[CR] No.221 God Skin หมัดเทวา ท้าเดิมพัน (2569) : ไม่อยากน็อคคาหมัดก็ต้องซัดด้วยพลังถึงจะสมศักดิ์ศรี


- หลังจากได้รับเชิญไปชมในรอบสื่อเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาโดยรวมสนุกและบันเทิงหลากรสให้ปะทะแต่เกือบเทกับการติดเล่นตลกไปเรื่อยจนเกิดอาการเบื่อเพลียแต่ยังดีที่กลับมาตั้งสติและติดตามต่อได้อย่างหวุดหวิด เมื่อหนังหักหัวเลี้ยวไปอีกมุมระหว่างทางสิ่งที่ถูกเปิดเผยมันสามารถซื้อใจให้ผมกลับมาใส่ใจทั้งความเป็นไปของเรื่อง สารที่ถูกปูทาง รวมถึงปมที่โยงกับแนวคิด  อย่างนั้นมันบอกได้ไม่เต็มปากว่าดูง่าย แม้จะเลือกใช้ Plot สามัญมาวางฉากหลังเป็นโลกอนาคตที่ให้บรรยากาศใกล้เคียงกับเรื่อง Blade Runner ในแง่ของการนำเสนอความล้ำของเทคโนโลยี ตึกอาคาร และแสงไฟจาก Neon มา Adapt เข้ากับบริบทสังคมไทย ๆ แบบดิบ ๆ การ Set แต่ละองค์ประกอบที่ดูติดดินจึงนำเสนอออกมาได้ทั้งเท่ห์และมีเสน่ห์จนสัมผัสได้ว่าโลกในเรื่องไม่ได้ห่างไกลจากปัจจุบันมากเท่าไหร่นัก ขณะเดียวกันหนังก็ยังรักษา Concept สำคัญที่จ่าหัวไว้ผ่านการจำลองโลกของสังเวียนในคลับใต้ดินอย่าง “มิราจ” ด้วยการผสมผสานศิลปะการต่อสู้แบบ Martial Arts กับความเชื่อการสักยันต์ลงอักขระก่อนนำมาต่อยอด Ideas ผ่านหลักการทางวิทยาศาสตร์ในเชิง Reference Sci-Fi อีกทีได้อย่างสร้างสรรค์

- ตลอดระยะเวลาที่ดูกัน 2 ชั่วโมงนิด ๆ เอาจริงเห็นและสัมผัสถึงความพยายามจริงใจนำเสนอตั้งแต่เปิดตัว ด้วยภาพชีวิตสุดรันทดของตัว “วิน” ที่ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงนาฬิกาปลุก ก่อนจะลุกขึ้นมาทำกิจวัตรส่วนตัวที่ไม่ต้องสาธยายว่าคืออะไร แล้วเดินไปหาแม่ของเขาก่อนจะ Say Hi ออกไปทำหน้าที่ลูกกตัญญูด้วยการรับจ๊อบส่งอาหาร ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้ผมเริ่มสนใจและอยากติดตามปมของตัวละครบวกกับพอเห็นคุณจี๋ในลุคนี้จึงเผลอนึกถึงซีรีส์เรื่อง แดง ไบเล่ ที่กำลัง On Air ขึ้นมาจนเรื่องเดินทางเข้าสู่ชนวนสำคัญที่ผลักให้เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกของการต่อสู้จากการกลับมาเจอหน้า “อิฐ” เพื่อนวัยเด็กมองว่าหนังพาเดินทางมาถึงนาทีชนวนได้รวดเร็วดี แม้ระหว่างทางมีการเล่นมุกสัพเพเหระที่ Get บ้าง เฉย ๆ บ้างเข้ามากินพื้นที่ในส่วน Drama ที่เกริ่นนำได้เชิญล่อซื้อ แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นบดบังทิศทางของการเล่ามากนัก เมื่อมองว่ามันเป็นสีสันหรือผงชูรสอย่างหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นต่อมความบันเทิงจนมีจังหวะให้ได้ยินเสียงอุทาน “ฮือ” จากคนดูอยู่เป็นระยะเลยเป็นตัวช่วยที่ขาดไปไม่ได้

