***ผมอยากลองมาเล่าประสบการณ์ความรักของตัวเองที่ผ่านมา4ครั้ง ไม่ได้ตั้งใจจะเล่าว่าใครผิดใครถูกหรืออยากให้ใครสงสาร เพราะมันก็จบไปนานแล้วด้วย แค่อยากถ่ายทอดเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากแต่ละความสัมพันธ์***
ความรักครั้งแแรก
เป็นความรักที่จริงจังที่สุดในช่วงวัยหนึ่งของผม เราคบกันประมาณ6ปี ตั้งแต่ช่วงที่ยังเรียนอยู่ ความสัมพันธ์โดยรวมไม่ได้มีเรื่องรุนแรงหรือทะเลาะกันบ่อยเลย เราต่างคนต่างรักและเป็นห่วงกันมาตลอด เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตของเราค่อยๆเปลี่ยนไป คนหนึ่งเดินไปทางหนึ่ง อีกคนก็เดินไปอีกทาง ความคิด เป้าหมาย และโลกที่เราอยู่เริ่มแตกต่างกันมากขึ้น จนสุดท้ายเราก็รู้สึกว่าต่อให้ยังรักกันอยู่ แต่การเดินต่อไปด้วยกันมันอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่ เราเลยตัดสินใจเลิกกัน ไม่ได้เลิกเพราะเกลียดกันหรือมีใครทำอะไรผิด แต่เป็นการยอมรับว่าบางครั้งความรักอย่างเดียวก็ไม่ได้ทำให้คนสองคนเดินไปถึงปลายทางเดียวกันได้ ความสัมพันธ์ครั้งนั้นเลยจบลงแบบที่ยังมีความรักและความห่วงใยให้กันอยู่ เพียงแต่เลือกปล่อยมือกัน
ความรักครั้งที่สอง
ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางไกล ผมรู้จักเขาผ่านเกม Roblox 5555 จริงๆแล้วก็รู้จักผ่านเพื่อนเขามาอีกที คือผมเปิดไมค์เดินร้องเพลงอยู่ในแมพ แล้วเพื่อนของเขาเดินเข้ามาคุยด้วย ก่อนจะบอกว่าเพื่อนอยากคุยกับผมแต่ไม่มีไมค์ เลยชวนผมเข้าDiscordไปคุยกัน ตอนแรกเรารู้จักกันในฐานะเพื่อน เล่นเกมด้วยกัน คุยกันเรื่อยๆ จนเพื่อนของเขาเริ่มไม่ค่อยมาเล่น เหลือผมกับเขาที่ได้เล่นด้วยกันบ่อยขึ้น จากที่เป็นเพื่อนก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น และสุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายรู้สึกก่อน ผมบอกชอบเขาและเราก็เริ่มคุยกันจริงจัง ก่อนที่ผมจะขอเขาเป็นแฟน เขาบอกว่าไม่เคยมีแฟนมาก่อน ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร ค่อยๆเรียนรู้กันไปได้ ช่วงที่คบกันเราทะเลาะกันบ้างตามประสาความรักทางไกล ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเวลา ความสนใจและการใส่ใจ แต่ทุกครั้งก็พยายามปรับและง้อกันมาตลอด ผมให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์นี้มาก เพราะสำหรับผมถ้าตกลงคบกับใครแล้ว ผมจะคิดว่าเขาคือคนที่เราเลือกแล้ว ก็อยากดูแลให้ดีที่สุด จนช่วงหนึ่งผมเริ่มทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตารางชีวิตค่อนข้างหนัก ตื่นประมาณ6โมงครึ่ง ไปเรียนตั้งแต่เช้าถึงบ่าย3 แล้วไปทำงานช่วงเย็นถึงประมาณเที่ยงคืน หยุดแค่สัปดาห์ละวัน กลับถึงหอก็เกือบตีหนึ่ง บางวันเราได้โทรกัน