จากเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่อศาสนา สู่วันที่ผมลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง

จากคนที่ไม่เชื่อพระพุทธศาสนา สู่วันที่ตัดสินใจลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง
ผมไม่ได้เป็นคนที่ศึกษาพระไตรปิฎกเยอะ และไม่ได้รู้ศัพท์ธรรมะหรือภาษาบาลีมากมาย
ที่เขียนเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการมาสอนใคร แค่อยากเล่าประสบการณ์ของตัวเอง
ผมเคยเป็นคนที่ไม่เชื่อพระพุทธศาสนาเลย แต่วันหนึ่งผมเลือกที่จะลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง
ก่อนตัดสินใจบวชตอนอายุ 20 ปี เพราะ พ่อกับย่า ให้บวรทดแทนคุณท่าน
ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อพระพุทธศาสนาเลย
ผมเคยคิดด้วยซ้ำว่า ศาสนาพุทธเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาเพื่อหลอกคน
วันแรกที่ผมห่มผ้าเหลือง ด้วยความไม่รู้เรื่องพระธรรมวินัย และยังไม่มีความเข้าใจในการใช้ชีวิตแบบพระ ผมกับหลวงพี่อีกรูปหนึ่งถึงกับแอบเอาหอยโข่งเป็น ๆ ในวัดมาหมกไฟ แล้วจิ้มน้ำจิ้มกินกันเป็นมื้อเย็น
ถ้าใครมาเห็นภาพผมในวันนั้น ก็คงมีเหตุผลที่จะตำหนิ
คงมีคนพูดว่า
“บวชไปทำไม?”
“เป็นพระแบบนี้จะมีประโยชน์อะไร?”
“พระรูปนี้คงไม่ได้เรื่อง”
แต่คนเหล่านั้นไม่มีทางรู้เลยว่า หลังจากวันนั้น ชีวิตของผมกำลังจะค่อย ๆ เปลี่ยนไป
จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ จากอาการปวดท้อง
หลังจากคืนที่กินหอยโข่งหมกไฟ รุ่งเช้าผมเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง จนบิณฑบาตไม่ได้อยู่สองวัน กินยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น
ในความทรมานนั้น ผมเกิดฉุกคิดขึ้นมาว่า
“หรือเป็นเพราะเรากินอาหารมื้อเย็น?”
ผมจึงตั้งสัจจะกับตัวเองว่า
“ตลอดเวลาที่บวชอยู่ จะไม่ฉันอาหารมื้อเย็นอีก”
หลังจากนั้นอาการปวดท้องก็ค่อย ๆ หายไป และผมก็รักษาสัจจะนั้นตลอดช่วงเวลาที่บวชประมาณ 8 เดือน น้ำหนักลดลงไปมากกว่า 10 กิโลกรัม


จุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้นในห้องเล็ก ๆ
วัดที่ผมบวชไม่ใช่วัดป่าสายปฏิบัติ เป็นวัดบ้านทั่วไป
แต่โชคดีที่ข้อวัตรของวัดเปิดโอกาสให้ผมมีห้องพักแยกเป็นส่วนตัว
ผมจึงใช้เวลาว่างอยู่ในห้อง
จนวันหนึ่งตอนทำวัตร ผมไปสะดุดกับคำแปลบทสวดที่ว่า
“เป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน พึงเห็นได้ด้วยตนเอง”
คำนี้กระแทกใจผมมาก
เพราะผมเป็นคนที่ไม่เชื่อพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว ผมจึงคิดว่า
ถ้าพระพุทธเจ้าบอกว่าสิ่งที่พระองค์สอนสามารถรู้และเห็นได้ด้วยตัวเอง
ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่จำเป็นต้องเชื่อเพียงเพราะคนอื่นบอก
ลองปฏิบัติแล้วพิสูจน์ด้วยตัวเองเสียเลย
ผมก็เลยเริ่มปฏิบัติ
ผมไม่ได้รู้หรอกว่าต้องทำอะไรเยอะแยะ ต้องรู้ศัพท์อะไร หรือภาษาบาลีคำไหน
ผมรู้แค่ว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไรไว้ ผมก็ลองเอามาดู
ที่วัดผมก็ไม่ค่อยกล้าบอกใครว่าผมกำลังปฏิบัติ
ผมแอบทำอยู่ในห้องคนเดียว เพราะกลัวคนอื่นจะคิดว่าผมแปลกหรือบ้า
ช่วงแรกผมแทบจะถอดใจ
ช่วงแรกไม่ได้ราบรื่นเลย
จิตฟุ้งซ่านมาก นั่งเท่าไรก็ไม่สงบ คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้เต็มไปหมด จนผมเกือบจะเลิก
แต่ในช่วงที่กำลังจะถอย ผมกลับคิดขึ้นมาว่า
“ลองอีกครั้ง ถ้าครั้งนี้ยังไม่ได้เรื่อง ยังไม่เข้าใจอะไรเลย ผมก็จะไม่เชื่อพระพุทธเจ้าอีกตลอดชีวิต”
แล้วผมก็ลองอีกครั้ง
ครั้งนี้ต่างออกไป
ผมนั่งจับลมหายใจเข้าออกไปเรื่อย ๆ แล้วมันก็วูบ
เหมือนมีอะไรมาดูดเราเข้าไป
ตอนนั้นมีความสุขมาก เป็นความสุขที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน
ผมเริ่มงงว่ามันคืออะไร
แต่พอออกมาจากสมาธิ ผมก็มานั่งคิดว่า
“แล้วมันคืออะไร? แล้วมันทำให้เรารู้อะไรที่พระพุทธเจ้าบอกไว้หรือยัง?”
