เรื่องนี้ต้องพูดกันตรง ๆ ไม่ต้องเกรงใจอำนาจ
อนุทินบอกว่าเอกสารที่ iLaw นำมาเปิดเผยเป็นเอกสารจริง และตั้งคำถามว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขณะที่ DSI ก็ยอมรับว่าเนื้อหาที่ถูกเผยแพร่เป็นข้อมูลภายในสำนวนจริง พร้อมแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ที่นำข้อมูลออกมาเผยแพร่
ฟังดูเหมือนรัฐกำลัง “ปกป้องกระบวนการยุติธรรม”
แต่ถ้าถามแบบชาวบ้านเลยนะครับ...
แล้วเรื่องฮั้ว สว. ล่ะ?
นี่ต่างหากคือคำถามใหญ่
เอกสารไม่ได้หลุดเรื่องหวยใต้ดิน ไม่ได้หลุดเรื่องใบสั่งจอดรถ แต่มันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับคดีที่มีผลต่อความชอบธรรมของ สว. ทั้งระบบ และ iLaw ระบุว่าข้อมูลที่นำเสนอมีที่มาจากบุคคลภายในที่ต้องการให้ข้อมูลถูกนำเสนอต่อสาธารณะ
แทนที่จะเอาข้อมูลนั้นมาชี้แจงว่า
อะไรจริง อะไรเท็จ ใครเกี่ยวข้อง ใครไม่เกี่ยวข้อง
กลับหันไปถามว่า
“ใครเอาเอกสารออกมา?”
นี่มันตรรกะแบบไหน?
ถ้าร้านอาหารมีหนูเต็มครัว แล้วมีคนถ่ายรูปหนูออกมาให้สังคมเห็น จะไปตามจับคนถ่ายรูปก่อน หรือจะกำจัดหนู?
แน่นอนครับ ถ้าคนขโมยเอกสารก็ต้องตรวจสอบ
ถ้าเจ้าหน้าที่ทำข้อมูลราชการหลุดก็ต้องสอบสวน
ถ้าผู้เผยแพร่กระทำผิดกฎหมายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
แต่ปัญหาคือ อย่าใช้เรื่อง “เอกสารหลุด” เป็นเกราะกำบังจนลืมเรื่องที่อยู่ในเอกสาร
เพราะถ้าเอกสารเป็นของปลอม ก็ออกมาแฉเลยว่า
ปลอมตรงไหน
ถ้าเนื้อหาไม่จริง ก็เปิดหลักฐานหักล้าง
ถ้าชื่อใครถูกกล่าวหาโดยไม่มีมูล ก็ฟ้องหมิ่นประมาทได้
แต่ถ้าเอกสารเป็นของจริง และเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนจริง สิ่งที่สังคมต้องการคำตอบคือ
เนื้อหานั้นจริงแค่ไหน?
ไม่ใช่แค่
“ใครเป็นคนเอามาให้ iLaw?”
นี่แหละครับที่ทำให้คนตั้งคำถาม
เพราะยิ่งพยายามลากเรื่องไปอยู่ที่ “คนปล่อยข้อมูล” มากเท่าไร สายตาประชาชนก็ยิ่งหันกลับมามองว่า
แล้วในข้อมูลนั้นมีอะไรที่ทำให้ต้องรีบกลบประเด็น?
อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ iLaw ก็เคยเปิดข้อมูลที่อ้างถึงบุคคลระดับสูงและฝ่ายรัฐบาลว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการฮั้ว สว. โดยรัฐบาลยืนยันว่าทุกอย่างต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ถ้าอย่างนั้นก็ง่ายมาก
ตรวจสอบสิครับ!
ใครผิด เอาผิด
ใครไม่ผิด เคลียร์ชื่อ
ใครเกี่ยวข้อง ดำเนินคดี
ใครถูกกล่าวหาเกินจริง ก็พิสูจน์ให้ประชาชนเห็น
นี่คือวิธีของรัฐบาลที่มั่นใจในความบริสุทธิ์
ไม่ใช่พอมีข้อมูลออกมาแล้วรีบหันไปไล่ล่าคนถือข้อมูล
เพราะมันจะเกิดภาพที่โคตรย้อนแย้งว่า
รัฐไม่ได้กลัวคนโกง แต่กลับกลัวคนพูดเรื่องโกง
และถ้าจะถามกันแรง ๆ ว่า
“สุดท้ายใครได้ประโยชน์?”
