▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
เที่ยวต่างประเทศ
บันทึกนักเดินทาง
เที่ยวจีน
Backpack
สถานที่ท่องเที่ยวต่างประเทศ
[CR] เชียงใหม่บินตรง..เที่ยวฮ่องกง-เซินเจิ้น เมืองจีนเที่ยวเองง่ายๆ...by x-file
กับแกงค์เพื่อนสาว (เหลือน้อย) เพื่อนรัก เพื่อนเที่ยวที่เติบโตด้วยกันมาตั้งแต่อนุบาล ประถมมัธยม จนต่างคนต่างไปใช้ชีวิตและกลับมาเจอกันในช่วงที่ยังทำงานกันอยู่ ถ้าใครเป็นแฟนคลับของอิฉันจะรู้จักแกงค์สามป้าพาเที่ยวญี่ปุ่นในหลายๆทริปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา เตือนก่อนนะคะถ้าใครไม่ชอบกระทู้ที่มีรูปคนคือเจ้าของกระทู้เยอะๆกรุณาปิดกระทู้นี้ไปเลยนะคะ เพราะ Style x-file คืออิฉันจะเก็บไว้ให้ตัวเองและเพื่อนๆผู้สนใจที่จะมีมุมถ่ายรูปในสถานที่ต่างๆที่เราไปค่ะ และเราจะเก็บไว้ดูหนังหน้าของเราว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปหนังหน้าเราจะเปลี่ยนแปลงลงไปในระดับไหน แล้ว
เวลาช่างหมุนไปเร็วมาก เขียนเรื่องราวในพันทิปมากว่า 20 ปีแล้ว ยังเคยคิดว่าถึงจะอายุ 60 ก็ยังจะใส่ผ้าใบแบกเป้เที่ยวตราบใดที่ยังมีแรง สมัยอายุ 40 ยังนึกภาพคนอายุ 60 ว่าต้องผมหงอกร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงเหมือนที่เราเคยเห็นคนแก่ตอนเราเด็กๆ แต่พอถึงเวลาที่เกษียณจริงๆกลับไม่เหมือนอย่างที่เราคิด เพราะสมัยนี้คนเกษียณบางคนยังทำงานได้ ยังมีไฟเต็มเปี่ยม เหมือนคุณนาย Dtom เพื่อนของอิฉันที่นางเกษียณทิพย์มาเกือบ 3 ปีแล้วเจ้านายไม่ยอมให้เกษียณจึงยังทำงานขึ้นๆลงๆกรุงเทพเชียงใหม่อยู่จนถึงทุกวันนี้
และทริปนี้ก็เกิดขึ้นขณะที่เพื่อน 3 คนนั่งกินข้าวกันและเพื่อนเอ่ยว่าปลายเดือนมิถุนายนวันเกิดอยากจะไปเที่ยวที่ไหนดี ตอนแรกจะไปเขื่อนรัชประภา แต่อิฉันเพิ่งจะดูคนเขารีวิวเซินเจิ้นว่ามันมีที่น่าเที่ยว และไม่ใช่เมืองแห่งของก็อปอีกต่อไป ต้องไปให้เห็นกับตา และเชื่อไหมว่างบประมาณในการเที่ยวเมืองไทยกับฮ่องกง เซินเจิ้นนั้นใกล้เคียงกันมาก ปีที่แล้วเราไปเฉิงตู หวงหลง จิ่วไจ้โกวเราได้เห็นเมืองจีนยุคสมัยใหม่ที่ทันสมัย และคิดว่าเราจะต้องไปเที่ยวเมืองจีนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมีโอกาส เมื่อมีการเสนอและเพื่อนตอบสนองเราจึงจองตั๋วเครื่องบินกันวันนั้นเลย สมัยนี้เชียงใหม่ ฮ่องกงมีสายการบินที่บินตรงโดยไม่ต้องไปกรุงเทพ คือ Hong Kong Express ราคารวมน้ำหนักกระเป๋าก็ 10 ใบเทานิดๆ โดยกำหนดวันเดินทางคือ 25-29 มิถุนายน โดยจะฉลองวันเกิดให้เพื่อนคุณ Dtom ที่ฮ่องกง เราอยู่ที่ฮ่องกงปิดหัวท้าย อีกสองวันเราจะไปเที่ยวเซินเจิ้นโดยรถไฟความเร็วสูงจากฮ่องกง ใช้เวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น
เช้าวันที่ 25 มิถุนายน เราบินจากเชียงใหม่เวลาสิบโมงถึงฮ่องกงบ่ายแก่ๆ เวลาของฮ่องกงและจีนจะเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมงใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง 50 นาที อิฉันมาฮ่องกงก็หลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2562 เจ็ดปีที่แล้ว ความรู้สึกในวันฟ้าหม่นๆ ครึ้มฟ้าครึ้มฝนแบบนี้ ฮ่องกงที่เคยทำให้เราตื่นตาตื่นใจเมื่อได้มาสมัยก่อน ตอนนี้ความรู้สึกเปลี่ยนไปเหมือนเรามาเมืองเก่าๆที่แทบจะไม่มีอะไรใหม่ๆให้น่าค้นหาเลย
