KEY POINTS
EGCO (บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +17.54% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 5.08% (ปี 2566), 5.56% (ปี 2567), และ 5.70% (ปี 2568)
PTT (บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +25.78% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 5.59% (ปี 2566), 6.30% (ปี 2567), และ 6.62% (ปี 2568)
PTTEP (บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +28.76% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 6.19% (ปี 2566), 7.98% (ปี 2567), และ 8.52% (ปี 2568)
RATCH (บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +27.97% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 5.08% (ปี 2566), 5.33% (ปี 2567), และ 5.42% (ปี 2568)
SUSCO (บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +22.12% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 6.84% (ปี 2566), 13.79% (ปี 2567), และ 10.06% (ปี 2568)
TOP (บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +72.92% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 6.88% (ปี 2566), 12.04% (ปี 2567), และ
แม้"ตลาดหุ้นไทย"ยังเผชิญความผันผวน แต่ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางตลาด ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงวิสัยทัศน์ในเวที Thailand Focus 2026 โดยตั้งเป้าหมายผลักดันดัชนีหุ้นไทยแตะ 2,000 จุด พร้อมเดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตเกิน 3%
ท่ามกลางความหวังการฟื้นตัวของตลาด กลุ่มพลังงานยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทยด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากราคาหุ้นควบคู่กับเงินปันผล หรือ “กำไรหุ้นบวกปันผล” ได้ทั้งสองทาง "กรุงเทพธุรกิจ" ขออาสาพาเปิดลิสต์ 7 หุ้นพลังงานเด่นที่ราคาหุ้น YTD ให้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 10% และมี Dividend Yield หรือเงินปันผลมากกว่า 5% ต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
1.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) PTT
คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
มาร์เก็ตแคป 1,149,661 ล้านบาท
เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 6.62%
เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 6.30%
เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 5.59%
ราคา YTD อยู่ที่ +25.78%
กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 78,263 ล้านบาท
รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 1,568,600 ล้านบาท
สุพพตา ศรีสุข, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของ PTT ในปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น จากต้นทุนก๊าซที่ลดลงตามโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ และปริมาณขายก๊าซที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาก๊าซ LNG ที่สูงขึ้นอาจจำกัดการลดลงของต้นทุนบางส่วน
ขณะที่การเจรจากับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลกเพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีการทบทวนตามสถานการณ์ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ นอกจากนี้ กลุ่ม PTT เดินหน้าโครงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยคงเป้าหมายเพิ่ม EBITDA ราว 2 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2570 พร้อมเดินหน้า Asset Monetization ตั้งเป้าหมาย 1 แสนล้านบาทในช่วงปี 2568-2570
ทั้งนี้ ฐานกำไรที่มั่นคงจากธุรกิจก๊าซจะช่วยลดความผันผวนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ สนับสนุนความสามารถในการจ่ายเงินปันผลและรักษา Dividend Yield ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยบัวหลวงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” PTT ราคาเป้าหมาย 47 บาท
2.) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) PTTEP
มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
มาร์เก็ตแคป 577,633 ล้านบาท
เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 8.52%
เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 7.98%
เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 6.19%
ราคา YTD อยู่ที่ +28.76%
กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 39,032 ล้านบาท
รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 176,756 ล้านบาท
ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรปกติของ PTTEP ในไตรมาส 3/2569 มีโอกาสชะลอตัวจากไตรมาสก่อน จากการปิดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตในอ่าวไทยและโครงการในมาเลเซีย รวมถึงรอบส่งมอบน้ำมันจากแอลจีเรียที่ลดลง คาดปริมาณขายอยู่ที่ 525 kboed ขณะที่ไตรมาส 4/2569 ปริมาณขายมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังไม่กลับสู่ระดับไตรมาส 2/2569 เนื่องจากยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวการซ่อมบำรุงโครงการในมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2569 คิดเป็น 57% ของประมาณการทั้งปี ทำให้หยวนต้าคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 6.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน สะท้อนผลประกอบการที่ยังแข็งแกร่ง พร้อม ROE ราว 14% และฐานะการเงินมั่นคง โดยมี IBD/E เพียง 0.3 เท่า ณ ไตรมาส 2/2569 ขณะที่คาด Dividend Yield ปี 2569 อยู่ที่ 6.1%
