ" ในแง่ของภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น เช่น อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในเดือนมิถุนายน ปี 2569 ที่พุ่งสูงถึง 2.42% ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและทำให้คนส่วนใหญ่เก็บเงินได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีเงินเฟ้ออีกประเภทหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าในตลาด แต่เกิดขึ้นจาก พฤติกรรมการใช้จ่าย ของตัวเราเอง นั่นคือ "เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์" ซึ่งหมายถึงการที่ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตปรับตัวสูงขึ้นตามสัดส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ทันตั้งตัว
เปิดสมการแห่งความจริง: เมื่อเงินเดือน 30,000 บาท กับ 50,000 บาท แตกต่างกันที่พฤติกรรม
ลองดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
กรณีที่ 1: นาย A มีเงินเดือน 30,000 บาท เขาอาจจะมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนดังนี้:
ค่าโทรศัพท์: 1,000 บาท
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (ค่าอาหาร, เดินทาง): 15,000 บาท
ค่าเช่าห้อง: 4,000 บาท
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 20,000 บาท ทำให้นาย A มีเงินเหลือเก็บ 10,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 33.3% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสัดส่วนการออมที่ดี
กรณีที่ 2: เมื่อเวลาผ่านไป นาย A มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานและได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาท ความคิดแรกอาจเป็นว่าเขาจะสามารถออมเงินได้เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท (50,000 - 20,000)
แต่ในความเป็นจริง นาย A อาจมีความคิดที่จะ "อัปเกรด" ชีวิตของเขา:
อยากเปลี่ยนแพ็กเกจค่าโทรศัพท์ที่แพงขึ้นและคุ้มค่ากว่า: 2,000 บาท
อยากย้ายไปอยู่ห้องพักที่กว้างขวางขึ้นและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน: 10,000 บาท
อยากซื้อรถยนต์เพื่อความสะดวกในการเดินทาง: ค่าผ่อนรถ 8,000 บาท
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (อาจกินอาหารที่ดีขึ้น, ซื้อของที่อยากได้): 25,000 บาท
สรุปค่าใช้จ่ายหลังอัปเกรดไลฟ์สไตล์: 2,000 + 25,000 + 10,000 + 8,000 = 45,000 บาท
ทำให้นาย A มีเงินเหลือเก็บเพียง 5,000 บาทต่อเดือน (50,000 - 45,000) หรือคิดเป็นสัดส่วนการออมเพียง 10% ของรายได้ทั้งหมด
เห็นได้ชัดว่า แม้เงินเดือนจะเพิ่มขึ้นถึง 20,000 บาท (จาก 30,000 เป็น 50,000) แต่เงินเก็บกลับลดลงถึง 5,000 บาท (จาก 10,000 เป็น 5,000) นี่คือกับดักอันตรายของเงินเฟ้อไลฟ์สไตล์ที่ทำให้สัดส่วนการออมลดลงจนเกือบจะหายไปทั้งหมด
ทำไมเราถึงติดกับดักนี้?
การให้รางวัลตัวเอง: เมื่อทำงานหนักจนได้รายได้เพิ่มขึ้น หลายคนมักจะอยากให้รางวัลตัวเองด้วยการซื้อสิ่งที่ต้องการ เช่น รถใหม่, ไปเที่ยวต่างประเทศ, หรือมือถือรุ่นล่าสุด ซึ่งหากทำมากหรือบ่อยเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อเงินเก็บ
ความสะดวกสบาย: การมีเงินเยอะขึ้นทำให้เราสามารถซื้อความสะดวกสบายให้ตัวเองได้ง่ายขึ้น
การเติมเต็มความต้องการ: บางคนอาจจะมีความต้องการบางอย่างมานานและเมื่อมีโอกาสก็พร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อเติมเต็มความต้องการนั้น
ทางออก: วิธีเอาชนะเงินเฟ้อไลฟ์สไตล์
กุญแจสำคัญคือ การเข้าใจและแยกแยะระหว่าง "สิ่งที่จำเป็น" กับ "สิ่งที่เพียงแค่ต้องการ" และการวางแผนทางการเงินที่รัดกุม
กำหนดสัดส่วนการใช้จ่าย: ควรกำหนดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการออมและการลงทุนไว้ตั้งแต่แรกและยึดมั่นในสัดส่วนนั้น เช่น กำหนดว่าจะออม 30% ของรายได้ตลอด ไม่ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่ก็ตาม
ลองดูตัวอย่างเดิม: ถ้านาย A มีรายได้ 30,000 บาท ควรออม 30% หรือ 9,000 บาท และเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาท ก็ควรออม 30% หรือ 15,000 บาท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการออมยังคงอยู่และมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นตามรายได้
📌บทสรุป
อย่าปล่อยให้ความโลภและความสะดวกสบายชั่วคราวมาบดบังเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว การเข้าใจและควบคุม "เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์" เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ทำไมเราถึงเก็บเงินไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มีรายได้มากขึ้น"
CR IG Longtungirl
ยิ่งรวย ยิ่งจน? แฉพฤติกรรม "เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์" ที่ทำให้คนเงินเดือนเยอะไม่มีเงินเก็บ
📌ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบอาจซ่อนอยู่ในพฤติกรรมที่เรียกว่า "เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์" (Lifestyle Inflation)
