คนสมัยนี้มีจิตใจที่ต่ำลง

กระทู้สนทนา
โลกยุคปัจจุบันอาจหมุนไวด้วยเทคโนโลยีและความเจริญทางวัตถุ แต่จิตใจของผู้คนกลับดิ่งลงสู่จุดที่เสื่อมทรามอย่างน่าตกใจ เป็นความต่ำทรามที่ไม่ใช่แค่การขาดศีลธรรมธรรมดา ทว่ากำลังถอยหลังเข้าใกล้ "สัตว์เดรัจฉาน" เข้าไปทุกที ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์ในเวลานี้ อาจเหลือเพียงแค่เรายังออกเสียงพูดเป็นภาษาได้ แต่ในแง่ของจิตสำนึก การรู้ผิด รู้ชอบ รู้ดี รู้ชั่ว กลับเลือนรางจนแทบไม่เหลือสิ่งใดกั้นแบ่งอีกต่อไป
เราเห็นภาพความร้าวรานนี้กระจายไปทั่วทุกสถาบัน สถาบันการศึกษาที่เคยเป็นแม่พิมพ์ของชาติกลับพังทลาย เด็กนักเรียนก้าวร้าว ด่าทอครูบาอาจารย์โดยปราศจากความเกรงกลัวต่อความผิดหรือความเคารพยำเกรง ขณะเดียวกัน ครูบางกลุ่มก็ไร้ซึ่งจรรยาบรรณ ล่วงละเมิดและข่มขืนศิษย์ผู้บริสุทธิ์ ทำลายอนาคตของคนที่ตนควรจะปกป้อง ความสัมพันธ์ที่เคยศักดิ์สิทธิ์ระหว่างผู้ให้ความรู้กับผู้รับความรู้ กลายเป็นเพียงสนามอารมณ์และการแสวงหาผลประโยชน์
ในมิติทางศาสนา เสาหลักทางจิตใจของสังคมก็คลอนแคลนไม่แพ้กัน พระภิกษุสามเณรจำนวนไม่น้อยขาดศีล ไร้สิกขา ละทิ้งธรรมวินัยเพื่อเสพสุขในกิเลส ภาพความแปดเปื้อนเหล่านี้หล่อหลอมให้ผู้คนในสังคมมองวงการสงฆ์ด้วยสายตาเหยียดหยาม มองเห็นผ้าเหลืองเป็นเพียง "อาชีพหากินที่รวยไว" แม้ในทางโลกิยะจะปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพที่ปรากฏเป็นเช่นนั้นจริง แต่ในทางธรรมะ การบวชไม่ใช่อาชีพ หากแต่คือ "สถานะ" แห่งการละวางและฝึกตน เพื่อยกระดับจิตใจให้พ้นจากกิเลส เมื่อแก่นแท้ถูกละเลยและมองข้าม ศาสนสถานจึงกลายเป็นเพียงตลาดแลกเปลี่ยนความโลภของคนในเสื้อผ้าต่างกันเท่านั้น
สภาวะจิตใจของมนุษย์ยุคนี้เกิดความย้อนแย้งอันน่าประหลาด อารมณ์และความตระหนักรู้ในคุณค่าของความเป็นมนุษย์กลับตื้นเขินและซับซ้อนน้อยลง เราใช้สัญชาตญาณดิบ ความรุนแรง และความเห็นแก่ตัวในการตัดสินปัญหาเหมือนสัตว์ป่ามากขึ้น แต่ในทางกลับกัน ความโลภในโลกียะกลับพัฒนาซับซ้อนและแยบยลยิ่งขึ้น มนุษย์ใช้สติปัญญาอันชาญฉลาดสร้างนวัตกรรม ค่านิยม และระบบกิเลสที่แนบเนียน เพื่อเอาเปรียบและกัดกินพวกเดียวกันเองอย่างเลือดเย็น
หากมนุษย์ยังคงปล่อยให้จิตใจตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยใช้สมองอันชาญฉลาดรับใช้เพียงความโลภ แต่ไร้ซึ่งศีลธรรมและจิตสำนึกในการกำกับ ร่างกายอันทรงเกียรติของมนุษย์ก็เป็นเพียงเปลือกนอก เพราะสิ่งที่สะท้อนอยู่ภายในนั้น ไม่ได้ต่างอะไรจากสัญชาตญาณสัตว์ที่ไร้การรับรู้ผิดชอบชั่วดีอีกต่อไป
วิกฤตจิตใจและยิ้มวาจา: เมื่อความเบาปัญญาและกิเลสครอบงำสังคม
พุทธพจน์ระบุไว้ว่า "มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา" (ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจ) เมื่อจิตใจเสื่อมถอย พฤติกรรมภายนอกทั้งกายกรรมและวจีกรรมจึงบิดเบี้ยวตามไปด้วย ในยุคปัจจุบัน ผู้คนจำนวนมากปฏิบัติต่อชีวิตและศีลธรรมด้วยความเบาปัญญา เห็นเรื่องที่ไม่ควรรวมถึงเรื่องกาลเทศะเป็นเพียง เรื่องล้อเล่น หัวเราะคึกคักอย่างขาดสติ ไร้ความระมัดระวังและความตระหนักรู้ในปัจจุบันขณะ ทั้งในชีวิตจริงและการแสดงออกผ่าน ฃกล่องสี่เหลี่ยม อย่างหน้าจอออนไลน์ การวางตัวและการวางใจจึงไร้ซึ่งความเคารพต่อตนเองและผู้อื่น