บางวันเขาก็นอนไปแล้วหรือไม่ก็ต้องทำการบ้านและใช้เวลาของตัวเอง ชีวิตวนอยู่แบบนั้นไม่กี่วัน จนวันหนึ่งผมตื่นมาแล้วเห็นข้อความบอกเลิก เขาบอกว่าเราไม่ค่อยมีเวลาให้กันเหมือนเมื่อก่อน ต่างคนต่างเรียนต่างใช้ชีวิต ทำให้ความรู้สึกของเขาค่อยๆลดลงจนสุดท้ายไม่เหลือแล้ว เขายืนยันว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิดและผมดีกับเขามาก แต่ความรู้สึกมันหมดไปแล้ว เขาก็ไม่ได้มีคนอื่น เขาแค่ไม่รักแล้ว ผมจึงเลือกยอมรับและปล่อยเขาไป เพราะถ้าคนหนึ่งหมดรักแล้ว ต่อให้ยื้อไว้ก็คงเหนื่อยทั้งคู่
แต่หลังจากนั้นผมกลับบังเอิญเข้าไปเจอเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเจอ เขาเคยให้รหัส IG กับผมไว้ ผมไม่ได้เข้าไปหรือเช็กอะไรเพราะเชื่อใจ แต่วันนั้นผมกำลังพยายามลบบัญชีเขาออกจากเครื่องตัวเองแล้วดันกดเข้าไปในบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยความสงสัยผมเลยเข้าไปดูแชท ผมรู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ แต่มันก็ทำให้ผมเจอว่าก่อนเลิกกับผม เขาคุยกับผู้ชายอีกคนมาประมาณ2-3เดือนแล้ว ที่หนักกว่านั้นคือผมไปเจอข้อความช่วงแรกๆที่เขาบอกผู้ชายคนนั้นว่าเขาไม่เคยมีแฟนมาก่อน ทั้งที่ตอนนั้นเราตกลงคบกันและคนรอบตัวที่รู้จักเราก็รู้ว่าเราเป็นแฟนกัน
ตอนนั้นผมเสียใจมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การเลิกกัน แต่มันกลายเป็นว่าคำพูดหลายอย่างที่ผมเชื่อมาตลอดถูกตั้งคำถามทั้งหมด ผมยอมรับว่าการเข้าไปดูแชทของเขาเป็นสิ่งที่ผมทำไม่ถูก แต่สิ่งที่ผมเจอหลังจากนั้นก็ทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมความสัมพันธ์ถึงจบลงแบบนั้น หลังจากเลิกกันผมก็ไปบอกเพื่อนๆว่าเราเลิกกัน สุดท้ายคนในกลุ่มหลายคนค่อยๆตีตัวออกห่าง บางคนบล็อกผม บางคนไม่ยอมคุยด้วย ผมพยายามถามว่าผมทำอะไรผิดหรือเกิดอะไรขึ้น แต่ได้รับเพียงคำตอบประมาณว่าฟังเรื่องจากทั้งสองฝ่ายแล้วคิดว่าอีกฝ่ายถูกมากกว่า ก่อนจะตัดการติดต่อไป ทั้งๆที่ผมไม่เคยได้พูดหรือเล่าระบายเรื่องราวอะไรให้ใครได้ฟังจริงๆสักครั้ง ผมไม่เคยได้รู้เลยว่าจริงๆแล้วผมทำอะไรผิดถึงขนาดนั้นเลยหรอ เรื่องราวกับกลุ่มเพื่อนตรงนั้นจึงจบลงไปแบบงงๆพร้อมกับความสัมพันธ์ครั้งนั้น
ความรักครั้งที่สาม
เกิดขึ้นหลังจากนั้น ผมเจอผู้หญิงคนหนึ่งผ่านแอปหาคู่ เราคุยกันได้ไม่นานก็เริ่มสนิทกัน อีกฝ่ายค่อนข้างชัดเจนว่าชอบผมมาก เราฟอลInstagramกัน คุยกัน โทรหากัน และหลังจากคุยกันได้ประมาณ1-2วัน วันหนึ่งผมบอกว่าผมเหนื่อย หมดไฟ และหยอกไปว่าอยากมีใครสักคนให้นอนกอด อีกฝ่ายเลยบอกให้ผมไปหา เราเลยได้เจอกันและมีอะไรกัน หลังจากนั้นเรายังคุยกันต่อเหมือนเดิม และอีกไม่กี่วันผมก็ไปหาอีกครั้ง คราวนี้ผมตั้งใจว่าจะไปนอนกอดเฉยๆ แต่สุดท้ายก็เลยเถิดไปเหมือนเดิม