รู้จัก "เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์" ภาวะเงินเฟ้อแบบเฉพาะบุคคล
โดยปกติแล้ว เราคุ้นเคยกับคำว่า "เงินเฟ้อ" ในแง่ของภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยรวมปรับตัวสูงขึ้น เช่น อัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยในเดือนมิถุนายน ปี 2569 ที่พุ่งสูงถึง 2.42% ซึ่งส่งผลให้ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นและทำให้คนส่วนใหญ่เก็บเงินได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีเงินเฟ้ออีกประเภทหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าในตลาด แต่เกิดขึ้นจาก พฤติกรรมการใช้จ่าย ของตัวเราเอง นั่นคือ "เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์" ซึ่งหมายถึงการที่ ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตปรับตัวสูงขึ้นตามสัดส่วนของรายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ทันตั้งตัว
เปิดสมการแห่งความจริง: เมื่อเงินเดือน 30,000 บาท กับ 50,000 บาท แตกต่างกันที่พฤติกรรม
ลองดูตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น
กรณีที่ 1: นาย A มีเงินเดือน 30,000 บาท เขาอาจจะมีค่าใช้จ่ายประจำเดือนดังนี้:
ค่าโทรศัพท์: 1,000 บาท
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (ค่าอาหาร, เดินทาง): 15,000 บาท
ค่าเช่าห้อง: 4,000 บาท
รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด 20,000 บาท ทำให้นาย A มีเงินเหลือเก็บ 10,000 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 33.3% ของรายได้ทั้งหมด ซึ่งถือเป็นสัดส่วนการออมที่ดี
กรณีที่ 2: เมื่อเวลาผ่านไป นาย A มีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานและได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาท ความคิดแรกอาจเป็นว่าเขาจะสามารถออมเงินได้เพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท (50,000 - 20,000)
แต่ในความเป็นจริง นาย A อาจมีความคิดที่จะ "อัปเกรด" ชีวิตของเขา:
อยากเปลี่ยนแพ็กเกจค่าโทรศัพท์ที่แพงขึ้นและคุ้มค่ากว่า: 2,000 บาท
อยากย้ายไปอยู่ห้องพักที่กว้างขวางขึ้นและมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน: 10,000 บาท
อยากซื้อรถยนต์เพื่อความสะดวกในการเดินทาง: ค่าผ่อนรถ 8,000 บาท
ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (อาจกินอาหารที่ดีขึ้น, ซื้อของที่อยากได้): 25,000 บาท
สรุปค่าใช้จ่ายหลังอัปเกรดไลฟ์สไตล์: 2,000 + 25,000 + 10,000 + 8,000 = 45,000 บาท
ทำให้นาย A มีเงินเหลือเก็บเพียง 5,000 บาทต่อเดือน (50,000 - 45,000) หรือคิดเป็นสัดส่วนการออมเพียง 10% ของรายได้ทั้งหมด
เห็นได้ชัดว่า แม้เงินเดือนจะเพิ่มขึ้นถึง 20,000 บาท (จาก 30,000 เป็น 50,000) แต่เงินเก็บกลับลดลงถึง 5,000 บาท (จาก 10,000 เป็น 5,000) นี่คือกับดักอันตรายของเงินเฟ้อไลฟ์สไตล์ที่ทำให้สัดส่วนการออมลดลงจนเกือบจะหายไปทั้งหมด
ทำไมเราถึงติดกับดักนี้?
การให้รางวัลตัวเอง: เมื่อทำงานหนักจนได้รายได้เพิ่มขึ้น หลายคนมักจะอยากให้รางวัลตัวเองด้วยการซื้อสิ่งที่ต้องการ เช่น รถใหม่, ไปเที่ยวต่างประเทศ, หรือมือถือรุ่นล่าสุด ซึ่งหากทำมากหรือบ่อยเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อเงินเก็บ
ความสะดวกสบาย: การมีเงินเยอะขึ้นทำให้เราสามารถซื้อความสะดวกสบายให้ตัวเองได้ง่ายขึ้น
การเติมเต็มความต้องการ: บางคนอาจจะมีความต้องการบางอย่างมานานและเมื่อมีโอกาสก็พร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อเติมเต็มความต้องการนั้น
ทางออก: วิธีเอาชนะเงินเฟ้อไลฟ์สไตล์
กุญแจสำคัญคือ การเข้าใจและแยกแยะระหว่าง "สิ่งที่จำเป็น" กับ "สิ่งที่เพียงแค่ต้องการ" และการวางแผนทางการเงินที่รัดกุม
กำหนดสัดส่วนการใช้จ่าย: ควรกำหนดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการออมและการลงทุนไว้ตั้งแต่แรกและยึดมั่นในสัดส่วนนั้น เช่น กำหนดว่าจะออม 30% ของรายได้ตลอด ไม่ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไหร่ก็ตาม
ลองดูตัวอย่างเดิม: ถ้านาย A มีรายได้ 30,000 บาท ควรออม 30% หรือ 9,000 บาท และเมื่อรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาท ก็ควรออม 30% หรือ 15,000 บาท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนการออมยังคงอยู่และมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นตามรายได้
📌บทสรุป
อย่าปล่อยให้ความโลภและความสะดวกสบายชั่วคราวมาบดบังเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว การเข้าใจและควบคุม "เงินเฟ้อไลฟ์สไตล์" เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อไม่ให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า "ทำไมเราถึงเก็บเงินไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มีรายได้มากขึ้น"
CR IG Longtungirl