หนึ่งวัน…กับเรื่องที่ไม่คาดคิด
วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันของการเดินทางที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร…
แต่กลับมีเรื่องให้เจอไม่หยุดตั้งแต่เช้าจนเกือบเที่ยงคืนค่ะ
หลังออกจาก N39° Desert Exploration Base เรามุ่งหน้าไปยัง เหอเถียน (Hotan) เมืองสำคัญทางตอนใต้ของทะเลทรายทากลามากัน และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญบนเส้นทางสายไหมสายใต้ในอดีต
สิ่งที่รู้ในวันนี้มีเพียงอย่างเดียวคือ
ต้องนั่งรถกันยาว
และเมื่อรถเข้าสู่เส้นทางที่ตัดผ่านทะเลทราย ก็เข้าใจคำว่า “ยาว” มากขึ้นเรื่อย ๆ
สองข้างทางมีแต่ทะเลทราย ถนน และสายลมที่พัดเม็ดทรายขึ้นมาเป็นระยะ บางช่วงทรายฟุ้งหนาทึบจนมองเห็นได้เพียงระยะใกล้
ช่วงแรกยังไม่ได้คิดอะไรมากค่ะ
จนเข้าสู่ช่วงบ่าย…
ประมาณบ่ายสองโมงกว่า ฉันเริ่มหิว เพราะยังไม่ได้กินอาหารกลางวัน
ของกินที่ติดตัวมาตั้งแต่เช้าหมดแล้ว ส่วนน้ำดื่มก็เหลืออยู่เพียงก้นขวด
มองออกไปนอกหน้าต่างก็ยังมีแต่ทะเลทราย
บางช่วงเห็นบ้านหรือชุมชนเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ ฉันหันไปมองไกด์และพี่คนขับ หวังว่าจะมีจุดให้แวะพัก
แต่คำตอบที่ได้คือ
“เหมยโหย่ว” (没有) — ไม่มีค่ะ
เพราะร้านอาหารในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นอาหารประเภทเนื้อวัว/จามรี
ช่วงที่รู้สึกแย่ที่สุดคือประมาณ 3 ชั่วโมงที่รถวิ่งตัดกลางทะเลทรายในช่วงบ่าย
สามชั่วโมงอาจฟังดูไม่ได้นานอะไร แต่ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าจะต้องวิ่งไปอีกนานแค่ไหนกว่าจะได้จอดรถ แถมทั้งหิวข้าวและกระหายน้ำ
พอไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ สามชั่วโมงนั้นก็รู้สึกว่านานมาก
……….
จวบจนประมาณสี่โมงกว่า ๆ ภาพข้างทางเริ่มเปลี่ยนไป
ต้นไม้เริ่มมีมากขึ้น บ้านเรือนเริ่มหนาแน่นขึ้น และในที่สุดก็เห็นร้านค้าอยู่สองข้างทาง
ฉันบอกไกด์ทันที
“ต้องหาที่จอดรถนะคะ”
ต่อให้ไม่มีอาหารที่ฉันกินได้ อย่างน้อยก็ขอหาขนมปังหรือแป้งนานก็ยังดี
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ…
น้ำดื่มค่ะ
คราวนี้ทุกคนบนรถก็เริ่มอยากลงจากรถแล้วเหมือนกัน เพราะเดินทางต่อเนื่องมานานกว่า 4 ชั่วโมง ทั้งหิวและอยากเข้าห้องน้ำ
ทุกคนจึงช่วยกันมองหาที่จอด
ในที่สุดพี่คนขับก็หาที่จอดได้
เราได้ลงจากรถเสียที
เราเดินหาและเลือกเข้าไปในร้านอาหาร และในที่สุดฉันก็ได้ข้าวผัดมาหนึ่งจานคู่กับน้ำมะนาว เพื่อนเลือก เนื้อผัดพริก(ตั้งชื่อตามลักษณะ)ทานกับข้าวสวย
อร่อยค่ะ…
หรืออาจเป็นเพราะตอนนั้นหิวมากก็ไม่รู้ 😂
กินอิ่มแล้ว ฉันก็เดินเลือกซื้อขนมที่เล็งไว้หน้าร้าน
ระหว่างนั้นเห็นผู้หญิงหลายคนจับกลุ่มยืนมองมา ตอนแรกก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่รู้สึกเหมือนกันว่าเขามองเราและยิ้มให้ ฉันก็เลยยิ้มตอบกลับไป
สักครู่ไกด์ก็มาเล่าให้ฟังว่า คนกลุ่มนั้นถามว่า
“ฉันเป็นดาราหรือคนดังที่มาเที่ยวที่นี่หรือเปล่า?”
