IQ VS EQ ในการลงทุน : โลกในมุมมองของ Value Investor ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ความก้าวหน้าของ AI ในการคิด วิเคราะห์ และประเมินมูลค่าพื้นฐานของตัวหุ้นหรือทรัพย์สินอย่างอื่นอีกมากมายในการลงทุนนั้น ไม่ต้องสงสัยว่ากำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ และในไม่ช้าก็คงจะเหนือกว่าคนที่เก่งมากระดับ “เซียน” นอกจากนั้น มันยังทำได้เร็วมากซึ่งทำให้สามารถค้นหาหุ้นได้ทั้งตลาดและทั่วโลกเหมือน “ตะแกรง” ที่จะ “ร่อนหุ้น” ให้เหลือแต่หุ้นตัวที่ดี ๆ มีศักยภาพที่จะเติบโตและทำกำไรให้กับเราได้ถ้าเราเลือกซื้อลงทุน

แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น ลองมาดูศาสตร์และศิลป์ของการลงทุนแนว “VI” ที่เราศึกษาและปฏิบัติมานานและสำหรับหลาย ๆ คน นำมาใช้ในการลงทุนจนร่ำรวยมาแล้วว่ามันมีอะไรบ้าง และอนาคตมันจะไปทางไหน เพื่อที่จะสามารถบอกได้ว่าการใช้ AI ในการลงทุนจะประสบความสำเร็จหรือไม่

ข้อสรุปอย่างสั้นที่สุดก็คือ “ศาสตร์” ของการลงทุนหรือการเลือกตัวหุ้นหรือหลักทรัพย์นั้น ต้องอาศัยความรู้ทางด้านการเงิน การค้นหาข้อมูล และการวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล ดังนั้น คนที่จะทำได้ดีต้องมี “IQ” ค่อนข้างสูง

แต่นั่นยังไม่พอ เพราะการลงทุนแบบ VI นั้น ยังต้องการ “แนวความคิด” ในการลงทุนที่ถูกต้อง และต้องมีอารมณ์ที่มั่นคงในการถือหุ้นที่ลงทุนไว้แล้ว ตัวอย่างของศิลปะเหล่านี้ก็เช่น เรื่องของการทำใจไม่ให้โลภหรือกลัวในภาวะที่ตลาดผันผวนหนัก หรือความใจเย็นอดทนรอได้ในยามที่สถานการณ์ยังไม่เป็นไปตามที่คาด เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของ “EQ” ของนักลงทุนที่จะต้องค่อนข้างสูงถ้าจะประสบความสำเร็จ

ลองมาดู IQ ของ 10 “เซียนหุ้นระดับโลก” ซึ่งผมจะวัดจากการศึกษาของพวกเขาซึ่งน่าจะบอกถึง IQ อย่างคร่าว ๆ ได้ดังต่อไปนี้

1) วอเร็น บัฟเฟตต์ ตอนเรียนปริญญาตรีสอบเข้าคณะบริหารธุรกิจ “วาร์ตัน U of Penn” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยด้านธุรกิจระดับท็อป ๆ ของโลก แต่เรียนเพียง 2 ปี ก็ย้ายกลับบ้านมาเรียนที่มหาวิทยาลัยเนบราสก้า แล้วไปเรียนต่อปริญญาโทที่โคลัมเบีย เพราะเบน เกรแฮม สอนอยู่
2) เบน เกรแฮม เรียนจบแค่ปริญญาตรีที่โคลัมเบีย แต่ด้วยความสามารถบางอย่างเขากลับได้รับเชิญให้ไปสอนชั้นเรียนของคณะบริหารธุรกิจปริญญาโทของโคลัมเบียซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก
3) ชาลี มังเกอร์ เรียนปริญญาตรีด้านคณิตศาสตร์ที่ U of Michigan แต่ลาออกตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วไปได้ประกาศนียบัตรทางด้านดาราศาสตร์ที่ Caltech ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับท็อป ๆ ของโลกด้านวิทยาศาสตร์ และสุดท้ายกลับไปได้ปริญญาทางด้านกฎหมายที่ฮาร์วาร์ดด้วยเกียรตินิยมทั้ง ๆ ที่ไม่เคยจบปริญญาตรี
4) ปีเตอร์ ลินช์ จบปริญญาตรีบริหารธุรกิจที่บอสตันคอลเลจ และ MBA ที่วาร์ตัน ซึ่งเป็นยูดังระดับโลกทั้งคู่
5) เซอร์ จอห์น เทมเปิลตัน เรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Yale ซึ่งเป็น “Ivy Leage U” หรือกลุ่มมหาวิทยาลัยเก่าแก่ระดับสูงสุดของสหรัฐ ด้วยคะแนนเกือบสูงที่สุดในรุ่น และเรียนต่อมหาวิทยาลัย Oxford ในสาขากฎหมายด้วยทุน “Rhode Scholar” ที่ทรงเกียรติมากที่สุดในโลกทุนหนึ่ง
6) Seth Klarman จบเศรษฐศาสตร์ปริญญาตรีจาก Cornell ด้วยเกียรตินิยม และต่อ MBA ที่ฮาร์วาร์ดด้วยทุน Baker ซึ่งคนที่ได้รับต้องเป็นระดับท็อปเท่านั้น
7) Howard Marks จบปริญญาตรีเกียรตินิยมทางด้านการเงินจากวาร์ตันและไปต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยชิคาโก
8 ) Walter Schloss ศิษย์เบนเกรแฮมรุ่นแรก ๆ และรุ่นเดียวกับบัฟเฟตต์ ที่มีการศึกษาแปลกมากคือ ไม่เคยเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่เข้าเรียนคอร์สของเบน เกรแฮม ที่โคลัมเบียแล้วต่อมาทำงานกับเบนที่บริษัทบริหารกองทุน Graham-Newman
9) Joel Greenblatt ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นคนที่ทำ “Magic Formula” หรือโมเดลที่ใช้เลือกหุ้นโดยใช้สูตรแบบ VI คัดกรองหุ้นที่สามารถเอาชนะการลงทุนแบบอื่นสูงมาก และก็เช่นเดียวกับอีกหลายคน เขาจบปริญญาตรีจากวาร์ตันด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่งและจบ MBA ที่ U of Penn เช่นเดียวกัน
10) ฟิลิป ฟิชเชอร์ จบแสตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยดังระดับโลกและเป็น ไอวีลีก ในระดับปริญญาตรีและเรียนต่อโท แต่ลาออกไปก่อน