คำตอบอาจไม่ใช่ iLaw
ไม่ใช่ฝ่ายค้าน
ไม่ใช่ DSI
แต่เป็น
คนที่ไม่อยากให้ประชาชนอ่านเนื้อหาในสำนวน แล้วตั้งคำถามต่อ
เพราะเมื่อข่าวเปลี่ยนจาก
“ฮั้ว สว. ใครเกี่ยวข้อง?”
เป็น
“ใครทำเอกสารหลุด?”
เกมก็เปลี่ยนทันที
คนถูกกล่าวหาไม่ต้องตอบคำถามเดิม
รัฐบาลไม่ต้องตอบรายละเอียดเดิม
สังคมก็ถูกลากไปถกเรื่องความลับของราชการแทน
เรียกง่าย ๆ ว่า
เปลี่ยนตัวผู้ต้องสงสัยจากคนในแฟ้ม ไปเป็นคนถือแฟ้ม
แต่ระวังนะครับ
การเปิดเผยข้อมูลที่ผิดกฎหมายกับการเปิดเผยความจริงเป็นคนละเรื่องกัน
รัฐมีสิทธิ์ตรวจสอบคนปล่อยเอกสาร
แต่ประชาชนก็มีสิทธิ์ตรวจสอบรัฐ
สองเรื่องนี้ต้องเดินพร้อมกัน
อย่าทำให้คดี “คนทำเอกสารหลุด” กลายเป็นคดีใหญ่กว่าคดี “ฮั้ว สว.”
เพราะถ้าวันหนึ่งประชาชนเห็นว่าเจ้าหน้าที่ขยันไล่จับคนเปิดโปง แต่ไม่เห็นความคืบหน้ากับคนที่ถูกกล่าวหาว่าฮั้ว
คำถามจะไม่ใช่แล้วว่า
“เอกสารหลุดได้อย่างไร?”
แต่จะกลายเป็นคำถามที่เจ็บกว่านั้นว่า
“ทำไมความจริงถึงต้องถูกไล่ล่า?”
และรัฐบาลที่มั่นใจว่าตัวเองบริสุทธิ์จริง ไม่ควรกลัวเอกสาร
ควรกลัวแค่หลักฐานที่พิสูจน์ว่าตัวเองผิดเท่านั้น
ตรรกะป่วย : ทำไมคนเอาข้อมูลมาเปิดเผย ถึงกลายเป็นคนที่ต้องถูกเอาผิด?
เรื่องนี้ต้องพูดกันตรง ๆ ไม่ต้องเกรงใจอำนาจ
อนุทินบอกว่าเอกสารที่ iLaw นำมาเปิดเผยเป็นเอกสารจริง และตั้งคำถามว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขณะที่ DSI ก็ยอมรับว่าเนื้อหาที่ถูกเผยแพร่เป็นข้อมูลภายในสำนวนจริง พร้อมแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ที่นำข้อมูลออกมาเผยแพร่
ฟังดูเหมือนรัฐกำลัง “ปกป้องกระบวนการยุติธรรม”
แต่ถ้าถามแบบชาวบ้านเลยนะครับ...
แล้วเรื่องฮั้ว สว. ล่ะ?
นี่ต่างหากคือคำถามใหญ่
เอกสารไม่ได้หลุดเรื่องหวยใต้ดิน ไม่ได้หลุดเรื่องใบสั่งจอดรถ แต่มันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับคดีที่มีผลต่อความชอบธรรมของ สว. ทั้งระบบ และ iLaw ระบุว่าข้อมูลที่นำเสนอมีที่มาจากบุคคลภายในที่ต้องการให้ข้อมูลถูกนำเสนอต่อสาธารณะ
แทนที่จะเอาข้อมูลนั้นมาชี้แจงว่า อะไรจริง อะไรเท็จ ใครเกี่ยวข้อง ใครไม่เกี่ยวข้อง
กลับหันไปถามว่า
“ใครเอาเอกสารออกมา?”
นี่มันตรรกะแบบไหน?
ถ้าร้านอาหารมีหนูเต็มครัว แล้วมีคนถ่ายรูปหนูออกมาให้สังคมเห็น จะไปตามจับคนถ่ายรูปก่อน หรือจะกำจัดหนู?