ห๊ะ!!!! 😂
แล้วเจ้าของร้านก็อยากขอถ่ายรูปกับฉันไว้เป็นที่ระลึก
ตอนนั้นฉันก็เขินสิคะ!
พอออกจากร้าน ฉันเลยรีบเดินไปขึ้นรถ ไม่รู้เลยว่าคนที่อยู่หน้าร้านยังยืนมองตามมา
จนได้ยินน้องเรียก
“พี่คะ เขาออกมายืนส่งพี่กันหมดเลย”
ฉันหันกลับไปดู ทุกคนยังยืนมองมาอยู่
น้องบอกว่า
“ดูสายตาเขาสิคะ เหมือนปลื้มใจมากเลยที่ได้เจอดารา”
ฉันได้แต่ยิ้มแล้วโบกมือกลับไป
ชีวิตนี้ไม่เคยมีคนรวมตัวกันเป็นหลักสิบ แล้วมายืนมองเราด้วยสายตาชื่นชมแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ
หลังจากกินข้าวอิ่มและซื้อน้ำกับเสบียงติดรถเรียบร้อย พี่คนขับบอกว่าจากตรงนี้อาจต้องนั่งรถต่ออีกประมาณ 3–4 ชั่วโมง
แต่คราวนี้ฉันไม่กังวลแล้วค่ะ
ท้องอิ่ม มีน้ำดื่ม และมีของกินติดรถไว้เผื่อหิวระหว่างทาง
ฉันจึงใส่หูฟัง เปิดเพลง แล้วนั่งฟังไปเรื่อย ๆ จนฟ้ามืด
ระหว่างนั้นฉันถามผ่านไกด์อีกครั้งว่า
“แล้วพรุ่งนี้เราต้องนั่งรถยาวแบบนี้อีกใช่ไหมคะ?”
พี่คนขับยิ้มให้กำลังใจ ก่อนจะบอกว่าใช่ พรุ่งนี้ก็ต้องนั่งรถกันนานเหมือนกัน แต่จะไม่ได้ใช้เส้นทางตัดผ่านทะเลทรายแบบวันนี้แล้ว จะเป็นเส้นทางลักษณะคล้ายทางหลวง และมีจุดพักรถให้แวะเป็นระยะ ๆ
ฉันเลยบอกว่า
“ถ้ารู้ล่วงหน้าแบบนี้ จะได้ซื้อเสบียงตุนไว้ค่ะ”
อย่างน้อยวันนี้ก็ได้บทเรียนแล้วว่า…
ถ้าต้องเดินทางไกลในทะเลทราย อาหาร น้ำ และห้องน้ำ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามจริง ๆ
ฉันนั่งฟังเพลงต่อไปจนเกือบสามทุ่มกว่า ๆ คิดว่าอีกไม่นานคงได้เข้าโรงแรม
แต่จู่ ๆ รถก็จอด
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นกำแพงขนาดใหญ่คล้ายกำแพงเมืองโบราณ มีประตูทางเข้าขนาดใหญ่เหมือนฉากในหนังจีน
ตอนนั้นฉันคิดว่า
“อ้าว ถึงโรงแรมแล้วเหรอ?”
แต่พอมองดี ๆ ก็เริ่มสงสัย
“โรงแรมอะไร ทำไมมืดขนาดนี้?” 😂
แล้วเราก็ได้รับคำตอบว่า…
นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวในเหอเถียน และเราจะต้องลงไปเที่ยวที่นี่ค่ะ!
สามทุ่มกว่าแล้วนะคะ!