พอเวลาผ่านไปผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมจะมีความสัมพันธ์จริงจัง และเริ่มเห็นว่าเราอาจไม่ได้เข้ากันมากอย่างที่คิด ทั้งวิธีใช้ชีวิต วิธีคิดและหลายๆอย่าง ผมจึงคุยกับเขาตรงๆว่าผมรู้สึกดีที่ได้รู้จักกัน แต่ผมยังไม่พร้อมมีสถานะกับใคร และไม่อยากให้เขารอหรือคาดหวังกับผม ผมยอมรับว่าตัวเองก็มีส่วนทำให้เขารู้สึกมากขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ผมเลยบอกเขาว่าถ้าเขาจะโกรธ จะด่าหรือจะบล็อกผมก็เข้าใจ แต่เขาเลือกที่จะอยู่คุยกันต่อและบอกว่าจะเป็นเซฟโซนให้ผม เราคุยกันต่อในฐานะพี่น้องอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆห่างกันไป สุดท้ายผมก็เลือกไม่ทักไปก่อน เขาเองก็ไม่ได้ทักมา ตอนนี้ต่างคนต่างอยู่และไม่ได้อะไรกันแล้ว
ความรักครั้งที่สี่
เป็นคนที่ผมเคยคิดจริงๆว่า “คนนี้แหละใช่” เรารู้จักกันในช่วงที่ผมกำลังเปิดใจเรื่องความรักอีกครั้ง ช่วงที่คุยกันมีหลายอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกดี ทั้งไปดูหนัง ไปซื้อข้าว มีการรับส่ง เป็นห่วงกัน ซื้อยาให้กัน และมีโมเมนต์เล็กๆหลายอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาน่าจะเปิดทางให้เราบ้างแล้วแหละ ผมอินกับความสัมพันธ์นั้นมากและคิดว่า ถ้าได้คุยกันต่อก็น่าจะไปกันรอด
แต่วันหนึ่งผมขอไปรับไปส่งเขาที่ทำงาน แต่อีกฝ่ายรู้สึกว่ามันเร็วเกินไป และสุดท้ายเราก็จบการคุยกันตรงนั้น คือผมไม่ได้ต้องการสถานะหรืออยากเร่งความสัมพันธ์ขนาดนั้น ถ้าเขาบอกว่าเร็วไป ผมก็พร้อมถอยและค่อยๆทำความรู้จักกันต่อ แต่สุดท้ายมันไม่ได้เป็นแบบนั้น
ช่วงแรกผมเสียดายมาก เพราะตอนที่ยังคุยกันผมมองแต่ข้อดีและรู้สึกว่าเราเข้ากันได้ แต่พอเวลาผ่านไป ผมกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้น ทั้งเรียน ทำโปรเจกต์ สอบ ออกกำลังกาย ไปเที่ยวกับเพื่อน และมีเวลาอยู่กับตัวเอง ผมก็เริ่มมองเห็นอะไรหลายอย่างชัดขึ้น ผมพบว่าสไตล์การใช้ชีวิตของเราค่อนข้างต่างกัน และถ้าถามกันจริงๆ เราอาจไม่ได้เหมาะกันตั้งแต่แรกก็ได้ เพียงแต่ตอนนั้นผมกำลังอินกับความรัก เลยทำให้หลายอย่างดูเหมือนเข้ากันได้ไปหมด
หลังจากนั้นผมบังเอิญเจอเขาอีกครั้งในงานOpen Houseของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง คราวนี้เขามากับแฟนใหม่ ผมเห็นเขาเดินด้วยกัน พูดคุยกันแบบคู่รัก ส่วนผมก็เดินอยู่กับเพื่อนของตัวเอง มันรู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้รู้สึกอยากกลับไปแล้ว แค่คิดว่าโลกมันกลมจริงๆ
ถ้ามองย้อนกลับไป ทั้ง4ความสัมพันธ์
เรื่องราวทั้งหมดนี้ให้อะไรกับผมไม่เหมือนกัน
คนแรก ทำให้ผมรู้ว่าความรักที่ยาวนานก็ไม่ได้แปลว่าคนสองคนจะต้องเดินไปถึงปลายทางเดียวกัน
