ข้อมูลบันทึกโดย Corpernicus โครงการสังเกตการณ์และสำรวจโลกขนาดใหญ่ของสหภาพยุโรป (EU) พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของพื้นผิวทะเลโลกอยู่ที่ 21.1 องศา ซึ่งสะท้อนวิกฤตสภาพอากาศอย่างชัดเจน เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้พายุรุนแรง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และคร่าสิ่งมีชีวิตในทะเลอีกมากมาย
สถิตินี้กำลังมาพร้อมกับซูเปอร์เอลนีโญที่ก่อตัวรุนแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งเพิ่มความร้อนให้กับทะเลเป็นทุนเดิม แต่บวกกับภาวะโลกร้อนที่มาจากฝีมือมนุษย์ ความรุนแรงของภัยพิบัติต่างๆ ก็จะยิ่งทวีคูณเข้าไปอีก
การที่ทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น จะส่งผลต่อทั้งระบบนิเวศทะเลไปจนถึงชุมชนชายฝั่ง แนวปะการังทนร้อนไม่ไหวจนฟอกขาว ทุ่งหญ้าทะเลพังทลาย กระทบต่อห่วงโซ่อาหาร จนทำให้ประมงทะเลหาผลผลิตได้ยาก นอกจากนี้ยังทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากน้ำจะขยายตัวมากขึ้นเมื่อได้รับความร้อน ขณะเดียวกันมันก็ถ่ายทอดความร้อนและความชื้นสู่ชั้นบรรยากาศได้มากขึ้น ซึ่งเพิ่มความรุนแรงให้กับปริมาณน้ำฝนและพายุได้
ข้อมูลจาก Corpernicus ชี้ให้เห็นว่าน้ำอุ่นจะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยลง นั่นหมายความว่าโลกจะมีคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศมากขึ้น ตั้งแต่ทะเลแอตแลนติกไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกำลังเผชิญกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากยังเป็นแบบนี้หรือร้อนกว่านี้ไปอีก โลกก็จะยิ่งเยอะกับภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://pulse.climate.copernicus.eu/
https://www.bbc.com/news/articles/c62m4gpnp78o
https://www.theguardian.com/environment/2026/aug/24/worlds-oceans-hit-hottest-temperature-on-record-in-august
https://www.euronews.com/2026/08/24/worlds-oceans-hit-hottest-temperature-ever-recorded-in-august-as-el-nino-takes-hold
https://oceanographicmagazine.com/news/daily-global-sea-surface-temperature-hits-record-new-high/
◉ CLIMATE: ต้องทำลายสถิติอีกกี่ครั้ง ทะเลทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (อีกแล้ว) ในเดือนสิงหาคม 💧🌊