โดยรวมแล้ว ทั้ง 10 “เซียน VI” นั้นเรียนมหาวิทยาลัยระดับไอวีลีกถึง 8 คน เรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์หรือบริหารธุรกิจ 5 คน จบกฎหมาย 2 คน และ 1 คน ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยเลย ซึ่งทั้งหมดนั้น ผมคิดว่าต้องเป็นคนที่มี IQ สูงแน่นอน รวมถึงวอลเตอร์ สล็อสที่เป็นข้อยกเว้นเรื่องการเรียน

พูดถึงเรื่องนี้ ผมยังจำได้ว่าสมัยที่ผมได้ทุนไปทัวร์สหรัฐเป็นเวลา 45 วัน ในฐานะ “ผู้นำนักศึกษาแห่งเอเซีย” เมื่อเกือบ 50 ปีมาแล้ว หัวหน้าทัวร์ถามกลุ่มนักศึกษาว่า ใครเป็น “ลูกคนโต” ในจำนวน 10 คน มีคนยกมือถึง 7-8 คน แล้วถามว่าใครเป็น “คนสุดท้อง” ซึ่งมีอยู่คนเดียวคือผม นั่นคือในยุคที่ครอบครัวมีลูกกันเฉลี่ยประมาณ 5-6 คน ดังนั้น ในสังคมโดยรวมแล้ว ลูกคนโตกับลูกคนสุดท้องจึงเป็น “คนส่วนน้อย” แต่การที่มาปรากฏตัวในกลุ่มลูกทัวร์จึงเป็นเรื่องแปลก

หลังจากนั้น หัวหน้าทัวร์จึงเฉลยว่า การเป็นลูกคนโตนั้น ในทางจิตวิทยาถือว่าเป็นคนที่มีโอกาสจะเป็น “ผู้นำ” สูงกว่าลูกในลำดับอื่นมาก เพราะลูกคนโตเห็นและทำตามพ่อแม่มากกว่าลูกคนรอง ๆ นอกจากนั้น ลูกคนโตยังมักจะต้องดูแลน้อง ๆ ดังนั้น พวกเขาถูกสอนให้เป็นผู้นำโดยธรรมชาติ ในขณะที่ลูกคนสุดท้องนั้น มักจะเป็น “ผู้ตาม” เสมอ

แต่เขาก็รีบหันมาทางผมและพูดต่อทันทีว่า แต่อย่าเสียใจว่าคุณไม่ใช่ลูกคนโตหรือไม่ได้เป็นผู้นำจริง ๆ ลูกคนสุดท้องแต่เป็น “ผู้นำ” นั้น เป็นคน “พิเศษ” และคงเป็นคนที่สามารถพัฒนาทักษะได้ด้วยตนเอง สามารถเอาชนะ ความลำเอียงตามธรรมชาติได้ ดังนั้น “You are special” ผมก็ยิ้มสิครับ
และนั่นก็จบเรื่องของ IQ กับการลงทุน