คนที่สอง ทำให้ผมรู้ว่าการทุ่มเทและความไว้ใจไม่ได้รับประกันว่าอีกฝ่ายจะรักษามันไว้ และบางครั้งเราก็อาจต้องเจอกับความจริงที่เจ็บกว่าการเลิกรา
คนที่สาม ทำให้ผมรู้ว่าการมีคนที่รักเราไม่ได้แปลว่าเราจะพร้อมรักเขากลับในแบบเดียวกัน และการยอมรับว่าตัวเองยังไม่พร้อมอาจดีกว่าฝืนคบต่อแล้วทำร้ายกันในระยะยาว
ส่วนคนที่สี่ ทำให้ผมรู้ว่าความรู้สึกในช่วงที่กำลังอินกับใครสักคนอาจทำให้เรามองทุกอย่างผ่านแว่นสีชมพู และบางครั้งการได้กลับมาใช้ชีวิตของตัวเองก็ทำให้เราเห็นว่าคนที่เราคิดว่าใช่อาจไม่ได้เหมาะกับเราขนาดนั้น
ทุกวันนี้ถ้าถามว่าเหงาไหม ผมเหงามาก เรียนเสร็จกลับหอ อยู่กับห้องเงียบๆ เล่นเกม ฟังเพลง ดูหนัง ดูYouTube หรือไถTikTokไปเรื่อยๆ บางทีก็ไม่ได้ช่วยคลายเหงาอะไรเลย เพราะสุดท้ายพอวางโทรศัพท์หรือปิดคอม ห้องก็ยังเงียบเหมือนเดิม บางวันผมก็แค่อยากมีใครสักคนอยู่ตรงนั้น อยากกลับจากเรียนแล้วมีคนถามว่าเหนื่อยไหม อยากมีคนให้เล่าเรื่องไร้สาระในแต่ละวันให้ฟัง อยากมีคนรอ อยากมีคนให้กอด พูดตรงๆผมก็อยากมีแฟน
แต่ปัญหาคือ ผมอยากมีแฟนมากกว่าที่ผมอยากเริ่มต้นความสัมพันธ์ ผมไม่อยากกลับไปทำความรู้จักใครใหม่ ไม่อยากทักหากันทุกวัน ไม่อยากนั่งลุ้นว่าอีกฝ่ายคิดยังไง ไม่อยากต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเราดีพอไหม และไม่อยากวิ่งตามใครเพื่อให้เขาเลือกเรา เพราะผมรู้ตัวเองดีว่าถ้าผมตกลงเป็นแฟนกับใครแล้ว ผมจะกลับไปเป็นคนเดิมอีกครั้ง ผมจะรักเต็มที่ ทุ่มเทเต็มที่ ใส่ใจเต็มที่ และพยายามทำทุกอย่างเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำให้คนรักได้
สำหรับผม ถ้าตกลงเลือกกันแล้ว เราก็ควรเลือกกันจริงๆ ผมไม่อยากรักใครแบบเผื่อใจไว้ครึ่งหนึ่ง และไม่อยากเป็นคนที่ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองว่าเหมาะสมกับความรักของอีกฝ่ายหรือเปล่า ถ้าวันหนึ่งความสัมพันธ์ไปต่อไม่ได้ อย่างน้อยผมก็อยากเดินออกมาโดยไม่ต้องเสียดายว่า “ตอนนั้นน่าจะทำมากกว่านี้”
ผมอยากให้ตัวผมเองรู้ว่าผมรักเขาเต็มที่แล้ว ดูแลเขาเต็มที่แล้ว และพยายามรักษาความสัมพันธ์เต็มที่แล้ว ถ้าสุดท้ายยังไปต่อไม่ได้ มันก็คงเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ บางทีตอนนี้สิ่งที่ผมต้องการอาจไม่ใช่การรีบตามหาใครสักคนมาเติมความเหงา ผมอาจแค่ต้องใช้ชีวิตของตัวเองไปเรื่อยๆ เรียน ทำโปรเจกต์ ออกกำลังกาย ไปเที่ยว อยู่กับเพื่อน ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ จนกว่าจะมีใครสักคนเดินเข้ามาในชีวิตผม แล้วผมรู้สึกได้ว่า ครั้งนี้ผมไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเขาเลย เพราะเขากำลังเดินมาหาผมเหมือนกัน