พี่คนขับบอกว่าสถานที่แห่งนี้เปิดให้เที่ยวตอนกลางคืนและปิดประมาณเที่ยงคืน
พวกเราลองเดินเข้าไปดูด้านหน้า ภายในเป็นลานกว้าง มีการประดับไฟตามจุดต่าง ๆ
ฉันลองใช้มือถือถ่ายรูปดูแล้วก็รู้เลยว่า…
กล้องมือถือของฉันไม่ไหวค่ะ 😂
อีกอย่าง ทุกคนเดินทางกันมาทั้งวันแล้ว
ฉันจึงบอกทุกคนว่า ถ้าเสียงส่วนใหญ่อยากเที่ยว ฉันก็โอเค แต่ถ้าเลือกได้ ฉันอยากมาเที่ยวตอนกลางวันมากกว่า
สุดท้ายทุกคนเห็นตรงกันว่า
พรุ่งนี้ค่อยมาเที่ยวตอนสิบโมงเช้าดีกว่า
ไกด์กลับมาพร้อมพี่คนขับและเล่าให้ฟังว่า พี่คนขับยังยืนยันว่า ที่นี่ใคร ๆ ก็มาเที่ยวกันตอนกลางคืน
เราก็เลยปลอบใจพี่คนขับว่า
“ไม่เป็นไรค่ะ พรุ่งนี้เราจะช่วยกันทำเวลา เที่ยวแต่ละที่ให้เร็วขึ้นหน่อย เราจะยอมเป็นชะโงกทัวร์หนึ่งวันค่ะ” 😂
จากนั้นเราก็เข้าโรงแรม เช็กอินเรียบร้อย
แต่สำหรับฉัน…วันนี้ยังมีภารกิจสุดท้ายค่ะ
ของฝาก
เพราะอีกไม่นานเราก็ต้องเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ฉันจึงถามไกด์ว่าแถวนี้มีที่ไหนพอจะหาซื้อของฝากได้บ้าง
ไกด์ช่วยสอบถามทางโรงแรม จนได้ข้อมูลว่ามีร้านค้าร้านหนึ่งที่โลโก้เป็น สีส้ม ขายอาหาร ขนม และของใช้ต่าง ๆ ในราคาย่อมเยา ลักษณะคล้าย ๆ โลตัสเอ็กซ์เพรสบ้านเรา
ปัญหาคือเราไม่แน่ใจว่าจะหาร้านนี้เจออีกหรือไม่
เพราะร้านสีส้มที่ฉันเคยเจอก่อนหน้านี้ ฉันเคยซื้อขนมและลองชิมมาแล้ว ตั้งใจว่าอะไรอร่อยก็จะซื้อฝากคนที่ไทย แต่หลังจากนั้นแทบไม่เจอร้านแบบนี้อีกเลย
พรุ่งนี้เราจะเดินทางต่อ
คืนนี้จึงอาจเป็น โอกาสสุดท้าย
ไกด์กับน้องอีกสองคนก็อยากออกไปหาอะไรกินตอนกลางคืนอยู่แล้ว
เราจึงตัดสินใจออกไปตลาดกลางคืนกัน
แล้วฉันก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเหอเถียน
จากเมืองที่เราเห็นระหว่างวัน กลางคืนกลับเต็มไปด้วยผู้คน ร้านอาหาร และร้านค้า บรรยากาศคึกคักกว่าที่คิด
ส่วนฉันก็เริ่มภารกิจตามหาร้าน “สีส้ม”
แล้วในที่สุด…
เจอจริง ๆ ค่ะ
แต่ก็ได้รู้ว่าร้านสีส้มแต่ละสาขาไม่ได้มีของเหมือนกันทั้งหมด
ของบางอย่างที่ฉันเคยซื้อและลองชิมจากร้านสาขาใกล้เมืองโบราณ กลับไม่มีขายที่สาขานี้
ไม่เป็นไรค่ะ อย่างน้อยคืนนี้ก็ยังได้ของฝากติดมือกลับไปหลายอย่าง
🚌 🏜️ 🌵
จากเช้าที่ออกจากโรงแรม 8.30 น.