นอกจากนี้ PTTEP ยังมีความน่าสนใจในฐานะหุ้น Hedging หากสถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดและยืดเยื้อกว่าคาด ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันมี Upside โดยทุกการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบกำไรราว 1,000 ล้านบาทต่อปี และราคาเหมาะสมราว 1.60 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้ คาดราคาหุ้นจะได้รับปัจจัยหนุนจากผลประกอบการ 2Q26 ที่แข็งแกร่งและเงินปันผลงวดครึ่งปีแรกที่คาดให้ Dividend Yield ราว 3% โดยหยวนต้าคงคำแนะนำ “TRADING” ราคาเหมาะสม 164 บาทต่อหุ้น
3.) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP
พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
มาร์เก็ตแคป 139,056 ล้านบาท
เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 5.28%
เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 12.04%
เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 6.88%
ราคา YTD อยู่ที่ +72.92%
กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 27,765 ล้านบาท
รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 261,086 ล้านบาท
ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไตรมาส 3/2569 ยังได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัว หลังสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ สต็อกน้ำมันทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ และโรงกลั่นในรัสเซียและตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากการโจมตี ขณะที่ไตรมาส 4/2569 คาดค่าการกลั่นชะลอลงตามสถานการณ์สงครามที่คลี่คลาย แต่ยังอยู่สูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากกำลังการผลิตที่ได้รับผลกระทบยังไม่กลับมาเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 ยังมีความไม่แน่นอนจากต้นทุนจัดหาน้ำมันที่เร่งตัวขึ้นตามความตึงเครียดของสงคราม ความเสี่ยงขาดทุนสต็อกหากสถานการณ์คลี่คลาย รวมถึงนโยบายลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นและมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันของภาครัฐ โดยหยวนต้าคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้รวมผลขาดทุนสต็อกบางส่วนไว้แล้ว
ทั้งนี้ ราคาหุ้นปรับขึ้นราว 40% ในไตรมาส 3/2569 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่แข็งแกร่งไปพอสมควร จึงคงคำแนะนำ “TRADING” ราคาเหมาะสม 70 บาท อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นยังมีปัจจัยหนุนจากคาดการณ์เงินปันผลระหว่างกาลสูง โดยเบื้องต้นคาด DPS งวดครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่ 1.90 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 2.9% ขณะที่ระยะกลางปี 2570-2571 ยังมีปัจจัยบวกจากการทยอย COD โครงการ CFP
4.) บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) RATCH
นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่
มาร์เก็ตแคป 82,106 ล้านบาท
เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 5.42%
เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 5.33%
เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 5.08%
ราคา YTD อยู่ที่ +27.97%
กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 2,628 ล้านบาท
รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 23,206 ล้านบาท
ณัชพล แพรสีเจริญ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เบื้องต้นคาดกำไรปกติของ RATCH ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,400-1,600 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อน รับแรงหนุนจากรายได้โรงไฟฟ้า RG และโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ที่เพิ่มขึ้น หลังไม่มีการปิดซ่อมบำรุงราว 22 วัน และ 21 วัน ตามลำดับ รวมถึงค่าใช้จ่าย SG&A ที่ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่กำไรปกติมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบโรงไฟฟ้า RG ที่หมดสัญญา PPA ในเดือน ต.ค. 2568 และปริมาณน้ำในลาวที่ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ
ด้านมุมมองการลงทุน หยวนต้าคงราคาเหมาะสมสิ้นปี 2569 ที่ 32 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับขึ้น 28% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ได้สะท้อนโอกาสต่ออายุสัญญา PPA ของโรงไฟฟ้า RG ไปมากแล้ว ขณะที่ปัจจุบัน RATCH ยังมีโรงไฟฟ้า RG อีก 3 หน่วยผลิตที่เตรียมหมดอายุในปี 2570
อย่างไรก็ตาม มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการและราคาเหมาะสม หากมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการต่ออายุโรงไฟฟ้า RG และการชนะประมูลโครงการใหม่ตามแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือน ก.ย. และเริ่มใช้ได้ช่วงปลายปีนี้ โดยยังคงคำแนะนำ “TRADING”