ขอบคุณที่อ่านกันจนจบนะครับ นี่ก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดของผม จริงๆก็ไม่หมดหรอก มันมีรายละเอียดกว่านี้อีกเยอะ แต่ถ้าเล่าหมดกระทู้นี้คงยาวเกินไป 555 ใครอยากรู้รายละเอียดของความสัมพันธ์ไหนเป็นพิเศษ หรือมีอะไรสงสัยก็ถามกันได้ครับ เดี๋ยวถ้ามีโอกาสผมจะมาตอบและเล่าให้ฟัง
ไม่ได้เกลียดความรัก แค่เหนื่อยกับการต้องวิ่งตามใคร
ความรักครั้งแแรก
เป็นความรักที่จริงจังที่สุดในช่วงวัยหนึ่งของผม เราคบกันประมาณ6ปี ตั้งแต่ช่วงที่ยังเรียนอยู่ ความสัมพันธ์โดยรวมไม่ได้มีเรื่องรุนแรงหรือทะเลาะกันบ่อยเลย เราต่างคนต่างรักและเป็นห่วงกันมาตลอด เพียงแต่เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตของเราค่อยๆเปลี่ยนไป คนหนึ่งเดินไปทางหนึ่ง อีกคนก็เดินไปอีกทาง ความคิด เป้าหมาย และโลกที่เราอยู่เริ่มแตกต่างกันมากขึ้น จนสุดท้ายเราก็รู้สึกว่าต่อให้ยังรักกันอยู่ แต่การเดินต่อไปด้วยกันมันอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราทั้งคู่ เราเลยตัดสินใจเลิกกัน ไม่ได้เลิกเพราะเกลียดกันหรือมีใครทำอะไรผิด แต่เป็นการยอมรับว่าบางครั้งความรักอย่างเดียวก็ไม่ได้ทำให้คนสองคนเดินไปถึงปลายทางเดียวกันได้ ความสัมพันธ์ครั้งนั้นเลยจบลงแบบที่ยังมีความรักและความห่วงใยให้กันอยู่ เพียงแต่เลือกปล่อยมือกัน
ความรักครั้งที่สอง
ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางไกล ผมรู้จักเขาผ่านเกม Roblox 5555 จริงๆแล้วก็รู้จักผ่านเพื่อนเขามาอีกที คือผมเปิดไมค์เดินร้องเพลงอยู่ในแมพ แล้วเพื่อนของเขาเดินเข้ามาคุยด้วย ก่อนจะบอกว่าเพื่อนอยากคุยกับผมแต่ไม่มีไมค์ เลยชวนผมเข้าDiscordไปคุยกัน ตอนแรกเรารู้จักกันในฐานะเพื่อน เล่นเกมด้วยกัน คุยกันเรื่อยๆ จนเพื่อนของเขาเริ่มไม่ค่อยมาเล่น เหลือผมกับเขาที่ได้เล่นด้วยกันบ่อยขึ้น จากที่เป็นเพื่อนก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น และสุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายรู้สึกก่อน ผมบอกชอบเขาและเราก็เริ่มคุยกันจริงจัง ก่อนที่ผมจะขอเขาเป็นแฟน เขาบอกว่าไม่เคยมีแฟนมาก่อน ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร ค่อยๆเรียนรู้กันไปได้ ช่วงที่คบกันเราทะเลาะกันบ้างตามประสาความรักทางไกล ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องเวลา ความสนใจและการใส่ใจ แต่ทุกครั้งก็พยายามปรับและง้อกันมาตลอด ผมให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์นี้มาก เพราะสำหรับผมถ้าตกลงคบกับใครแล้ว ผมจะคิดว่าเขาคือคนที่เราเลือกแล้ว ก็อยากดูแลให้ดีที่สุด จนช่วงหนึ่งผมเริ่มทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตารางชีวิตค่อนข้างหนัก ตื่นประมาณ6โมงครึ่ง ไปเรียนตั้งแต่เช้าถึงบ่าย3 แล้วไปทำงานช่วงเย็นถึงประมาณเที่ยงคืน หยุดแค่สัปดาห์ละวัน กลับถึงหอก็เกือบตีหนึ่ง