ภาษาที่วิบัติ จากการวิจารณ์สู่วจีกรรมอันเผ็ดร้อน
ความเสื่อมทรามนี้ลุกลามถึง ภาษา ที่วิบัติลงถึงขั้นสุด ผู้คนแยกแยะระหว่าง การวิจารณ์ด้วยปัญญา กับ การด่าทอด้วยอารมณ์"ฝ ไม่ออก วจีกรรมที่ปลดปล่อยออกมาจึงเต็มไปด้วย ผรุสวาจา วาจาหยาบคาย และ สัมผัปปลาปะ วาจาเพ้อเจ้อไร้แก่นสารเมื่อพิจารณาพฤติกรรมของผู้คนในเรื่องความผิดถูก สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทที่น่าสังเวชใจ:
กลุ่มที่รู้ว่าผิด แต่แถให้ถูก ใช้ทิฏฐิและความดื้อดึงเอาชนะความจริง
  กลุ่มที่รู้ว่าผิด แต่ยังทำต่อ ตกเป็นทาสของตัณหาจนไร้ความละอาย
กลุ่มที่รู้ว่าผิด ทำผิดต่อ และโจมตีคนทำถูก ใช้กิเลสเป็นเกราะป้องกันตน ด้วยการทำลายค่านิยมที่ถูกต้องเพื่อกลบเกลื่อนความบิดเบี้ยวของตัวเอง
หลุมพรางแห่งสีลพตปรามาส และการแยกไม่ออกระหว่าง "ตักเตือน" กับ ด่าทอ
ในอีกด้านหนึ่ง แม้กระทั่งกลุ่มคนที่เชื่อว่าตนเองทำถูกหรือถือศีล ก็กลับตกหลุมพรางของ สีลพตปรามาส และมานะทิฏฐิ ถือตนว่ามีศีลสูงกว่าประเสริฐกว่า แล้วใช้ศีลนั้นเป็นอาวุธในการทิ่มแทงและด่าทอผู้อื่นด้วยความสะใจ
ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงวางหลักการไว้อย่างประณีต แม้พระภิกษุที่ต้องอาบัติหนักถึงขั้น ปาราชิก ขาดจากความเป็นพระไปแล้ว พระองค์ก็ยัง ไม่ทรงอนุญาตให้ด่าทอ ทรงอนุญาตเพียงการ ตักเตือน ด้วยจิตที่ประกอบด้วยเมตตาเท่านั้น ทว่าคนในสังคมไทยปัจจุบันกลับแยกเส้นแบ่งระหว่าง การตักเตือนเพื่อสะกิดใจกับ การด่าทอเพื่อสนองอารมณ์ ออกจากกันไม่ได้เลย นำเอาโทสะมาแอบอ้างเป็นความถูกต้อง
การประเมินตามหลักเหตุและผล (อิทัปปัจจยตาในไม่เกิน 100 ปี)
การมองสภาวะเช่นนี้ ไม่ใช่การทำนายเดาทายอันขัดต่อพระสิกขาบทแห่งเพศสามเณร แต่เป็นการประเมินด้วยหลักเหตุและผลตามธรรมชาติคือ อิทัปปัจจยตา เมื่อสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
หากสังคมยังคงปล่อยให้การวางตัว ภาษา และจิตใจเสื่อมทรามลง โดยใช้กล่องสี่เหลี่ยมออนไลน์เป็นพื้นที่สืบต่อกิเลส พร่ำสอนความเบาปัญญา และนำศีลธรรมมาเป็นเครื่องมือด่าทอกันเองเช่นนี้ต่อไป ในเวลา ไม่เกิน 100 ปี สังคมจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตทางจิตวิญญาณขั้นสูงสุด มนุษย์จะสูญเสียภาษาแห่งความเมตตา สูญเสียกาลเทศะ และอยู่ร่วมกันด้วยสัญชาตญาณแห่งความเกลียดชังและการทำลายล้างที่ทวีคูณยิ่งกว่ายุคใดๆ
การฟื้นฟูจึงต้องเริ่มจากการกลับมาเจริญ สติในปัจจุบันขณะ สำรวลกาย วาจา ใจ ให้มี สัมมาวาจา และรักษา หิริโอตตัปปะ เพื่อไม่ให้ความเป็นมนุษย์ถูกกิเลสและเทคโนโลยีกลืนกินจนหมดสิ้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่