คำตอบคือ
ยัง
ผมยังไม่รู้เลยว่ามันเกี่ยวอะไรกับคำสอน
มันยังไม่ทำให้ผมเชื่อพระพุทธเจ้า
ผมก็เลยไปหาข้อมูลต่อว่าถ้าเราจะปฏิบัติต่อ ต้องทำยังไง
แล้วผมก็ไปเจอเรื่องการพิจารณาความไม่เที่ยง
ตอนนั้นผมก็งงอีกว่า
“ความไม่เที่ยงมันคืออะไร?”
ผมไม่ได้รู้ศัพท์อะไรเยอะ
ผมก็เลยเอาแบบที่ตัวเองเข้าใจ แล้วลองนั่งสมาธิใหม่
ครั้งนี้พอจิตเริ่มสงบ ผมลองเอาสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกมาดูตรง ๆ
ลองดูว่ามันจริงหรือเปล่า
ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนกำลัง “ดวลกับพระพุทธเจ้า”
ไม่ได้หมายถึงการลบหลู่พระองค์
แต่หมายถึงผมเอาคำสอนของพระองค์มาตั้งเป็นโจทย์ แล้วลองตรวจสอบด้วยตัวเองว่า
“สิ่งที่พระองค์ตรัสนั้นจริงหรือไม่?”
ถ้าพระองค์ตรัสว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง
ผมก็กลับมาดูว่า จริงหรือไม่?
ถ้าทรงสอนว่ากายและใจเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด
ผมก็ดูมันตรง ๆ
ถ้าทรงสอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป
ผมก็ดูการเกิดขึ้นและดับไปของมัน
ผมพยายามหาข้อโต้แย้งอยู่ตลอด
เหมือนกำลังบอกตัวเองว่า
“ถ้าคำสอนนี้ไม่จริง เดี๋ยวฉันจะจับให้ได้ว่ามันไม่จริงตรงไหน”
ผมไม่ได้เริ่มจากความศรัทธา
ผมเริ่มจากความสงสัย
แล้วก็ลองดู
แล้วก็มีประสบการณ์บางอย่างเกิดขึ้น
ระหว่างที่ผมฝึกสมาธิ ก็มีบางช่วงที่เกิดประสบการณ์บางอย่างขึ้นกับจิต ทั้งแสง สี และสภาวะบางอย่างที่ตอนนั้นผมเองก็อธิบายไม่ได้ทั้งหมด
ผมเองก็เคยเห็นแสงและประสบการณ์ที่ในความรู้สึกของคนทั่วไปอาจมองว่าเหนือธรรมชาติ
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ผมไม่ได้ติดมันอยู่นาน
เพราะตั้งแต่แรก สิ่งที่ผมต้องการไม่ใช่การเห็นแสง
ไม่ใช่การเห็นนิมิต
ไม่ใช่ฤทธิ์
และไม่ใช่ความพิสดารอะไร
สิ่งที่ผมกำลังตามหาคือ
“คำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์บอกว่าสามารถรู้และเห็นได้ด้วยตัวเอง”
ผมจึงถามตัวเองว่า
“แล้วสิ่งที่เห็นอยู่นี้ ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนมากขึ้นหรือยัง?”
