“ตีก้วย”(甜粿)
รู้ที่มาของ "ขนมเทียนชือขัก" กันแล้ว มาทำความรู้จักและที่มาของ "ตีก้วย" หรือที่คนไทยเรียก "ขนมเข่ง" กันบ้างค่ะ
“ในสมัยก่อน ชาวจีนใช้ขนมเข่งนี้ไหว้เจ้าในช่วงวันส่งเสด็จเจ้าขึ้นสวรรค์ (วันที่ ๒๔ เดือน ๑๒ ตามปฏิทินจันทรคติจีน) เพราะเชื่อว่าในวันนั้นเจ้าเตาไฟ
จะต้องกลับขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อกราบทูลถวายรายงานความประพฤติของมนุษย์ต่อองค์เง็กเซียนฮ่องเต้”
“ตีก้วย”(甜粿) คือชื่อเรียกขนมเข่งของคนจีนแต้จิ๋ว บ้างก็เรียก “เตี่ยมก้วย” เหตุที่คนไทยเรียกตีก้วยว่าขนมเข่งก็เพราะว่าเวลานึ่งขนมต้องมี
เข่งไม้ไผ่รองรับกระทงใบตองที่ใส่น้ำแป้งข้าวเหนียวที่ผสมแล้ว พอนึ่งสุกจึงค่อยยกออกมาแกะเอาเข่งออก
ตีก้วยของคนแต้จิ๋วอันที่จริงก็เป็นแค่เหนียนเกา(年糕)ประเภทหนึ่งของจีนเท่านั้น เพราะคนจีน แต่ละท้องถิ่นก็ล้วนมีเหนียนเกาเป็นของตนเองทั้งสิ้น
โดยจะแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมการกินและประเพณีปฏิบัติของแต่ละท้องถิ่น ดังนั้นเหนียนเกาซึ่งเป็นขนมที่ใช้ฉลองเทศกาลตรุษจีนจึงมีหลากหลายชนิด แม้กระทั่งวัตถุดิบในการทำขนมก็แตกต่างกันด้วย จีนทางใต้ใช้ข้าวเหนียวทำ ขนมที่ได้มีเพียงลักษณะภายนอกที่แตกต่างกันแต่รสชาติคล้ายคลึงกันมาก จีนทางเหนือใช้ข้าวฟ่างเหนียวซึ่งมีสีเหลืองและรสหวานอยู่ในตัว ชื่อเหนียนเกาก็มาจากขนมที่ทำด้วยข้าวชนิดนี้ก่อน
เนื่องจากขนมที่ทำจากข้าวฟ่างเหนียวจะมีลักษณะเหนียว จึงเรียกว่า “เหนียนเกา” (粘糕) แปลว่าขนมเหนียว คำว่าเหนียน(粘) ที่แปลว่าเหนียวไปพ้องเสียงกับคำว่าเหนียน(年) ที่แปลว่าปี ขนมหวานชนิดนี้จึงนิยมใช้เป็นขนมประจำเทศกาลปีใหม่ของจีน ต่อมาจากเหนียนเกาที่แปลว่าขนมเหนียว
ก็ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็นเหนียนเกา(年糕) ที่แปลว่าขนมฉลองปี
ส่วนที่นิยมใช้ขนมเข่งเซ่นไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษในเทศกาลตรุษจีนนั้นมีสาเหตุหลายประการ
ประการแรก เพราะชื่อที่มีความหมายอันเป็นมงคล “เหนียนเกา”(年糕)ที่เป็นชื่อเรียกขนมเข่งนี้ ไปพ้องเสียงกับคำว่า “เหนียนเกา” (年高)
ชาวจีนมีคำพูดที่ว่า “เหนียนเหนียนเกา” (年年高)เป็นคำอวยพรให้เจริญรุ่งเรืองสูงส่งขึ้นในทุกๆปี ถึงแม้ว่าตัวอักษรจะไม่ใช่ตัวเดียวกันแต่เสียงพ้อง
กันได้อย่างพอดิบพอดี จึงเกิดความเป็นสิริมงคลตามความเชื่อ
ประการที่สอง เนื่องจากสมัยก่อนในยุคที่คนจีนหมดหนทางทำมาหากินในถิ่นฐานตัวเอง จนต้องอพยพหนีความยากลำบากมาตายเอาดาบหน้า บนเรือ