เรื่องของ EQ นั้น คือเรื่องที่ต่อจาก IQ นั่นก็คือ เรามักใช้ IQ ในการเลือกหุ้น แต่หลังจากเลือกและซื้อแล้ว การถือหุ้นต่อไปมักจะขึ้นอยู่กับ EQ แม้ว่า VI จำนวนมากอาจจะเถียงว่าขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ว่าราคาหุ้นและพื้นฐานจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ถ้าหุ้นขึ้นไปสูงกว่าพื้นฐานแล้วก็ขาย หรือถ้าพื้นฐานแย่ลงก็จะขาย เป็นต้น และสิ่งเหล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับ IQ ของเราอยู่ดี แต่ในความเป็นจริง มันอาจจะไม่ใช่

ตลาดหุ้นเกิดปั่นป่วน ราคาตกลงมาแรงทุกตัว เราอาจจะตกใจ รีบขายหุ้นไปก่อน หรือมีข่าวที่มากระทบรุนแรง AI จะมาทำลายหรือ Disrupt ธุรกิจของบริษัทที่เราถือหุ้น รีบขายก่อน ตอนนี้หุ้นขึ้นไป ต้องรีบ “เท็คโปรฟิต” หรือ “กลัวตกรถ” สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เราไม่สามารถตัดสินใจหรือวิเคราะห์ได้ถูกต้อง บางทีมากกว่าพื้นฐานทางวิชาการด้วยซ้ำ และดังนั้น VI โดยเฉพาะที่จะเป็น “เซียน” ได้ จะต้องมี EQ ที่ดีสุดยอดหรือดีกว่าความสามารถที่ใช้ IQ ด้วยซ้ำ
ต่อไปนี้คือ EQ หรือความสามารถด้านอารมณ์ที่ผมคิดว่าจำเป็นสำหรับ VI ที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งแน่นอนว่าเซียนทั้งหมดที่กล่าวถึงนั้นน่าจะมี EQ สูงมาก ตัวอย่างเช่น

1) อดทนหรือทนรอได้ ไม่รีบซื้อหุ้นถ้ายังไม่เจอตัวที่ดีหรือชัวร์จริง ๆ บัฟเฟตต์เปรียบเทียบว่าเขาจะรอซื้อหุ้นคล้ายพิชเชอรที่จะตีลูกเบสบอลที่ขว้างเข้ามาอยู่ในมุมที่ตีง่ายที่สุด ถ้ายังไม่เจอก็รอต่อไปเรื่อย ๆ เพราะหุ้นไม่เหมือนเบสบอลที่ถ้าไม่ตี 3 ครั้งจะเสียแต้ม
2) กล้าสวนกระแสคนอื่น ไม่ว่ากระแสนั้นจะแรงแค่ไหน เช่น ทุกคนกำลังเล่นหุ้น AI เราไม่เอา หรือคนอื่นกำลังลงทุนในทองหรือคริปโต เราไม่สน ใคร ๆ เขากำลังทำเงิน เราอยู่เฉย ๆ ได้
3) เวลาคนอื่นโลภ เรากลัว เวลาคนอื่นกลัว เราโลภ แต่นี่ก็ต้องไม่ใช่ทุกครั้ง เราต้องใช้ IQ ประกอบด้วยว่าสมควรโลภหรือสมควรกลัว
4) กล้าที่จะบอกว่า “ผมไม่รู้” วิเคราะห์ไม่เป็น หรือยอมรับว่า IQ ไม่ถึง ธุรกิจมันซับซ้อนเกินไป โอกาสคิดผิดหรือคิดถูก 50-50 เราต้อง “ Say No” หรืออยู่เฉย ๆ
5) ความสามารถในการถือเงินสดไว้เฉย ๆ เป็นเวลาหลายปี มองคนอื่นทำเงินง่าย ๆ อย่างรวดเร็วซ้ำแล้วซ้ำเล่า –แบบบัฟเฟตต์ หรือก็คือ ยอมตกรถดีกว่ารถอาจจะคว่ำ
6) สุดท้าย รักษาวินัยในการลงทุนอย่างมั่นคง เช่น การกระจายการถือหุ้นให้เพียงพอ ไม่ถือหุ้นตัวเดียวมากเกินกำหนด เป็นต้น เพื่อป้องกันหายนะแม้ว่าโอกาสจะต่ำมาก
ข้อสรุปสุดท้ายก็คือ การประสบความสำเร็จในการลงทุนแบบ VI จำเป็นที่จะต้องมีทั้ง IQ และ EQ ในระดับหนึ่ง ยิ่งมีมากก็ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม อนาคตที่ AI สามารถเข้ามาทำงานแทนเรามากขึ้นโดยเฉพาะทางด้านของ IQ การมี IQ สูงก็อาจจะไม่จำเป็นเท่ากับการมี EQ สูง ซึ่งผมคิดว่า AI ไม่สามารถทำแทนได้


29 ส.ค 2569
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่