5.) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) EGCO
ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่
มาร์เก็ตแคป 70,546 ล้านบาท
เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 5.70%
เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 5.56%
เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 5.08%
ราคา YTD อยู่ที่ +17.54%
กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 1,538 ล้านบาท
รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 18,526 ล้านบาท
ธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า คาดกำไรปกติของ EGCO ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,000-1,200 ล้านบาท ฟื้นตัวทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อนจากฐานกำไรที่อยู่ในระดับต่ำ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาวและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ รวมถึงการรับรู้ค่าความพร้อมจ่ายในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ/MW/วัน ได้เต็มไตรมาส และการกลับมาเดินเครื่องตามปกติของโรงไฟฟ้าถ่านหิน QPL ในฟิลิปปินส์ หลังปีก่อนอยู่ระหว่างปิดซ่อมบำรุงเพื่อเตรียมกลับมาขายไฟฟ้าตามสัญญาฉบับใหม่ในช่วงไตรมาส 4/2568
สำหรับการขายสัดส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้าบ้านโป่งและคลองหลวงรวม 49% ซึ่งทำให้ EGCO เหลือสัดส่วนถือหุ้น 51% หรือคิดเป็นกำลังผลิตรวม 162 MWe คาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จและบริษัทจะรับรู้กำไรพิเศษจากการขายโครงการภายในช่วงครึ่งหลังปี 2569
อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นราคาหุ้น EGCO ยังมีโอกาสถูกกดดันจากผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่คาดว่าจะออกมาต่ำกว่าคาด และอาจทำให้ตลาดปรับลดประมาณการกำไรลง แต่หยวนต้ามองว่าราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวในระยะกลางถึงยาว หลังผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดของปีและกลับมาฟื้นตัวทั้งครึ่งหลังปี 2569 และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่คาดว่าจะได้รับเงินปันผลราว 6.50 บาทต่อหุ้นต่อปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% ซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านพื้นฐาน
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” EGCO โดยให้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2570 ที่ 187 บาทต่อหุ้น ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำรอเข้าสะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว
เปิดลิสต์ 7 หุ้นพลังงาน สุดแกร่ง ปันผลเกิน 5% ติดต่อ3 ปีซ้อน ราคาวิ่งแรง YTD พุ่งทะลุ 10%
KEY POINTS
EGCO (บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +17.54% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 5.08% (ปี 2566), 5.56% (ปี 2567), และ 5.70% (ปี 2568)
PTT (บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +25.78% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 5.59% (ปี 2566), 6.30% (ปี 2567), และ 6.62% (ปี 2568)
PTTEP (บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +28.76% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 6.19% (ปี 2566), 7.98% (ปี 2567), และ 8.52% (ปี 2568)
RATCH (บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +27.97% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 5.08% (ปี 2566), 5.33% (ปี 2567), และ 5.42% (ปี 2568)
SUSCO (บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +22.12% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 6.84% (ปี 2566), 13.79% (ปี 2567), และ 10.06% (ปี 2568)
TOP (บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)): ราคาหุ้น YTD +72.92% และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน 3 ปีติดต่อกันที่ 6.88% (ปี 2566), 12.04% (ปี 2567), และ
แม้"ตลาดหุ้นไทย"ยังเผชิญความผันผวน แต่ท่ามกลางมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางตลาด ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงวิสัยทัศน์ในเวที Thailand Focus 2026 โดยตั้งเป้าหมายผลักดันดัชนีหุ้นไทยแตะ 2,000 จุด พร้อมเดินหน้า 3 ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตเกิน 3%
ท่ามกลางความหวังการฟื้นตัวของตลาด กลุ่มพลังงานยังเป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทยด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากราคาหุ้นควบคู่กับเงินปันผล หรือ “กำไรหุ้นบวกปันผล” ได้ทั้งสองทาง "กรุงเทพธุรกิจ" ขออาสาพาเปิดลิสต์ 7 หุ้นพลังงานเด่นที่ราคาหุ้น YTD ให้ผลตอบแทนไม่ต่ำกว่า 10% และมี Dividend Yield หรือเงินปันผลมากกว่า 5% ต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา
1.) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) PTT
คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
มาร์เก็ตแคป 1,149,661 ล้านบาท
เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 6.62%
เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 6.30%
เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 5.59%
ราคา YTD อยู่ที่ +25.78%
กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 78,263 ล้านบาท
รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 1,568,600 ล้านบาท
สุพพตา ศรีสุข, IAA นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของ PTT ในปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น จากต้นทุนก๊าซที่ลดลงตามโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ และปริมาณขายก๊าซที่เพิ่มขึ้น แม้ราคาก๊าซ LNG ที่สูงขึ้นอาจจำกัดการลดลงของต้นทุนบางส่วน
ขณะที่การเจรจากับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลกเพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีการทบทวนตามสถานการณ์ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปีนี้ นอกจากนี้ กลุ่ม PTT เดินหน้าโครงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ โดยคงเป้าหมายเพิ่ม EBITDA ราว 2 หมื่นล้านบาทในปี 2569 และ 3 หมื่นล้านบาทในปี 2570 พร้อมเดินหน้า Asset Monetization ตั้งเป้าหมาย 1 แสนล้านบาทในช่วงปี 2568-2570
ทั้งนี้ ฐานกำไรที่มั่นคงจากธุรกิจก๊าซจะช่วยลดความผันผวนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ สนับสนุนความสามารถในการจ่ายเงินปันผลและรักษา Dividend Yield ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยบัวหลวงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” PTT ราคาเป้าหมาย 47 บาท
2.) บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) PTTEP
มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
มาร์เก็ตแคป 577,633 ล้านบาท
เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 8.52%
เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 7.98%
เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 6.19%
ราคา YTD อยู่ที่ +28.76%
กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 39,032 ล้านบาท
รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 176,756 ล้านบาท
ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า แนวโน้มกำไรปกติของ PTTEP ในไตรมาส 3/2569 มีโอกาสชะลอตัวจากไตรมาสก่อน จากการปิดซ่อมบำรุงแหล่งผลิตในอ่าวไทยและโครงการในมาเลเซีย รวมถึงรอบส่งมอบน้ำมันจากแอลจีเรียที่ลดลง คาดปริมาณขายอยู่ที่ 525 kboed ขณะที่ไตรมาส 4/2569 ปริมาณขายมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังไม่กลับสู่ระดับไตรมาส 2/2569 เนื่องจากยังอยู่ในช่วงคาบเกี่ยวการซ่อมบำรุงโครงการในมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิครึ่งแรกปี 2569 คิดเป็น 57% ของประมาณการทั้งปี ทำให้หยวนต้าคงประมาณการกำไรปี 2569 ที่ 6.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน สะท้อนผลประกอบการที่ยังแข็งแกร่ง พร้อม ROE ราว 14% และฐานะการเงินมั่นคง โดยมี IBD/E เพียง 0.3 เท่า ณ ไตรมาส 2/2569 ขณะที่คาด Dividend Yield ปี 2569 อยู่ที่ 6.1%
นอกจากนี้ PTTEP ยังมีความน่าสนใจในฐานะหุ้น Hedging หากสถานการณ์ตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดและยืดเยื้อกว่าคาด ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันมี Upside โดยทุกการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมัน 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะกระทบกำไรราว 1,000 ล้านบาทต่อปี และราคาเหมาะสมราว 1.60 บาทต่อหุ้น
ทั้งนี้ คาดราคาหุ้นจะได้รับปัจจัยหนุนจากผลประกอบการ 2Q26 ที่แข็งแกร่งและเงินปันผลงวดครึ่งปีแรกที่คาดให้ Dividend Yield ราว 3% โดยหยวนต้าคงคำแนะนำ “TRADING” ราคาเหมาะสม 164 บาทต่อหุ้น
3.) บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) TOP
พงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่
มาร์เก็ตแคป 139,056 ล้านบาท
เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 5.28%
เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 12.04%
เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 6.88%
ราคา YTD อยู่ที่ +72.92%
กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 27,765 ล้านบาท
รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 261,086 ล้านบาท
ปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ส่วนต่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไตรมาส 3/2569 ยังได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัว หลังสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ สต็อกน้ำมันทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ และโรงกลั่นในรัสเซียและตะวันออกกลางได้รับความเสียหายจากการโจมตี ขณะที่ไตรมาส 4/2569 คาดค่าการกลั่นชะลอลงตามสถานการณ์สงครามที่คลี่คลาย แต่ยังอยู่สูงกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากกำลังการผลิตที่ได้รับผลกระทบยังไม่กลับมาเต็มที่
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 ยังมีความไม่แน่นอนจากต้นทุนจัดหาน้ำมันที่เร่งตัวขึ้นตามความตึงเครียดของสงคราม ความเสี่ยงขาดทุนสต็อกหากสถานการณ์คลี่คลาย รวมถึงนโยบายลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นและมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันของภาครัฐ โดยหยวนต้าคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 3.1 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้รวมผลขาดทุนสต็อกบางส่วนไว้แล้ว