- ระหว่างตื่นเต้นกับการแข่งขันในแต่ละ Match ของการต่อสู้ที่เจือปนกับจังหวะ Slow จากการติดตลกจนค่อย ๆ สะสมความรำคาญในใจว่าจะหยุดเล่นกี่โมง ? แทนที่จะปล่อย Joint ไปกับความป่าเถื่อนที่อุตส่าห์บิ๊วท์บรรยากาศขณะนั้นจนหลังเกือบหักอย่างสบายใจ จู่ ๆ สิ่งที่ไม่ได้คาดคิดคือจะพลิกหักศอกมาอีกมุม แล้วพลิกตลบหลังจนเสียงในหัวร้องบอกว่า “พอแล้ว ๆ คิดตามไม่ทันแล้ว” ได้แรงจนมึนขนาดนี้ พอตั้งสติกับการเปลี่ยนโหมดอย่างฉับพลัน กลับกลายเป็นว่ามันสร้างความศรัทธาให้ผมหันมาสนใจด้วยความตะลึงได้แล้วเกิดถูกจริตกับสิ่งที่ผมอยากใส่ใจมาตั้งแต่เปิดตัวเห็นสภาพบรรยากาศที่จำลองโลกอนาคตในช่วงกลางคืน หรือเอ๊ะในช่วงที่หนังย้ำกับ Activity นั้นจังจนกลิ่นอายจากหนัง Debut เรื่องแรกอย่าง “บอดี้ศพ#19” (2550) ลอยเข้ามาในหัวทันทีแล้วก็อดคิดกับตัวเองไม่ได้ว่า ถ้าตัดความเล่นตลกออกไป นี่เป็นงานที่สนุก เดือด มันส์ กระชับ และลื่นไหล แถมยังยกระดับทั้งฝีมือของผู้กำกับ นักแสดง รวมถึงบท ไปสู่จุดที่สามารถบอกชาวโลกได้อย่างภาคภูมิใจว่า “กูมีของดี” ไม่แพ้ชาติอื่น

- ขณะเดียวกันในแง่ของสารที่สังเกตสะท้อนถึงความทะเยอทะยานของคนผ่านชนชั้นรากหญ้าอย่าง “วิน” ที่ประกอบอาชีพไรเดอร์ ต้องทำงานไปพร้อมกับเผชิญความเสี่ยงอันตรายไป โดยไม่สามารถหาที่รองรับทั้งความปลอดภัย สวัสดิการในยามฉุกเฉิน กระทั่งโอกาสในการพัฒนาฝีมือตนเองได้อย่างมั่นคง ในเมื่อสังคมไม่ได้ให้ทางเลือกอื่นมากพอและเท่าเทียมกับอาชีพที่มีเกียรติมีศักดิ์ศรีอย่างทหาร ตำรวจ หมอ หรือพยาบาล สิ่งที่หนังตั้งคำถามจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ความล้ำของโลกอนาคตเทา ๆ  เพราะแม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด หากแต่ความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้นยังคงดำรงอยู่ให้คนแต่ละชนชั้นต่างพยายามทำทุกอย่างเพื่อแย่งชิงและถีบ Status ของตัวเองไปสู่จุดที่สามารถคว้า “อำนาจ” มาครอบครองเพื่อให้ได้มาซึ่งเป็นที่ 1 หรือชัยชนะ แม้ต้องแลกมาด้วยหยดเหงื่อในเมื่อไม่มีโอกาสหรือทางเลือกมากไปกว่าการเอาตัวและใจไป Joint อยู่ในกติกาที่ไร้ศีลธรรมก็พร้อมที่จะเสี่ยง

- พอตัวหนังดึงบรรยากาศและเงื่อนไขทั้งหมดมาอยู่ในทิศทางนั้น มันเลยทำให้ช่วงเวลาก่อนจากกลายเป็นที่สุดของความอัดมวลอย่างอุตสาหะที่สามารถพาตัวเองไปสู่จุดที่ทำให้ผมพอใจ และโอเคกับการทลายกำแพงที่เชื่อมโยงระหว่างความขลังในศรัทธากับความเนิร์ดแบบไฮเปอร์เนทีฟ ก่อนทะยานไปสู่การวิพากษ์ระบบโครงสร้างทางสังคมได้ทะลวงถึงลำไส้ จนขี้เกียจไปสืบสาวหาจุดที่ไม่สมเหตุสมผลอะไรต่อในเมื่อบางสิ่งมันมีเหตุผลที่ฟังแล้วพอรับทราบไปได้กับความเบียวเต็มอัตราเชิงเสียดสีที่ไม่ได้ตั้งคำถามหรือพยายามชี้นำถึงสิ่งที่เลือกจะสื่อไปตรง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมชื่นชม เพราะน้อยเรื่องในหนังไทยจะทำถึงและไถลไปไกลจนเกือบเหยียบเบรกแล้วเลี้ยวหัวกลับไม่ทัน ขณะที่ต่างประเทศหยิบเอาแนวคิดในลักษณะนี้มาทำกันจนเลยความแปลกตาไปแล้ว

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่