ก็มีเพียงขนมเข่งใช้กินแทนข้าวเนื่องจากเก็บไว้ได้นานและมีฟักแฟงไว้ใช้เป็นน้ำจืด สองสิ่งนี้เป็นเสบียงหล่อเลี้ยงชีวิตในวันที่ทุกข์ยาก ต่อมาถึงแม้จะ
ก่อร่างสร้างตัวได้แล้ว แต่ชาวจีนโพ้นทะเลเหล่านั้นก็ไม่ได้ลืมวันที่ตนเคยทุกข์ยาก วันที่สูญเสียเพื่อนร่วมเดินทางไปกลางทะเล จึงมีการใช้ขนมตีก้วย
ที่เป็นเสบียงในยามยากนั้นมาเซ่นไหว้เพื่อระลึกถึงความยากลำบากในอดีตและเพื่อเซ่นไหว้เป็นทานแก่วิญญาณไร้ญาติที่ตายกลางทะเลไปเป็นจำนวน
มาก ธรรมเนียมนี่แสดงให้เห็นว่าคนจีนโพ้นทะเลถึงแม้ว่าจะก่อร่างสร้างตัวได้แล้วแต่ก็ไม่เคยลืมวันที่ลำบากยากเข็ญและไม่ลืมเพื่อนร่วมชะตากรรมที่
โชคร้ายมาไม่ถึงฝั่ง ในวันตรุษจีนจึงมีพิธีเซ่นไหว้ “หอเฮียตี๋” (好兄弟)วิญญาณไร้ญาติที่เสียชีวิตไประหว่างทางอพยพ เพื่อที่ว่าวิญญาณจะได้ไม่อดอยากในวันตรุษจีนและวันสารทจีน โดยมีขนมเข่งเป็นของไหว้หลักในพิธีเซ่นไหว้ห่อเฮียตี๋ในช่วงบ่ายของวันสิ้นปีและวันสารทจีน เหตุที่นำขนมเข่ง
มาไหว้ในวันสารทจีนด้วยเนื่องจากการไหว้วันสารทจีนตามประเพณีแล้วถือเป็นเทศกาลแห่งการเซ่นไหว้บรรพบุรุษและวิญญาณไร้ญาติ ซึ่งเดินทาง
จากปรโลกมายังโลกมนุษย์เพื่อรับผลบุญในช่วงเดือนเจ็ดตามปฏิทินจีน ดังได้เห็นการประกอบพิธี“ซิโกว” ทิ้งกระจาดทานอุทิศส่วนกุศลแด่วิญญาณ
ไร้ญาติตามมูลนิธิศาลเจ้าต่างๆ ซึ่งจัดกันตลอดทั้งเดือนเจ็ดของจีน การไหว้ขนมเข่งในเทศกาลกลางเดือนเจ็ด “ชิกเหว่ยปัวะ” (七月半)จึงมีความ
สัมพันธ์กับ “หอเฮียตี๋” วิญญาณไร้ญาติด้วยเหตุฉะนี้
ประการที่สาม ในสมัยก่อน ชาวจีนใช้ขนมเข่งนี้ไหว้เจ้าในช่วงวันส่งเสด็จเจ้าขึ้นสวรรค์ (วันที่ ๒๔ เดือน ๑๒ ตามปฏิทินจันทรคติจีน) เพราะเชื่อว่าใน
วันนั้นเจ้าเตาไฟจะต้องกลับขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อกราบทูลถวายรายงานความประพฤติของมนุษย์ต่อองค์เง็กเซียนฮ่องเต้ ชาวบ้านจึงใช้ขนมเหนียนเกา
เป็นของเซ่นไหว้เพื่อที่จะให้เจ้าเตาไฟกินเข้าไปแล้วเหนียวปากพูดเรื่องไม่ดีออกมาไม่ได้ ภายหลังจึงกลายเป็นธรรมเนียมการใช้ขนมเข่งไหว้เจ้า
และบรรพบุรุษในช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งต่อมาใช้ไหว้แต่ในวันสิ้นปีและวันสารทจีนเท่านั้น วันส่งเสด็จเจ้าขึ้นสวรรค์ใช้ขนมชนิดอื่นแทน
วัตถุดิบสำคัญที่ใช้ทำขนมเข่งมีอยู่ ๔ อย่าง คือ แป้งข้าวเหนียว น้ำ น้ำมันและน้ำตาล วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยาก โดยขั้นแรกคือการเตรียมแป้ง คนจีนแต้จิ๋ว