เรามา 3 คนเราก็จะประหยัดค่าโรงแรมที่หาร 3 และค่ารถจากสนามบินเมื่อหารสามเทียบกับลากกระเป่าขึ้นรถไฟจ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อย เราก็เลือกนั่งรถ Uber ให้ไปส่งถึงโรงแรมเลย โรงแรม BENITO อยู่ย่าน Tsim Sha Tsui ออก Exit B2 เดิน 50 เมตรก็ถึงโรงแรมเลย วันนี้เราจะนอนย่านนี้เพราะสะดวกในการเดินเที่ยวในสถานที่ไฮไลท์ของฮ่องกง เพราะคุณนายเอ๋เพื่อนของเรายังไม่เคยมาฮ่องกง เราจึงอยากจะพาเพื่อนไปเดินเล่นชมวิวอ่าววิกตอเรีย Avenue of Star
รถมาส่งถึงหน้าโรงแรม เช็คอินเรียบร้อยเราได้ที่พักชั้น 13 แถมห้อง 1303 อีกด้วย มีความสงสัยเลยถามพี่ Gemini ได้คำตอบว่า คนฮ่องกงและคนจีนจะเทน้ำหนักไปที่เลขสี่มากกาว่า เพราะอ่านออกเสียงว่าซี้ หรือตาย ทำให้ตึกในฮ่องกงและจีนเลือกที่จะข้ามชั้น 4, 14, 24 หรือเลขสี่ทั้งหมด ส่วนเลข 13 ไม่ใช่โชคลางของคนท้องถิ่น เป็นความเชื่อของคนฝั่งตะวันตก (Western Superstitiion) ไม่ใช่ความเชื่อของวัฒนธรรมจีน ดังนั้นคนฮ่องกงแท้ๆจึงไม่ได้ถือเรื่องเลข 13 ดังนั้นก็สบายใจได้ เราไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำก็นอนหลับสบาย แต่มีแปลกๆที่ รร.แห่งหนึ่งที่จิ่วไจ้โกวคือตอนนอนก็นอนเรียงกัน 3 คน แต่ละคนก็มุมใครมุมมัน อิฉันก็จะไถโซเชียลนอนหันหลังให้เพื่อนๆ ก็ได้ยินเสียงเพื่อนลุกไปเข้าห้องน้ำ นอนฟังเสียงก็เอ๊ะทำไมไม่ออกมาซักที ก็หันไปกำลังจะถามว่าใครเข้าห้องน้ำ แต่ภาพที่เห็นคือเพื่อนสองคนนอนหลับไปแล้วอยู่บนเตียงทั้งคู่ อ้าวแล้วเมื่อกี้เสียงใครเดินผ่านหลังเราไปเข้าห้องน้ำฟะ ไม่ได้การนอนดีกว่า ดังนั้นไปที่ไหนก็จะต้องสวดมนต์ก่อนนอนทุกครั้ง โรงแรมในต่างประเทศไม่น่ากลัวเท่าโรงแรมในประเทศไทย เพราะในไทยกุ๊กกู๋พูดกับเรารู้เรื่อง อิอิ
หลังจากเช็คอินแล้วเราก็มาเดินสำรวจรอบๆที่พัก หาของกินเพราะนี่ก็บ่ายแก่ๆสามโมงกว่าๆแล้ว หาอะไรง่ายๆกินกันก่อนคือบะหมี่เกี๊ยวตำหรับฮ่องกง และคุณเพื่อนกินข้าวกับหมูสามชั้นมันส์พะย่ะค่ะ สำรวจราคาอาหารที่ฮ่องกงเรากิน 1 มื้อก๋วยต๋งก๋วยเตี๋ยวก็ต้องกำเงิน 3 ใบแดงเป็นอย่างน้อย ดัชนีราคาข้าวกระเพราไข่ดาวอยู่ที่ 400 บาทไทย อิฉันจึงรู้สึกรักเมืองไทยขึ้นมาทันทีเพราะข้าวกระเพราบ้านเรามีอยู่ทุกหัวมุมถนน สนนราคากินที่ฮ่องกง 1 จานจ่ายเท่ากับกินที่บ้านเราได้ 8 จาน ใครอยากย้ายประเทศก็เชิญเลยจ้า
อิ่มจากกินข้าวก็ต้องไปชิมเครื่องดื่มที่เขาว่าอร่อยที่ร้าน Hey Tea จากนั้นเราก็เดินลัดเลาะถนนนาธานไปทางอ่าววิกตอเรียเพื่อไปชมวิวอ่าววิกตอเรียยามเย็นที่จุดชมวิวบนตึก K11 MUSEA
สมัยก่อนที่เรามายังไม่มีตึกนี้ แต่ปัจจุบัน K11 MUSEA เป็นห้างสรรพสินค้าและศูนย์รวมความหลากหลายทางวัฒนธรรม ของฮ่องกง VICTORIA DOCKSIDE โครงการสุดตระการตา บนพื้นที่กว่า 280,000 ตรม. ของ K11 GROUP โดย เอเดรียน เฉิง ทายาทรุ่น 3 ของ New World Development บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของฮ่องกง ห้างนี้ได้ชื่อว่าเป็นซิลิคอนวัลเลย์ทางวัฒนธรรม การออกแบบตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมสุดล้ำ Gold Ball บอลกระจกขนาดยักษ์พร้อมตาข่ายสามเหลี่ยมสีทอง สามารถสร้างโปรแกรม เอฟเฟคหลากหลายให้แสงแตกต่างกันอย่างไม่เคยมีมาก่อนในฮ่องกง ชั้น 7 ของK11 ยังมีจุดชมวิวอ่าววิกตอเรียอีกด้วย
แต่วันนี้ครึ้มฟ้าครึ้มฝน ยังไม่เห็นพระอาทิตย์เลย รอจนเริ่มมืดเราก็ลงมาเดิน Avenue of Stars ที่เป็นถนนสำหรับคนเดินเป็นแนวยาวไปจนถึงท่าเรือ Ferry เพื่อรอชม A Symphony of Lights ซึ่งเป็นการแสดงแสงสีเสียงให้ชมฟรีทุกวันในเวลาสองทุ่มใช้เวลาประมาณ 10 นาที
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้