ถึงเวลาอำลา"ชอลิ้วเฮียง"?

ผู้เขียน โดย  เก้ากระบี่เดียวดาย      
🌺ถึงเวลาอำลา “ชอลิ้วเฮียง” ?

มีนักแสดงเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำให้ตัวละครหนึ่งตัวกลายเป็นภาพจำของคนทั้งยุคได้ สำหรับแฟนละครฮ่องกงรุ่นเก่า ชื่อของ เจิ้งเส้าชิว อาจไม่ได้ปรากฏบนหน้าจอบ่อยเหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่ทันทีที่เอ่ยคำว่า “ชอลิ้วเฮียง” ภาพชายหนุ่มในชุดขาว สวมรอยยิ้มเจ้าเสน่ห์ ถือพัด และสะบัดแขนเสื้ออย่างสง่างาม ก็แทบจะปรากฏขึ้นในความทรงจำทันที

เขาไม่ได้เป็นเพียงนักแสดงที่เคยรับบทชอลิ้วเฮียง หากแต่สำหรับผู้ชมจำนวนมหาศาล เจิ้งเส้าชิวคือชอลิ้วเฮียง และวันนี้ เมื่อเขาเดินทางมาถึงวัย ๗๙ ปี พร้อมกับลดจังหวะชีวิตลง และไม่ได้รับงานแสดงมาเป็นเวลาประมาณสามปี คำถามหนึ่งจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า  หรือว่านี่กำลังจะเป็นการอำลาครั้งสุดท้ายของชอลิ้วเฮียง?

จากชายหนุ่มในยุค ๗๐ สู่ “ซูเปอร์สตาร์สามวงการ”

เจิ้งเส้าชิวเข้าสู่วงการบันเทิงตั้งแต่ยังหนุ่ม และค่อยๆ สร้างชื่อขึ้นมาจากทั้งภาพยนตร์ โทรทัศน์ และเสียงเพลง ช่วงทศวรรษ ๑๙๗๐ เขากลายเป็นหนึ่งในนักแสดงชายที่ได้รับความนิยมสูงสุดของฮ่องกง ก่อนจะสร้างชื่อครั้งสำคัญจากละคร “ตำนานอักษรกระบี่” ซึ่งแสดงความสามารถของเขาในการรับบทที่มีบุคลิกแตกต่างกันถึงสามตัวละคร

แต่สิ่งที่เปลี่ยนสถานะของเจิ้งเส้าชิวไปตลอดกาล คือ “ชอลิ้วเฮียง”

เมื่อซีรีส์ออกอากาศในปี ๑๙๗๙ ภาพของชายหนุ่มในชุดขาวผู้สุขุม เจ้าสำราญ และเต็มไปด้วยเสน่ห์ กลายเป็นภาพจำที่แทบไม่มีใครลบออกจากประวัติศาสตร์โทรทัศน์ฮ่องกงได้

ชอลิ้วเฮียงของเจิ้งเส้าชิวไม่ได้เป็นเพียง “จอมยุทธในนิยายกำลังภายใน” แต่เป็นจอมยุทธที่มีทั้งความสง่างาม ความขี้เล่น ความโรแมนติก และความเป็นสุภาพบุรุษอยู่ในคนเดียวกัน

มันจึงไม่น่าแปลกใจที่เวลาผ่านไปหลายสิบปี เมื่อพูดถึงชอลิ้วเฮียง ผู้ชมจำนวนมากยังคงนึกถึงใบหน้าของเจิ้งเส้าชิวเป็นคนแรก แต่ความสามารถของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่การแสดง เจิ้งเส้าชิวยังเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียง มีผลงานเพลงจำนวนมาก และได้รับการยกย่องในวงการเพลงฮ่องกง จนสามารถสร้างชื่อเสียงได้ทั้ง ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และดนตรี จนได้รับการกล่าวถึงในฐานะหนึ่งใน “ซูเปอร์สตาร์สามวงการ” คนสำคัญของวงการบันเทิงฮ่องกง