แน่นอนครับ ถ้าคนขโมยเอกสารก็ต้องตรวจสอบ
ถ้าเจ้าหน้าที่ทำข้อมูลราชการหลุดก็ต้องสอบสวน
ถ้าผู้เผยแพร่กระทำผิดกฎหมายก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
แต่ปัญหาคือ อย่าใช้เรื่อง “เอกสารหลุด” เป็นเกราะกำบังจนลืมเรื่องที่อยู่ในเอกสาร
เพราะถ้าเอกสารเป็นของปลอม ก็ออกมาแฉเลยว่า ปลอมตรงไหน
ถ้าเนื้อหาไม่จริง ก็เปิดหลักฐานหักล้าง
ถ้าชื่อใครถูกกล่าวหาโดยไม่มีมูล ก็ฟ้องหมิ่นประมาทได้
แต่ถ้าเอกสารเป็นของจริง และเป็นส่วนหนึ่งของสำนวนจริง สิ่งที่สังคมต้องการคำตอบคือ
เนื้อหานั้นจริงแค่ไหน?
ไม่ใช่แค่
“ใครเป็นคนเอามาให้ iLaw?”
นี่แหละครับที่ทำให้คนตั้งคำถาม
เพราะยิ่งพยายามลากเรื่องไปอยู่ที่ “คนปล่อยข้อมูล” มากเท่าไร สายตาประชาชนก็ยิ่งหันกลับมามองว่า
แล้วในข้อมูลนั้นมีอะไรที่ทำให้ต้องรีบกลบประเด็น?
อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ iLaw ก็เคยเปิดข้อมูลที่อ้างถึงบุคคลระดับสูงและฝ่ายรัฐบาลว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการฮั้ว สว. โดยรัฐบาลยืนยันว่าทุกอย่างต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ถ้าอย่างนั้นก็ง่ายมาก
ตรวจสอบสิครับ!
ใครผิด เอาผิด
ใครไม่ผิด เคลียร์ชื่อ
ใครเกี่ยวข้อง ดำเนินคดี
ใครถูกกล่าวหาเกินจริง ก็พิสูจน์ให้ประชาชนเห็น
นี่คือวิธีของรัฐบาลที่มั่นใจในความบริสุทธิ์
ไม่ใช่พอมีข้อมูลออกมาแล้วรีบหันไปไล่ล่าคนถือข้อมูล
เพราะมันจะเกิดภาพที่โคตรย้อนแย้งว่า
รัฐไม่ได้กลัวคนโกง แต่กลับกลัวคนพูดเรื่องโกง
และถ้าจะถามกันแรง ๆ ว่า “สุดท้ายใครได้ประโยชน์?”
คำตอบอาจไม่ใช่ iLaw
ไม่ใช่ฝ่ายค้าน
ไม่ใช่ DSI
แต่เป็น คนที่ไม่อยากให้ประชาชนอ่านเนื้อหาในสำนวน แล้วตั้งคำถามต่อ
เพราะเมื่อข่าวเปลี่ยนจาก
“ฮั้ว สว. ใครเกี่ยวข้อง?”
เป็น
“ใครทำเอกสารหลุด?”
เกมก็เปลี่ยนทันที
คนถูกกล่าวหาไม่ต้องตอบคำถามเดิม
รัฐบาลไม่ต้องตอบรายละเอียดเดิม
สังคมก็ถูกลากไปถกเรื่องความลับของราชการแทน
เรียกง่าย ๆ ว่า เปลี่ยนตัวผู้ต้องสงสัยจากคนในแฟ้ม ไปเป็นคนถือแฟ้ม
แต่ระวังนะครับ
การเปิดเผยข้อมูลที่ผิดกฎหมายกับการเปิดเผยความจริงเป็นคนละเรื่องกัน
รัฐมีสิทธิ์ตรวจสอบคนปล่อยเอกสาร
แต่ประชาชนก็มีสิทธิ์ตรวจสอบรัฐ
สองเรื่องนี้ต้องเดินพร้อมกัน
อย่าทำให้คดี “คนทำเอกสารหลุด” กลายเป็นคดีใหญ่กว่าคดี “ฮั้ว สว.”
เพราะถ้าวันหนึ่งประชาชนเห็นว่าเจ้าหน้าที่ขยันไล่จับคนเปิดโปง แต่ไม่เห็นความคืบหน้ากับคนที่ถูกกล่าวหาว่าฮั้ว
คำถามจะไม่ใช่แล้วว่า
“เอกสารหลุดได้อย่างไร?”
แต่จะกลายเป็นคำถามที่เจ็บกว่านั้นว่า
“ทำไมความจริงถึงต้องถูกไล่ล่า?”
และรัฐบาลที่มั่นใจว่าตัวเองบริสุทธิ์จริง ไม่ควรกลัวเอกสาร
ควรกลัวแค่หลักฐานที่พิสูจน์ว่าตัวเองผิดเท่านั้น