โลกของพวกเรานั้น ไร้ซึ่งความหมายใดๆ
พวกเราที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ก็ไร้ซึ่งความหมายใดๆ
แต่พวกเราซึ่งไร้ความหมาย ยังคิดถึงโลกแห่งนั้น
ทั้งๆ ที่รู้ว่าที่แห่งนั้นไร้ซึ่งความหมาย
ก็ยังคิดถึงเฝ้ารออย่างไร้ความหมาย
แม้พวกเราทั้งหลายมิได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่ง
มิได้มีรูปร่างเหมือนกันทั้งสอง
มิได้มีดวงตาทั้งสาม
จึงไม่มีความหวังในทิศทางทั้งสี่
แต่มีหัวใจ ในขันธ์ทั้งห้า
โลกนี้ไม่มีอะไรใหม่ พรุ่งนี้ก็เหมือนเก่า
เพราะโลกทั้งปวงคือการรับรู้ ไม่ใช่ตื่นรู้
เพียงมองโลกว่า โลกคือ กระจก โดยมี นิสัยคือความเชื่อ สันดานคือความคิด วาสนาคีอตัวตน
เพียงวางสรรพสิ่ง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น สักแต่รู้
ผี คือ ความทุกข์ ขู่ให้กลัว ลวงให้หลง ขวางให้โกรธ
ต้องตั้งอยู่ในความจริงด้วย จิตอุเบกขา
ธรรม คือ ความว่าง วางอนิจจัง ปล่อยทุกขัง ทิ้งอัตตา
พึงทำความเพียรโดย ไม่ประมาท
โลกของพวกเรานั้น ไร้ซึ่งความหมายใดๆ แต่ยังคิดถึงโลกแห่งนั้น ทั้งๆ ที่รู้ว่าที่แห่งนั้นไร้ซึ่งความหมาย ทำไม?
พวกเราที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ก็ไร้ซึ่งความหมายใดๆ
แต่พวกเราซึ่งไร้ความหมาย ยังคิดถึงโลกแห่งนั้น
ทั้งๆ ที่รู้ว่าที่แห่งนั้นไร้ซึ่งความหมาย
ก็ยังคิดถึงเฝ้ารออย่างไร้ความหมาย
แม้พวกเราทั้งหลายมิได้หลอมรวมกันเป็นหนึ่ง
มิได้มีรูปร่างเหมือนกันทั้งสอง
มิได้มีดวงตาทั้งสาม
จึงไม่มีความหวังในทิศทางทั้งสี่
แต่มีหัวใจ ในขันธ์ทั้งห้า
โลกนี้ไม่มีอะไรใหม่ พรุ่งนี้ก็เหมือนเก่า
เพราะโลกทั้งปวงคือการรับรู้ ไม่ใช่ตื่นรู้
เพียงมองโลกว่า โลกคือ กระจก โดยมี นิสัยคือความเชื่อ สันดานคือความคิด วาสนาคีอตัวตน
เพียงวางสรรพสิ่ง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น สักแต่รู้
ผี คือ ความทุกข์ ขู่ให้กลัว ลวงให้หลง ขวางให้โกรธ
ต้องตั้งอยู่ในความจริงด้วย จิตอุเบกขา
ธรรม คือ ความว่าง วางอนิจจัง ปล่อยทุกขัง ทิ้งอัตตา
พึงทำความเพียรโดย ไม่ประมาท