ผ่านถนนที่ทอดยาวจนไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่
ผ่านช่วงบ่ายที่ทั้งหิวทั้งกระหายน้ำ
ผ่านคนในชุมชนที่คิดว่าฉันเป็นดารา
ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวตอนสามทุ่มกว่า
และจบลงด้วยการออกมาตามหาของฝากในตลาดกลางคืน
หนึ่งวัน…มีเรื่องให้เจอเยอะจริง ๆ ค่ะ 😂
บางทีการเดินทางท่องเที่ยวก็เป็นแบบนี้
เรื่องที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม
เรื่องที่เราไม่ได้คาดคิด
เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นอีกหนึ่งหน้าของบันทึกการเดินทาง
บันทึกหน้าหนึ่งของการเดินทาง : ซินเจียงใต้ ตอนที่ 9(ต่อ)
วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันของการเดินทางที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร…
แต่กลับมีเรื่องให้เจอไม่หยุดตั้งแต่เช้าจนเกือบเที่ยงคืนค่ะ
หลังออกจาก N39° Desert Exploration Base เรามุ่งหน้าไปยัง เหอเถียน (Hotan) เมืองสำคัญทางตอนใต้ของทะเลทรายทากลามากัน และเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญบนเส้นทางสายไหมสายใต้ในอดีต
สิ่งที่รู้ในวันนี้มีเพียงอย่างเดียวคือ
ต้องนั่งรถกันยาว
และเมื่อรถเข้าสู่เส้นทางที่ตัดผ่านทะเลทราย ก็เข้าใจคำว่า “ยาว” มากขึ้นเรื่อย ๆ
สองข้างทางมีแต่ทะเลทราย ถนน และสายลมที่พัดเม็ดทรายขึ้นมาเป็นระยะ บางช่วงทรายฟุ้งหนาทึบจนมองเห็นได้เพียงระยะใกล้
ช่วงแรกยังไม่ได้คิดอะไรมากค่ะ
จนเข้าสู่ช่วงบ่าย…
ประมาณบ่ายสองโมงกว่า ฉันเริ่มหิว เพราะยังไม่ได้กินอาหารกลางวัน
ของกินที่ติดตัวมาตั้งแต่เช้าหมดแล้ว ส่วนน้ำดื่มก็เหลืออยู่เพียงก้นขวด
มองออกไปนอกหน้าต่างก็ยังมีแต่ทะเลทราย
บางช่วงเห็นบ้านหรือชุมชนเล็ก ๆ อยู่ไกล ๆ ฉันหันไปมองไกด์และพี่คนขับ หวังว่าจะมีจุดให้แวะพัก
แต่คำตอบที่ได้คือ
“เหมยโหย่ว” (没有) — ไม่มีค่ะ
เพราะร้านอาหารในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นอาหารประเภทเนื้อวัว/จามรี
ช่วงที่รู้สึกแย่ที่สุดคือประมาณ 3 ชั่วโมงที่รถวิ่งตัดกลางทะเลทรายในช่วงบ่าย
สามชั่วโมงอาจฟังดูไม่ได้นานอะไร แต่ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าจะต้องวิ่งไปอีกนานแค่ไหนกว่าจะได้จอดรถ แถมทั้งหิวข้าวและกระหายน้ำ
พอไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ สามชั่วโมงนั้นก็รู้สึกว่านานมาก
……….
จวบจนประมาณสี่โมงกว่า ๆ ภาพข้างทางเริ่มเปลี่ยนไป
ต้นไม้เริ่มมีมากขึ้น บ้านเรือนเริ่มหนาแน่นขึ้น และในที่สุดก็เห็นร้านค้าอยู่สองข้างทาง
ฉันบอกไกด์ทันที
“ต้องหาที่จอดรถนะคะ”
ต่อให้ไม่มีอาหารที่ฉันกินได้ อย่างน้อยก็ขอหาขนมปังหรือแป้งนานก็ยังดี
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ…
น้ำดื่มค่ะ
คราวนี้ทุกคนบนรถก็เริ่มอยากลงจากรถแล้วเหมือนกัน เพราะเดินทางต่อเนื่องมานานกว่า 4 ชั่วโมง ทั้งหิวและอยากเข้าห้องน้ำ
ทุกคนจึงช่วยกันมองหาที่จอด
ในที่สุดพี่คนขับก็หาที่จอดได้
เราได้ลงจากรถเสียที
เราเดินหาและเลือกเข้าไปในร้านอาหาร และในที่สุดฉันก็ได้ข้าวผัดมาหนึ่งจานคู่กับน้ำมะนาว เพื่อนเลือก เนื้อผัดพริก(ตั้งชื่อตามลักษณะ)ทานกับข้าวสวย
อร่อยค่ะ…
หรืออาจเป็นเพราะตอนนั้นหิวมากก็ไม่รู้ 😂
กินอิ่มแล้ว ฉันก็เดินเลือกซื้อขนมที่เล็งไว้หน้าร้าน
ระหว่างนั้นเห็นผู้หญิงหลายคนจับกลุ่มยืนมองมา ตอนแรกก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่รู้สึกเหมือนกันว่าเขามองเราและยิ้มให้ ฉันก็เลยยิ้มตอบกลับไป
สักครู่ไกด์ก็มาเล่าให้ฟังว่า คนกลุ่มนั้นถามว่า
“ฉันเป็นดาราหรือคนดังที่มาเที่ยวที่นี่หรือเปล่า?”