และเมื่อปี ๒๐๐๖ เขายังได้รับ เข็มทองคำแห่งวงการเพลงฮ่องกง ซึ่งเป็นเกียรติยศสำคัญสำหรับความสำเร็จตลอดชีวิตในวงการดนตรี

เบื้องหลังความสำเร็จของดารารุ่นใหญ่ มักมีเรื่องราวของคนรุ่นหลังซ่อนอยูและหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คือความสัมพันธ์ระหว่าง เจิ้งเส้าชิวกับโจว เหวินฟะ

ในช่วงปลายทศวรรษ ๑๙๗๐ ทีวีบีเตรียมสร้างละครเรื่อง “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” โดยบท สี่เหวินเฉียง เป็นบทสำคัญอย่างยิ่ง ตัวเลือกแรกของสถานีคือเจิ้งเส้าชิว ซึ่งในเวลานั้นกำลังโด่งดังอย่างมากจาก “ชอลิ้วเฮียง”

แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นใจ ขณะนั้นเจิ้งเส้าชิวมีปัญหาสุขภาพและไม่สามารถรับงานดังกล่าวได้ เขาจึงปฏิเสธบท พร้อมกับเสนอชื่อชายหนุ่มคนหนึ่งขึ้นมาแทน ชายคนนั้นคือ โจว เหวินฟะ

ในเวลานั้นโจว เหวินฟะยังไม่ได้มีสถานะเป็นซูเปอร์สตาร์อย่างที่คนทั้งโลกรู้จักในวันนี้ ฝ่ายบริหารทีวีบี เองก็มีความกังวลว่าเขาอาจยังเด็กเกินไปสำหรับบทสี่เหวินเฉียง ซึ่งต้องมีทั้งความสุขุม อำนาจ และบารมีของชายผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน

แต่เจิ้งเส้าชิวกลับให้การรับรองรุ่นน้องคนนี้ และนั่นกลายเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โทรทัศน์ฮ่องกง โจว เหวินฟะได้รับบท สี่เหวินเฉียง ส่วนที่เหลือกลายเป็นประวัติศาสตร์

“เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล และทำให้โจวเหวินฟะก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกแถวหน้าของฮ่องกง ก่อนจะเดินทางต่อไปสู่การเป็นหนึ่งในนักแสดงเอเชียที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ หากวันนั้นเจิ้งเส้าชิวไม่ได้พูดชื่อของโจว เหวินฟะออกมา เส้นทางอาชีพของชายหนุ่มคนนี้อาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

“สามครั้ง” ที่โจว เหวินฟะคุกเข่าคารวะ

เรื่องราวที่ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยิ่งมีความหมายมากขึ้น คือภาพและเหตุการณ์ที่โจว เหวินฟะแสดงความเคารพต่อเจิ้งเส้าชิวในงานสาธารณะ มีการเล่าต่อกันมาว่า เมื่อทั้งคู่พบกันบนเวที โจวเหวินฟะเคยคุกเข่าคารวะเจิ้งเส้าชิวถึง สามครั้ง ไม่ใช่เพราะเจิ้งเส้าชิวเป็นเพียงนักแสดงรุ่นพี่ แต่เพราะสำหรับโจว เหวินฟะแล้ว เขาคือคนที่เคย ยื่นมือให้ในวันที่ตัวเองยังไม่มีชื่อเสียง

ความสำเร็จของโจว เหวินฟะในวันนี้อาจเกิดจากความสามารถ ความพยายาม และโชคอีกมากมาย แต่ในช่วงเริ่มต้นของเส้นทางนั้น มีคนคนหนึ่งมองเห็นศักยภาพของเขาก่อนที่คนอื่นจะมองเห็น และคนคนนั้นคือเจิ้งเส้าชิว

นี่จึงเป็นความสัมพันธ์ของวงการบันเทิงที่น่าประทับใจมาก เพราะวันหนึ่ง ชอลิ้วเฮียง คือซูเปอร์สตาร์ผู้ยืนอยู่เหนือเวที ขณะที่ โจว เหวินฟะ ยังเป็นเพียงนักแสดงหนุ่มที่กำลังค้นหาหนทางของตัวเอง หลายสิบปีต่อมา ทั้งสองกลับยืนอยู่บนเวทีเดียวกัน โดยคนหนึ่งกลายเป็นตำนานของยุคหนึ่ง และอีกคนกลายเป็นตำนานของอีกยุคหนึ่ง