บางวันเราได้โทรกัน บางวันเขาก็นอนไปแล้วหรือไม่ก็ต้องทำการบ้านและใช้เวลาของตัวเอง ชีวิตวนอยู่แบบนั้นไม่กี่วัน จนวันหนึ่งผมตื่นมาแล้วเห็นข้อความบอกเลิก เขาบอกว่าเราไม่ค่อยมีเวลาให้กันเหมือนเมื่อก่อน ต่างคนต่างเรียนต่างใช้ชีวิต ทำให้ความรู้สึกของเขาค่อยๆลดลงจนสุดท้ายไม่เหลือแล้ว เขายืนยันว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิดและผมดีกับเขามาก แต่ความรู้สึกมันหมดไปแล้ว เขาก็ไม่ได้มีคนอื่น เขาแค่ไม่รักแล้ว ผมจึงเลือกยอมรับและปล่อยเขาไป เพราะถ้าคนหนึ่งหมดรักแล้ว ต่อให้ยื้อไว้ก็คงเหนื่อยทั้งคู่
แต่หลังจากนั้นผมกลับบังเอิญเข้าไปเจอเรื่องที่ไม่คิดว่าจะเจอ เขาเคยให้รหัส IG กับผมไว้ ผมไม่ได้เข้าไปหรือเช็กอะไรเพราะเชื่อใจ แต่วันนั้นผมกำลังพยายามลบบัญชีเขาออกจากเครื่องตัวเองแล้วดันกดเข้าไปในบัญชีโดยไม่ได้ตั้งใจ ด้วยความสงสัยผมเลยเข้าไปดูแชท ผมรู้ว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ แต่มันก็ทำให้ผมเจอว่าก่อนเลิกกับผม เขาคุยกับผู้ชายอีกคนมาประมาณ2-3เดือนแล้ว ที่หนักกว่านั้นคือผมไปเจอข้อความช่วงแรกๆที่เขาบอกผู้ชายคนนั้นว่าเขาไม่เคยมีแฟนมาก่อน ทั้งที่ตอนนั้นเราตกลงคบกันและคนรอบตัวที่รู้จักเราก็รู้ว่าเราเป็นแฟนกัน
ตอนนั้นผมเสียใจมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การเลิกกัน แต่มันกลายเป็นว่าคำพูดหลายอย่างที่ผมเชื่อมาตลอดถูกตั้งคำถามทั้งหมด ผมยอมรับว่าการเข้าไปดูแชทของเขาเป็นสิ่งที่ผมทำไม่ถูก แต่สิ่งที่ผมเจอหลังจากนั้นก็ทำให้ผมเข้าใจว่าทำไมความสัมพันธ์ถึงจบลงแบบนั้น หลังจากเลิกกันผมก็ไปบอกเพื่อนๆว่าเราเลิกกัน สุดท้ายคนในกลุ่มหลายคนค่อยๆตีตัวออกห่าง บางคนบล็อกผม บางคนไม่ยอมคุยด้วย ผมพยายามถามว่าผมทำอะไรผิดหรือเกิดอะไรขึ้น แต่ได้รับเพียงคำตอบประมาณว่าฟังเรื่องจากทั้งสองฝ่ายแล้วคิดว่าอีกฝ่ายถูกมากกว่า ก่อนจะตัดการติดต่อไป ทั้งๆที่ผมไม่เคยได้พูดหรือเล่าระบายเรื่องราวอะไรให้ใครได้ฟังจริงๆสักครั้ง ผมไม่เคยได้รู้เลยว่าจริงๆแล้วผมทำอะไรผิดถึงขนาดนั้นเลยหรอ เรื่องราวกับกลุ่มเพื่อนตรงนั้นจึงจบลงไปแบบงงๆพร้อมกับความสัมพันธ์ครั้งนั้น
ความรักครั้งที่สาม
เกิดขึ้นหลังจากนั้น ผมเจอผู้หญิงคนหนึ่งผ่านแอปหาคู่ เราคุยกันได้ไม่นานก็เริ่มสนิทกัน อีกฝ่ายค่อนข้างชัดเจนว่าชอบผมมาก เราฟอลInstagramกัน คุยกัน โทรหากัน และหลังจากคุยกันได้ประมาณ1-2วัน วันหนึ่งผมบอกว่าผมเหนื่อย หมดไฟ และหยอกไปว่าอยากมีใครสักคนให้นอนกอด อีกฝ่ายเลยบอกให้ผมไปหา เราเลยได้เจอกันและมีอะไรกัน หลังจากนั้นเรายังคุยกันต่อเหมือนเดิม และอีกไม่กี่วันผมก็ไปหาอีกครั้ง คราวนี้ผมตั้งใจว่าจะไปนอนกอดเฉยๆ แต่สุดท้ายก็เลยเถิดไปเหมือนเดิม