ห๊ะ!!!! 😂
แล้วเจ้าของร้านก็อยากขอถ่ายรูปกับฉันไว้เป็นที่ระลึก
ตอนนั้นฉันก็เขินสิคะ!
พอออกจากร้าน ฉันเลยรีบเดินไปขึ้นรถ ไม่รู้เลยว่าคนที่อยู่หน้าร้านยังยืนมองตามมา
จนได้ยินน้องเรียก
“พี่คะ เขาออกมายืนส่งพี่กันหมดเลย”
ฉันหันกลับไปดู ทุกคนยังยืนมองมาอยู่
น้องบอกว่า
“ดูสายตาเขาสิคะ เหมือนปลื้มใจมากเลยที่ได้เจอดารา”
ฉันได้แต่ยิ้มแล้วโบกมือกลับไป
ชีวิตนี้ไม่เคยมีคนรวมตัวกันเป็นหลักสิบ แล้วมายืนมองเราด้วยสายตาชื่นชมแบบนี้มาก่อนเลยค่ะ
หลังจากกินข้าวอิ่มและซื้อน้ำกับเสบียงติดรถเรียบร้อย พี่คนขับบอกว่าจากตรงนี้อาจต้องนั่งรถต่ออีกประมาณ 3–4 ชั่วโมง
แต่คราวนี้ฉันไม่กังวลแล้วค่ะ
ท้องอิ่ม มีน้ำดื่ม และมีของกินติดรถไว้เผื่อหิวระหว่างทาง
ฉันจึงใส่หูฟัง เปิดเพลง แล้วนั่งฟังไปเรื่อย ๆ จนฟ้ามืด
ระหว่างนั้นฉันถามผ่านไกด์อีกครั้งว่า
“แล้วพรุ่งนี้เราต้องนั่งรถยาวแบบนี้อีกใช่ไหมคะ?”
พี่คนขับยิ้มให้กำลังใจ ก่อนจะบอกว่าใช่ พรุ่งนี้ก็ต้องนั่งรถกันนานเหมือนกัน แต่จะไม่ได้ใช้เส้นทางตัดผ่านทะเลทรายแบบวันนี้แล้ว จะเป็นเส้นทางลักษณะคล้ายทางหลวง และมีจุดพักรถให้แวะเป็นระยะ ๆ
ฉันเลยบอกว่า
“ถ้ารู้ล่วงหน้าแบบนี้ จะได้ซื้อเสบียงตุนไว้ค่ะ”
อย่างน้อยวันนี้ก็ได้บทเรียนแล้วว่า…
ถ้าต้องเดินทางไกลในทะเลทราย อาหาร น้ำ และห้องน้ำ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามจริง ๆ
ฉันนั่งฟังเพลงต่อไปจนเกือบสามทุ่มกว่า ๆ คิดว่าอีกไม่นานคงได้เข้าโรงแรม
แต่จู่ ๆ รถก็จอด
ฉันมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นกำแพงขนาดใหญ่คล้ายกำแพงเมืองโบราณ มีประตูทางเข้าขนาดใหญ่เหมือนฉากในหนังจีน
ตอนนั้นฉันคิดว่า
“อ้าว ถึงโรงแรมแล้วเหรอ?”
แต่พอมองดี ๆ ก็เริ่มสงสัย
“โรงแรมอะไร ทำไมมืดขนาดนี้?” 😂
แล้วเราก็ได้รับคำตอบว่า…
นี่คือสถานที่ท่องเที่ยวในเหอเถียน และเราจะต้องลงไปเที่ยวที่นี่ค่ะ!
สามทุ่มกว่าแล้วนะคะ!