จาก “ชอลิ้วเฮียง” ถึง “ติงไห่”

น่าแปลกที่ชื่อของเจิ้งเส้าชิวไม่ได้ถูกจดจำเพียงเพราะบทจอมยุทธ์ชุดขาว ในปี ๑๙๙๑ เขากลับมาสร้างความนิยมครั้งใหญ่ในจีนแผ่นดินใหญ่จากบท จักรพรรดิเฉียนหลง และในปี ๑๙๙๒ เขาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้งในละคร “เจ้าพ่อตลาดหุ้น” ด้วยบท ติงไห่

ติงไห่เป็นตัวละครที่ทั้งดื้อรั้น โมโหง่าย และมีตรรกะเป็นของตัวเอง แต่เจิ้งเส้าชิวกลับทำให้ตัวละครนี้มีพลังมากเสียจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์ติงไห่” ในสังคมฮ่องกง เมื่อใดที่ละครเรื่องนี้ถูกนำกลับมาฉายซ้ำ ตลาดหุ้นฮ่องกงก็มักถูกเชื่อมโยงกับการปรับตัวลง จนชื่อ “ติงไห่” กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อปฮ่องกงไปโดยปริยาย

นี่คือเหตุผลว่าทำไม เจิ้งเส้าชิวจึงไม่ได้เป็นเพียง “พระเอกกำลังภายใน” เขาคือนักแสดงที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามยุคสมัย และสร้างตัวละครที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แล้ววันนี้...ชอลิ้วเฮียงอยู่ที่ไหน?

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา เจิ้งเส้าชิวปรากฏตัวต่อสาธารณชนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดการปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งสำคัญครั้งหนึ่งเกิดขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี ๒๐๒๒ เมื่อเขาไปชมคอนเสิร์ตของ จอยซ์ เจิ้ง ลูกสาวที่ฮ่องกงโคลีเซียมจนจบ

จากนั้นเขาก็แทบไม่ปรากฏตัวต่อหน้ากล้องอีก ช่วงเวลาที่เงียบหายไปนี้ยิ่งทำให้เกิดข่าวลือและความเป็นห่วงจากแฟนๆ โดยเฉพาะหลังจากมีภาพและคลิปเก่าบางส่วนถูกนำกลับมาเผยแพร่ ซึ่งทำให้ผู้คนสังเกตเห็นว่าเขาดูผอมลงและต้องมีคนคอยช่วยเหลือในบางช่วง แต่บางทีสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเรียบง่ายกว่านั้น เขาเพียงแค่เลือกที่จะใช้ชีวิตให้ช้าลง

เมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๙ ซึ่งเป็นวันเกิดครบรอบ ๗๙ ปีของเขา เจิ้งเส้าชิวได้ส่งข้อความที่เขียนด้วยลายมือผ่านบัญชีแฟนคลับ Adam Cheng Art Museum Online
“ผมไม่เคยชอบการเข้าสังคม ดังนั้นคุณอาจจะไม่เห็นผมบ่อยนัก ไม่ต้องกังวลนะครับ” ประโยคสั้นๆ นี้อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับข่าวลือตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

บาดแผลของคนเป็นพ่อ

ช่วงหลายปีที่เจิ้งเส้าชิวถอยออกจากวงการ ยังเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตส่วนตัวของเขาต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ในปี ๒๐๒๓ เจิ้งอันยี่ ลูกสาวคนโตของเขาเสียชีวิตที่สหรัฐอเมริกา ขณะมีอายุ ๕๕ ปี