พอเวลาผ่านไปผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองยังไม่พร้อมจะมีความสัมพันธ์จริงจัง และเริ่มเห็นว่าเราอาจไม่ได้เข้ากันมากอย่างที่คิด ทั้งวิธีใช้ชีวิต วิธีคิดและหลายๆอย่าง ผมจึงคุยกับเขาตรงๆว่าผมรู้สึกดีที่ได้รู้จักกัน แต่ผมยังไม่พร้อมมีสถานะกับใคร และไม่อยากให้เขารอหรือคาดหวังกับผม ผมยอมรับว่าตัวเองก็มีส่วนทำให้เขารู้สึกมากขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ผมเลยบอกเขาว่าถ้าเขาจะโกรธ จะด่าหรือจะบล็อกผมก็เข้าใจ แต่เขาเลือกที่จะอยู่คุยกันต่อและบอกว่าจะเป็นเซฟโซนให้ผม เราคุยกันต่อในฐานะพี่น้องอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆห่างกันไป สุดท้ายผมก็เลือกไม่ทักไปก่อน เขาเองก็ไม่ได้ทักมา ตอนนี้ต่างคนต่างอยู่และไม่ได้อะไรกันแล้ว
ความรักครั้งที่สี่
เป็นคนที่ผมเคยคิดจริงๆว่า “คนนี้แหละใช่” เรารู้จักกันในช่วงที่ผมกำลังเปิดใจเรื่องความรักอีกครั้ง ช่วงที่คุยกันมีหลายอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกดี ทั้งไปดูหนัง ไปซื้อข้าว มีการรับส่ง เป็นห่วงกัน ซื้อยาให้กัน และมีโมเมนต์เล็กๆหลายอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาน่าจะเปิดทางให้เราบ้างแล้วแหละ ผมอินกับความสัมพันธ์นั้นมากและคิดว่า ถ้าได้คุยกันต่อก็น่าจะไปกันรอด
แต่วันหนึ่งผมขอไปรับไปส่งเขาที่ทำงาน แต่อีกฝ่ายรู้สึกว่ามันเร็วเกินไป และสุดท้ายเราก็จบการคุยกันตรงนั้น คือผมไม่ได้ต้องการสถานะหรืออยากเร่งความสัมพันธ์ขนาดนั้น ถ้าเขาบอกว่าเร็วไป ผมก็พร้อมถอยและค่อยๆทำความรู้จักกันต่อ แต่สุดท้ายมันไม่ได้เป็นแบบนั้น
ช่วงแรกผมเสียดายมาก เพราะตอนที่ยังคุยกันผมมองแต่ข้อดีและรู้สึกว่าเราเข้ากันได้ แต่พอเวลาผ่านไป ผมกลับมาใช้ชีวิตของตัวเองมากขึ้น ทั้งเรียน ทำโปรเจกต์ สอบ ออกกำลังกาย ไปเที่ยวกับเพื่อน และมีเวลาอยู่กับตัวเอง ผมก็เริ่มมองเห็นอะไรหลายอย่างชัดขึ้น ผมพบว่าสไตล์การใช้ชีวิตของเราค่อนข้างต่างกัน และถ้าถามกันจริงๆ เราอาจไม่ได้เหมาะกันตั้งแต่แรกก็ได้ เพียงแต่ตอนนั้นผมกำลังอินกับความรัก เลยทำให้หลายอย่างดูเหมือนเข้ากันได้ไปหมด
หลังจากนั้นผมบังเอิญเจอเขาอีกครั้งในงานOpen Houseของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง คราวนี้เขามากับแฟนใหม่ ผมเห็นเขาเดินด้วยกัน พูดคุยกันแบบคู่รัก ส่วนผมก็เดินอยู่กับเพื่อนของตัวเอง มันรู้สึกแปลกๆอยู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้รู้สึกอยากกลับไปแล้ว แค่คิดว่าโลกมันกลมจริงๆ
ถ้ามองย้อนกลับไป ทั้ง4ความสัมพันธ์
เรื่องราวทั้งหมดนี้ให้อะไรกับผมไม่เหมือนกัน
คนแรก ทำให้ผมรู้ว่าความรักที่ยาวนานก็ไม่ได้แปลว่าคนสองคนจะต้องเดินไปถึงปลายทางเดียวกัน
คนที่สอง ทำให้ผมรู้ว่าการทุ่มเทและความไว้ใจไม่ได้รับประกันว่าอีกฝ่ายจะรักษามันไว้ และบางครั้งเราก็อาจต้องเจอกับความจริงที่เจ็บกว่าการเลิกรา