พี่คนขับบอกว่าสถานที่แห่งนี้เปิดให้เที่ยวตอนกลางคืนและปิดประมาณเที่ยงคืน
พวกเราลองเดินเข้าไปดูด้านหน้า ภายในเป็นลานกว้าง มีการประดับไฟตามจุดต่าง ๆ
ฉันลองใช้มือถือถ่ายรูปดูแล้วก็รู้เลยว่า…
กล้องมือถือของฉันไม่ไหวค่ะ 😂
อีกอย่าง ทุกคนเดินทางกันมาทั้งวันแล้ว
ฉันจึงบอกทุกคนว่า ถ้าเสียงส่วนใหญ่อยากเที่ยว ฉันก็โอเค แต่ถ้าเลือกได้ ฉันอยากมาเที่ยวตอนกลางวันมากกว่า
สุดท้ายทุกคนเห็นตรงกันว่า
พรุ่งนี้ค่อยมาเที่ยวตอนสิบโมงเช้าดีกว่า
ไกด์กลับมาพร้อมพี่คนขับและเล่าให้ฟังว่า พี่คนขับยังยืนยันว่า ที่นี่ใคร ๆ ก็มาเที่ยวกันตอนกลางคืน
เราก็เลยปลอบใจพี่คนขับว่า
“ไม่เป็นไรค่ะ พรุ่งนี้เราจะช่วยกันทำเวลา เที่ยวแต่ละที่ให้เร็วขึ้นหน่อย เราจะยอมเป็นชะโงกทัวร์หนึ่งวันค่ะ” 😂
จากนั้นเราก็เข้าโรงแรม เช็กอินเรียบร้อย
แต่สำหรับฉัน…วันนี้ยังมีภารกิจสุดท้ายค่ะ
ของฝาก
เพราะอีกไม่นานเราก็ต้องเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ฉันจึงถามไกด์ว่าแถวนี้มีที่ไหนพอจะหาซื้อของฝากได้บ้าง
ไกด์ช่วยสอบถามทางโรงแรม จนได้ข้อมูลว่ามีร้านค้าร้านหนึ่งที่โลโก้เป็น สีส้ม ขายอาหาร ขนม และของใช้ต่าง ๆ ในราคาย่อมเยา ลักษณะคล้าย ๆ โลตัสเอ็กซ์เพรสบ้านเรา
ปัญหาคือเราไม่แน่ใจว่าจะหาร้านนี้เจออีกหรือไม่
เพราะร้านสีส้มที่ฉันเคยเจอก่อนหน้านี้ ฉันเคยซื้อขนมและลองชิมมาแล้ว ตั้งใจว่าอะไรอร่อยก็จะซื้อฝากคนที่ไทย แต่หลังจากนั้นแทบไม่เจอร้านแบบนี้อีกเลย
พรุ่งนี้เราจะเดินทางต่อ
คืนนี้จึงอาจเป็น โอกาสสุดท้าย
ไกด์กับน้องอีกสองคนก็อยากออกไปหาอะไรกินตอนกลางคืนอยู่แล้ว
เราจึงตัดสินใจออกไปตลาดกลางคืนกัน
แล้วฉันก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของเหอเถียน
จากเมืองที่เราเห็นระหว่างวัน กลางคืนกลับเต็มไปด้วยผู้คน ร้านอาหาร และร้านค้า บรรยากาศคึกคักกว่าที่คิด
ส่วนฉันก็เริ่มภารกิจตามหาร้าน “สีส้ม”
แล้วในที่สุด…
เจอจริง ๆ ค่ะ
แต่ก็ได้รู้ว่าร้านสีส้มแต่ละสาขาไม่ได้มีของเหมือนกันทั้งหมด
ของบางอย่างที่ฉันเคยซื้อและลองชิมจากร้านสาขาใกล้เมืองโบราณ กลับไม่มีขายที่สาขานี้
ไม่เป็นไรค่ะ อย่างน้อยคืนนี้ก็ยังได้ของฝากติดมือกลับไปหลายอย่าง
🚌 🏜️ 🌵
จากเช้าที่ออกจากโรงแรม 8.30 น.
ผ่านถนนที่ทอดยาวจนไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่
ผ่านช่วงบ่ายที่ทั้งหิวทั้งกระหายน้ำ
ผ่านคนในชุมชนที่คิดว่าฉันเป็นดารา
ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวตอนสามทุ่มกว่า
และจบลงด้วยการออกมาตามหาของฝากในตลาดกลางคืน
หนึ่งวัน…มีเรื่องให้เจอเยอะจริง ๆ ค่ะ 😂
บางทีการเดินทางท่องเที่ยวก็เป็นแบบนี้
เรื่องที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม
เรื่องที่เราไม่ได้คาดคิด
เรื่องราวทั้งหมดก็เป็นอีกหนึ่งหน้าของบันทึกการเดินทาง