ทั้งนี้ ราคาหุ้นปรับขึ้นราว 40% ในไตรมาส 3/2569 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่แข็งแกร่งไปพอสมควร จึงคงคำแนะนำ “TRADING” ราคาเหมาะสม 70 บาท อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นยังมีปัจจัยหนุนจากคาดการณ์เงินปันผลระหว่างกาลสูง โดยเบื้องต้นคาด DPS งวดครึ่งปีแรกของปี 2569 ที่ 1.90 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 2.9% ขณะที่ระยะกลางปี 2570-2571 ยังมีปัจจัยบวกจากการทยอย COD โครงการ CFP
4.) บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) RATCH
นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่
มาร์เก็ตแคป 82,106 ล้านบาท
เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 5.42%
เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 5.33%
เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 5.08%
ราคา YTD อยู่ที่ +27.97%
กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 2,628 ล้านบาท
รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 23,206 ล้านบาท
ณัชพล แพรสีเจริญ นักกลยุทธ์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เบื้องต้นคาดกำไรปกติของ RATCH ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,400-1,600 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อน รับแรงหนุนจากรายได้โรงไฟฟ้า RG และโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ที่เพิ่มขึ้น หลังไม่มีการปิดซ่อมบำรุงราว 22 วัน และ 21 วัน ตามลำดับ รวมถึงค่าใช้จ่าย SG&A ที่ลดลงตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่กำไรปกติมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน จากผลกระทบโรงไฟฟ้า RG ที่หมดสัญญา PPA ในเดือน ต.ค. 2568 และปริมาณน้ำในลาวที่ลดลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าปกติ
ด้านมุมมองการลงทุน หยวนต้าคงราคาเหมาะสมสิ้นปี 2569 ที่ 32 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับขึ้น 28% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ได้สะท้อนโอกาสต่ออายุสัญญา PPA ของโรงไฟฟ้า RG ไปมากแล้ว ขณะที่ปัจจุบัน RATCH ยังมีโรงไฟฟ้า RG อีก 3 หน่วยผลิตที่เตรียมหมดอายุในปี 2570
อย่างไรก็ตาม มีโอกาสปรับเพิ่มประมาณการและราคาเหมาะสม หากมีความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับการต่ออายุโรงไฟฟ้า RG และการชนะประมูลโครงการใหม่ตามแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในเดือน ก.ย. และเริ่มใช้ได้ช่วงปลายปีนี้ โดยยังคงคำแนะนำ “TRADING”
5.) บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) EGCO
ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่
มาร์เก็ตแคป 70,546 ล้านบาท
เงินปันผลปี 2568 อยู่ที่ 5.70%
เงินปันผลปี 2567 อยู่ที่ 5.56%
เงินปันผลปี 2566 อยู่ที่ 5.08%
ราคา YTD อยู่ที่ +17.54%
กำไร 6 เดือน ปี 2569 ที่ 1,538 ล้านบาท
รายได้ 6 เดือน ปี 2569 ที่ 18,526 ล้านบาท
ธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า คาดกำไรปกติของ EGCO ในไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 1,000-1,200 ล้านบาท ฟื้นตัวทั้งจากไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อนจากฐานกำไรที่อยู่ในระดับต่ำ โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในลาวและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ รวมถึงการรับรู้ค่าความพร้อมจ่ายในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นเป็น 329 ดอลลาร์สหรัฐฯ/MW/วัน ได้เต็มไตรมาส และการกลับมาเดินเครื่องตามปกติของโรงไฟฟ้าถ่านหิน QPL ในฟิลิปปินส์ หลังปีก่อนอยู่ระหว่างปิดซ่อมบำรุงเพื่อเตรียมกลับมาขายไฟฟ้าตามสัญญาฉบับใหม่ในช่วงไตรมาส 4/2568
สำหรับการขายสัดส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้าบ้านโป่งและคลองหลวงรวม 49% ซึ่งทำให้ EGCO เหลือสัดส่วนถือหุ้น 51% หรือคิดเป็นกำลังผลิตรวม 162 MWe คาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จและบริษัทจะรับรู้กำไรพิเศษจากการขายโครงการภายในช่วงครึ่งหลังปี 2569
อย่างไรก็ตาม ระยะสั้นราคาหุ้น EGCO ยังมีโอกาสถูกกดดันจากผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ที่คาดว่าจะออกมาต่ำกว่าคาด และอาจทำให้ตลาดปรับลดประมาณการกำไรลง แต่หยวนต้ามองว่าราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวในระยะกลางถึงยาว หลังผลประกอบการผ่านจุดต่ำสุดของปีและกลับมาฟื้นตัวทั้งครึ่งหลังปี 2569 และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่คาดว่าจะได้รับเงินปันผลราว 6.50 บาทต่อหุ้นต่อปี คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 5% ซึ่งช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านพื้นฐาน
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” EGCO โดยให้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2570 ที่ 187 บาทต่อหุ้น ส่วนกลยุทธ์การลงทุนแนะนำรอเข้าสะสมเมื่อราคาหุ้นอ่อนตัว