คนที่สาม ทำให้ผมรู้ว่าการมีคนที่รักเราไม่ได้แปลว่าเราจะพร้อมรักเขากลับในแบบเดียวกัน และการยอมรับว่าตัวเองยังไม่พร้อมอาจดีกว่าฝืนคบต่อแล้วทำร้ายกันในระยะยาว
ส่วนคนที่สี่ ทำให้ผมรู้ว่าความรู้สึกในช่วงที่กำลังอินกับใครสักคนอาจทำให้เรามองทุกอย่างผ่านแว่นสีชมพู และบางครั้งการได้กลับมาใช้ชีวิตของตัวเองก็ทำให้เราเห็นว่าคนที่เราคิดว่าใช่อาจไม่ได้เหมาะกับเราขนาดนั้น
ทุกวันนี้ถ้าถามว่าเหงาไหม ผมเหงามาก เรียนเสร็จกลับหอ อยู่กับห้องเงียบๆ เล่นเกม ฟังเพลง ดูหนัง ดูYouTube หรือไถTikTokไปเรื่อยๆ บางทีก็ไม่ได้ช่วยคลายเหงาอะไรเลย เพราะสุดท้ายพอวางโทรศัพท์หรือปิดคอม ห้องก็ยังเงียบเหมือนเดิม บางวันผมก็แค่อยากมีใครสักคนอยู่ตรงนั้น อยากกลับจากเรียนแล้วมีคนถามว่าเหนื่อยไหม อยากมีคนให้เล่าเรื่องไร้สาระในแต่ละวันให้ฟัง อยากมีคนรอ อยากมีคนให้กอด พูดตรงๆผมก็อยากมีแฟน
แต่ปัญหาคือ ผมอยากมีแฟนมากกว่าที่ผมอยากเริ่มต้นความสัมพันธ์ ผมไม่อยากกลับไปทำความรู้จักใครใหม่ ไม่อยากทักหากันทุกวัน ไม่อยากนั่งลุ้นว่าอีกฝ่ายคิดยังไง ไม่อยากต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเราดีพอไหม และไม่อยากวิ่งตามใครเพื่อให้เขาเลือกเรา เพราะผมรู้ตัวเองดีว่าถ้าผมตกลงเป็นแฟนกับใครแล้ว ผมจะกลับไปเป็นคนเดิมอีกครั้ง ผมจะรักเต็มที่ ทุ่มเทเต็มที่ ใส่ใจเต็มที่ และพยายามทำทุกอย่างเท่าที่คนคนหนึ่งจะทำให้คนรักได้
สำหรับผม ถ้าตกลงเลือกกันแล้ว เราก็ควรเลือกกันจริงๆ ผมไม่อยากรักใครแบบเผื่อใจไว้ครึ่งหนึ่ง และไม่อยากเป็นคนที่ต้องคอยพิสูจน์ตัวเองว่าเหมาะสมกับความรักของอีกฝ่ายหรือเปล่า ถ้าวันหนึ่งความสัมพันธ์ไปต่อไม่ได้ อย่างน้อยผมก็อยากเดินออกมาโดยไม่ต้องเสียดายว่า “ตอนนั้นน่าจะทำมากกว่านี้”
ผมอยากให้ตัวผมเองรู้ว่าผมรักเขาเต็มที่แล้ว ดูแลเขาเต็มที่แล้ว และพยายามรักษาความสัมพันธ์เต็มที่แล้ว ถ้าสุดท้ายยังไปต่อไม่ได้ มันก็คงเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ บางทีตอนนี้สิ่งที่ผมต้องการอาจไม่ใช่การรีบตามหาใครสักคนมาเติมความเหงา ผมอาจแค่ต้องใช้ชีวิตของตัวเองไปเรื่อยๆ เรียน ทำโปรเจกต์ ออกกำลังกาย ไปเที่ยว อยู่กับเพื่อน ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ จนกว่าจะมีใครสักคนเดินเข้ามาในชีวิตผม แล้วผมรู้สึกได้ว่า ครั้งนี้ผมไม่จำเป็นต้องวิ่งตามเขาเลย เพราะเขากำลังเดินมาหาผมเหมือนกัน
ขอบคุณที่อ่านกันจนจบนะครับ นี่ก็เป็นเรื่องราวทั้งหมดของผม จริงๆก็ไม่หมดหรอก มันมีรายละเอียดกว่านี้อีกเยอะ แต่ถ้าเล่าหมดกระทู้นี้คงยาวเกินไป 555 ใครอยากรู้รายละเอียดของความสัมพันธ์ไหนเป็นพิเศษ หรือมีอะไรสงสัยก็ถามกันได้ครับ เดี๋ยวถ้ามีโอกาสผมจะมาตอบและเล่าให้ฟัง