เจิ้งอันยี่เป็นลูกสาวของเจิ้งเส้าชิวและลู่ ฮุ่ยหรู ทั้งสองพบกันในชั้นเรียนฝึกการแสดง และความสัมพันธ์ของพวกเขายาวนานสามปีก่อนจะเลิกรากัน ลู่ ฮุ่ยหรูจึงพาเจิ้งอันยี่ไปอยู่ด้วยเจิ้งอันยี่จึงเติบโตในแคนาดาและสหรัฐอเมริกา โดยได้รับการเลี้ยงดูจากแม่ของเธอ เจิ้งเส้าชิว เคยจ่ายค่าเล่าเรียนมหาวิทยาลัยให้ลูกสาวด้วยเงินของตัวเอง แต่หลังจากที่ลูกสาวเรียนจบ พ่อกับลูกสาวก็ขาดการติดต่อกันอีกครั้ง ต่อมาเขาได้พูดถึงความสัมพันธ์นี้ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้ง

"ถ้าผมบังเอิญเจอเธอบนถนนตอนนี้ ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะจำเธอได้หรือเปล่า"

หลังจากเจิ้งอันยี่เสียชีวิต โบสถ์ท้องถิ่นไม่สามารถติดต่อแม่แท้ๆ ของเธอคือลู่ฮุยหรูได้ในตอนแรก จึงได้ขอความช่วยเหลือจากเจิ้งเส้าชิวในการจัดการงานศพ ภรรยาคนปัจจุบันของเจิ้งส้าชิวคือกวนจิงฮวาได้ตอบในนามของเธอว่า "ขณะนี้เรากำลังตรวจสอบและจัดการเรื่องนี้อยู่"

คนคนหนึ่งอาจสามารถรับบทจักรพรรดิ จอมยุทธ หรือมหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เมื่อกลับมาเป็นเพียง “พ่อคนหนึ่ง” ไม่มีบทละครใดช่วยให้เราเล่นบทนั้นได้ง่ายขึ้น

ไม่มีคำว่า “อำลา” สำหรับตำนาน

วันนี้มีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่อาจไม่รู้จักเจิ้งเส้าชิว แต่สำหรับคนที่เติบโตมากับโทรทัศน์ฮ่องกงในยุค ๗๐–๙๐ ชื่อของเขาไม่ใช่เพียงชื่อของนักแสดงคนหนึ่ง

มันคือชื่อของ ช่วงวัยหนึ่งในชีวิต เขาคือเฉินเจียลั่ว เขาคือจักรพรรดิเฉียนหลง
เขาคือติงไห่ และเหนือสิ่งอื่นใด เขาคือชอลิ้วเฮียง ชายในชุดขาวผู้เดินผ่านยุทธจักรด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าจะพบศัตรูที่แข็งแกร่งเพียงใดก็ยังคงสงบนิ่ง และเมื่อถึงเวลาต้องจากลา เขาไม่เคยแสดงความหวาดหวั่น

บางทีชีวิตจริงของเจิ้งเส้าชิวในวันนี้ก็ไม่ต่างจากชอลิ้วเฮียงนัก เขาไม่ได้จากไปไหน เพียงแต่เดินออกจากยุทธจักรที่เรียกว่า “วงการบันเทิง” อย่างช้าๆ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางแสงไฟมานานกว่า ๕๐ ปี เขาเลือกกลับไปใช้ชีวิตของตัวเอง ออกกำลังกาย  ทำสิ่งที่รัก อยู่กับคนที่เขาสบายใจ และไม่ต้องพบปะผู้คนมากมายเหมือนเมื่อก่อน

ดังนั้นคำถามว่า “ถึงเวลาอำลาชอลิ้วเฮียงแล้วหรือยัง?”

บางทีคำตอบอาจเป็นว่า... ชอลิ้วเฮียงไม่ได้อำลาพวกเราเลย เขาเพียงแค่สะบัดเสื้อคลุมสีขาว สะบัดแขนเสื้อเบาๆ ยิ้มให้กับยุทธจักรเป็นครั้งสุดท้าย... แล้วเดินจากไปอย่างเงียบๆ ทิ้งไว้เพียงตำนานที่ไม่มีวันแก่ชรา เพราะบางตัวละครไม่จำเป็นต้องกลับมาอีกครั้ง  เพื่อให้เราจำได้ว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยยิ่งใหญ่เพียงใด
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่