ใช้แป้งข้าวเหนียวในการทำขนมเข่ง เริ่มต้นโดยการเอาข้าวเหนียวมาโม่ให้เป็นน้ำแป้งข้าวเหนียว ใส่ถุงผ้าดิบ กดทับให้น้ำออกจากแป้ง ผสมน้ำตาลทราย เติมน้ำจนได้แป้งหนืด ๆ แล้วหยอดใส่กระทงใบตองที่ใส่ไว้ในเข่งสานใบเล็กอีกทีหนึ่ง แล้วนำไปนึ่ง ใช้เวลาประมาณ ๔๕ นาที หรือหนึ่งก้านธูป
เมื่อนึ่งเสร็จก็ใช้สีแดงแต้มเป็นจุดเล็ก ๆ เพิ่มความเป็นสิริมงคลเป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ เมื่อไหว้เสร็จถ้ารับประทานไม่หมดก็ให้นำไปตากแห้ง
เมื่อต้องการรับประทานเมื่อไหร่ให้นำมาหั่นแล้วชุบแป้งกับไข่แล้วนำไปทอดจนเหลืองกรอบ ได้เป็นอาหารจานอร่อยที่เด็กๆชอบทานอีกเมนูหนึ่ง
ขอบคุณบทความอนุรักษ์: เขียนและค้นคว้าโดย อจ.จักรกฤษณ์ เกษกาญจนานุช
“ตีก้วย”(甜粿)
“ในสมัยก่อน ชาวจีนใช้ขนมเข่งนี้ไหว้เจ้าในช่วงวันส่งเสด็จเจ้าขึ้นสวรรค์ (วันที่ ๒๔ เดือน ๑๒ ตามปฏิทินจันทรคติจีน) เพราะเชื่อว่าในวันนั้นเจ้าเตาไฟ
“ตีก้วย”(甜粿) คือชื่อเรียกขนมเข่งของคนจีนแต้จิ๋ว บ้างก็เรียก “เตี่ยมก้วย” เหตุที่คนไทยเรียกตีก้วยว่าขนมเข่งก็เพราะว่าเวลานึ่งขนมต้องมี
ตีก้วยของคนแต้จิ๋วอันที่จริงก็เป็นแค่เหนียนเกา(年糕)ประเภทหนึ่งของจีนเท่านั้น เพราะคนจีน แต่ละท้องถิ่นก็ล้วนมีเหนียนเกาเป็นของตนเองทั้งสิ้น
เนื่องจากขนมที่ทำจากข้าวฟ่างเหนียวจะมีลักษณะเหนียว จึงเรียกว่า “เหนียนเกา” (粘糕) แปลว่าขนมเหนียว คำว่าเหนียน(粘) ที่แปลว่าเหนียวไปพ้องเสียงกับคำว่าเหนียน(年) ที่แปลว่าปี ขนมหวานชนิดนี้จึงนิยมใช้เป็นขนมประจำเทศกาลปีใหม่ของจีน ต่อมาจากเหนียนเกาที่แปลว่าขนมเหนียว
ส่วนที่นิยมใช้ขนมเข่งเซ่นไหว้เทพเจ้าและบรรพบุรุษในเทศกาลตรุษจีนนั้นมีสาเหตุหลายประการ
ประการแรก เพราะชื่อที่มีความหมายอันเป็นมงคล “เหนียนเกา”(年糕)ที่เป็นชื่อเรียกขนมเข่งนี้ ไปพ้องเสียงกับคำว่า “เหนียนเกา” (年高)
ประการที่สอง เนื่องจากสมัยก่อนในยุคที่คนจีนหมดหนทางทำมาหากินในถิ่นฐานตัวเอง จนต้องอพยพหนีความยากลำบากมาตายเอาดาบหน้า บนเรือ
ประการที่สาม ในสมัยก่อน ชาวจีนใช้ขนมเข่งนี้ไหว้เจ้าในช่วงวันส่งเสด็จเจ้าขึ้นสวรรค์ (วันที่ ๒๔ เดือน ๑๒ ตามปฏิทินจันทรคติจีน) เพราะเชื่อว่าใน
วัตถุดิบสำคัญที่ใช้ทำขนมเข่งมีอยู่ ๔ อย่าง คือ แป้งข้าวเหนียว น้ำ น้ำมันและน้ำตาล วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยาก โดยขั้นแรกคือการเตรียมแป้ง คนจีนแต้จิ๋ว
ขอบคุณบทความอนุรักษ์: เขียนและค้นคว้าโดย อจ.จักรกฤษณ์ เกษกาญจนานุช