คำตอบของผมคือ
ยัง
ต่อให้เห็นแสงสวยแค่ไหน ต่อให้เกิดประสบการณ์แปลกเพียงใด มันก็ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วเปลี่ยนแปลง และดับไป
มันจึงไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการเอามาเป็นเป้าหมาย
เพราะสำหรับผมในตอนนั้น ประสบการณ์เหล่านั้นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
สิ่งที่ผมกำลังดวลอยู่จริง ๆ คือ คำสอน
จากคนที่พยายามหาว่าพระพุทธเจ้าตรัสผิดตรงไหน
ผมไม่ได้ต้องการชนะพระพุทธเจ้า
ตรงกันข้าม ผมกำลังพยายามพิสูจน์ว่าพระองค์ตรัสผิดหรือไม่
ผมเอาคำสอนมาวางตรงหน้า แล้วพยายามหาข้อโต้แย้ง
พิจารณากาย
พิจารณาความรู้สึก
พิจารณาความคิด
พิจารณาจิต
ดูว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างไร
และยิ่งผมพยายามหาข้อโต้แย้งมากเท่าไร ผมกลับยิ่งเห็นสิ่งที่พระองค์ทรงชี้ให้ดูมากขึ้นเท่านั้น
จนถึงจุดหนึ่ง ความสงสัยที่เคยมีมากมายค่อย ๆ คลายลง
คำถามที่เคยวนอยู่ในหัวเงียบลง
ผมนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว
ไม่ใช่เพราะคิดว่าตัวเองเก่ง
แต่เป็นความรู้สึกของคนที่เคยสงสัยมานาน แล้ววันหนึ่งเหมือนมันเข้าใจความจริงของธรรมชาติ สิ่งที่ผมสงใสมาตลอดมันได้เข้าใจจริงๆ จนยอมรับความจริงนั้นได้
ตอนนั้นผมรู้สึกซาบซึ้งในพระคุณของพระพุทธเจ้ามาก
เพราะถ้าพระองค์ไม่ได้บอกทางเอาไว้ ผมก็คงไม่รู้ว่าจะต้องลองดูตรงไหน ต้องพิจารณาอะไร
พระองค์ไม่ได้บอกให้เราเชื่ออย่างเดียว แต่เหมือนบอกทางไว้ แล้วให้เราเดินไปดูด้วยตัวเอง
พอวันหนึ่งเราได้ลองเดินตาม แล้วเกิดความเข้าใจขึ้นมาจริง ๆ
ผมจึงรู้สึกขอบพระคุณพระพุทธเจ้ามากครับ
จากคนที่เคยไม่เชื่อ
ตั้งแต่นั้นมา ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาของผมก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
จากคนที่เคยคิดว่าพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องแต่ง ผมกลับเริ่มเข้าใจว่า
สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ได้มีไว้ให้เราเชื่ออย่างเดียว แต่มีไว้ให้เราเดินเข้าไปดูด้วยตัวเอง
และผมคิดว่า นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ความเข้าใจของผมมันมั่นคง
เพราะผมไม่ได้เชื่อเพราะมีคนมาบอกว่า
“ต้องเชื่อนะ”
แต่ผมเคยเป็นคนที่ไม่เชื่อมาก่อน
ผมเป็นคนตั้งคำถามเอง
ผมเป็นคนลองเอง
ผมเป็นคนดูเอง
และเมื่อวันหนึ่งมันเกิดความเข้าใจขึ้นมาจากข้างในของเราเอง ความรู้สึกมันไม่เหมือนกับการที่มีใครมาบอกแล้วเราเชื่อตาม
มันมั่นคงกว่ามาก


ผมเป็นเด็กรุ่นใหม่คนหนึ่ง ที่ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่าย ๆ
ผมมีความคิดแบบคนที่ชอบหาเหตุผล ชอบตั้งคำถาม และค่อนข้างมีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ในตัว
อะไรที่มีคนมาบอกว่า “ต้องเชื่อ” ผมจะถามก่อนว่า
“ทำไมต้องเชื่อ?”
“มันจริงไหม?”
“แล้วถ้าลองพิสูจน์ด้วยตัวเองล่ะ?”
แต่พอมองย้อนกลับไป ผมกลับคิดว่านี่อาจไม่ใช่ข้อเสียเลย
ถ้าเราเอาความสงสัยแบบนี้มาใช้ให้ถูกทาง
ไม่ใช่สงสัยแล้วปิดกั้นทุกอย่าง แต่สงสัยแล้วลองเข้าไปดูด้วยตัวเอง
ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมาก
เพราะถ้าเราเชื่อเพราะคนอื่นบอก วันหนึ่งก็อาจมีคนอื่นมาบอกอีกอย่าง แล้วเราก็กลับมาสงสัยใหม่
แต่ถ้าเราเป็นคนสงสัยเอง แล้วลองทำเอง ลองดูเอง แล้ววันหนึ่งเกิดเข้าใจมันขึ้นมาจริง ๆ
ความเข้าใจแบบนั้นมันมั่นคงกว่ามาก
มันไม่ใช่สิ่งที่ใครเอามายัดใส่หัวเรา
แต่มันเป็นสิ่งที่เราเคยตั้งคำถาม เราเคยสงสัย เราเคยพยายามหาว่ามันผิดตรงไหน แล้วสุดท้ายเราเห็นมันด้วยตัวเอง
สำหรับผม นี่แหละคือข้อดีของการไม่เชื่อง่าย
ไม่ต้องรีบเชื่อ และก็ไม่ต้องรีบปฏิเสธ
ลองก่อน
พิสูจน์ก่อน
ถ้ามันไม่จริง เราก็จะได้รู้
แต่ถ้ามันจริง แล้วเราได้เห็นด้วยตัวเอง ความเข้าใจนั้นจะอยู่กับเราได้อย่างมั่นคงกว่าการที่มีใครมาบอกให้เราเชื่อมากกว่ามหาศาล
ตั้งแต่แห่นการนั้นผมศรัทาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาก มากจนต่อให้ใครเอาอะไรมาแลกผม ก็ไม่ยอม
(ปล. เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนี้ผ่านมาแล้วประมาณ 9 ปีครับ ตอนนี้ผมอายุ 29 ปีแล้ว)
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่